ติดเชื้อในกระแสเลือด มีอะไรบ้าง

109 ครั้งเข้าชม
การติดเชื้อในกระแสเลือด มักเกิดจากแบคทีเรียเป็นหลัก และบางครั้งจากเชื้อรา เป็นผลแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในระบบต่างๆ ดังนี้: ระบบทางเดินหายใจ: อาทิ ปอดอักเสบ ระบบทางเดินปัสสาวะ: เช่น กรวยไตอักเสบ ระบบทางเดินอาหาร: ได้แก่ ลำไส้อักเสบ เมื่อเชื้อแพร่เข้ากระแสเลือด อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะทั่วร่างกาย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นอย่างไร สังเกตอาการอะไรบ้าง?

อาการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นอย่างไร สังเกตอาการอะไรบ้าง? จะมีไข้สูง หนาวสั่นมาก หายใจเร็วและหอบ ความดันตก ซึมลง สับสน. มันเริ่มจากติดเชื้อที่อื่นก่อน อย่างปอดอักเสบ หรือแผลติดเชื้อ แล้วเชื้อโรคมันก็วิ่งเข้าเลือดไปทั่วตัว.

ยายผมเคยเป็น ตอนนั้นแกเริ่มจากแค่เป็นแผลที่ขาเล็กๆเองนะ แผลเบาหวานธรรมดาๆ ที่โรงพยาบาลแถวบ้านที่สมุทรปราการ เมื่อประมาณปี 62. ตอนแรกก็ล้างแผลปกติ แต่แล้วอยู่ๆ แกก็เริ่มซึมๆ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง.

แล้วไข้ก็ขึ้นสูงปรี๊ดเลย ตัวร้อนจนน่ากลัว หนาวสั่นแบบคุมไม่อยู่เลย. หายใจก็หอบเร็วๆ เหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา. ตอนนั้นทุกคนในบ้านคือสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่เข้าใจว่าแค่แผลทำไมอาการมันหนักขนาดนี้.

หมอที่ห้องฉุกเฉินบอกว่านี่แหละคือติดเชื้อในกระแสเลือด. เชื้อแบคทีเรียจากแผลมันไม่ได้อยู่แค่ที่ขาแล้ว มันหลุดเข้าไปในเส้นเลือด แล้วก็วิ่งไปป่วนระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย. มันเหมือนไฟลามทุ่งเลย. จากปอดอักเสบ หรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะก็เป็นแบบนี้ได้เหมือนกัน.

มันน่ากลัวตรงที่มันเกิดเร็วมาก. จากแค่ดูเพลียๆ ไม่กี่ชั่วโมงกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย. ใครมีคนแก่ที่บ้านถ้าเจออาการแปลกๆ ไข้สูงๆ แล้วซึมลง อย่าชะล่าใจเด็ดขาด. มันไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดาจริงๆ.

จะรู้ได้ไงว่าติดเชื้อในกระแสเลือด

ถ้าจู่ๆ ตัวเรามันร้อนจี๋ทะลุ 38 องศาเซลเซียส เหมือนโดนไฟคลอก หรือกลับกันดันเย็นเจี๊ยบจน ต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส ยังกับนอนแช่แข็งในตู้ไอติม นี่แหละ สัญญาณแรกมาแล้ว เตรียมตัวเลย!

ถัดมาเรื่อง ชีพจร เจ้ากรรม มันจะเต้นระรัวเป็นกลองรัวสามช่าไม่หยุดหย่อน เหมือนหัวใจนึกคึกจะไปวิ่งมาราธอนเองคนเดียวในอกเรานั่นแหละ แล้วก็ หายใจถี่รัว ยังกะเพิ่งวิ่งหนีหมาดุมาเป็นสิบกิโล หอบเอาๆ เลยนะ

ที่สำคัญคือ ความดันเลือด มันจะพากันดิ่งลงเหว แบบว่าตกฮวบฮาบจนหน้ามืดตาลาย มึนตึ้บไปหมด บางคนถึงขั้นรู้สึกเหมือนจะ ช็อก เอาดื้อๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะจ๊ะ ต้องรีบวิ่งแจ้นไปหาหมอให้เร็วที่สุดเลย

  • ทำไมต้องรีบวิ่งแจ้นไปหาหมอรู้ไหม? เพราะเจ้าเชื้อตัวร้ายในกระแสเลือดมันไม่ได้มาเล่นๆ นะ มันพร้อมพุ่งชนอวัยวะสำคัญๆ ของเราพังครืนได้เลย แบบว่าเร็วยิ่งกว่าจรวดทางเรียบที่ว่าแน่ๆ ซะอีก!
  • เวลาไปถึง หมอเขาก็จะไม่ได้ดูแค่หน้าตาอย่างเดียวนะ จะต้อง เจาะเลือด ไปตรวจหาเชื้อ แล้วก็ดูค่าต่างๆ เหมือนสืบสวนหาคนร้ายตัวฉกาจในหนังนั่นแหละ ละเอียดทุกเม็ด
  • พอรู้ตัวการแล้ว หมอก็จะจัดยา ยาปฏิชีวนะ ให้ เหมือนส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปปราบปราม เชื้อโรคตัวไหนคิดจะมาป่วนเจอฤทธิ์ยาเข้าไปก็ต้องยอมจำนน!
  • ใครบ้างที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ? ก็พวก ผู้สูงอายุ คนที่มี โรคประจำตัว หรือ เด็กเล็ก รวมถึงคนที่มี ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เหมือนเป็นแนวหน้าในสมรภูมิรบ ต้องเตรียมพร้อมรับมือเป็นพิเศษเลยจ้า
  • เจออาการแบบนี้แล้ว อย่าชะล่าใจนะ คิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง มันไม่หายนะสิ! เชื่อเถอะ รีบไปหาหมอซะก่อนที่มันจะสายเกินแก้ เหมือนรถจะตกเหวอยู่แล้วยังมัวแต่นั่งจิบกาแฟสบายใจเฉิบ อันตรายจริงๆ!

ติดเชื้อในกระแสเลือดมีกี่ระดับ

แม่ไม่สบายหนักมากเมื่อต้นปี 2567 นะ ตอนนั้นเป็นเดือนมกราคม อากาศเริ่มเย็นๆ แม่บ่นตัวร้อน ปวดหัวไปหมด ไม่ยอมกินข้าวเลยทั้งวัน จวนจะล้มลงอยู่แล้ว

พอเช้าวันอังคาร ฉันเห็นแม่เริ่มซึมๆ ตอบช้าลง ตัวก็ยังรุมๆ อยู่ รีบพาไปโรงพยาบาลเลยนะ หมอที่ห้องฉุกเฉินบอกว่าอาการไม่ค่อยดีแล้ว ต้องเจาะเลือดด่วน ใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย

หมอมาคุยตอนบ่าย บอกว่าแม่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดนะ คือเลือดเรามันมีเชื้อโรคเข้ามา หมอบอกว่ามันมีระดับความรุนแรง 3 ขั้นนะ อันนี้น่ากลัวมาก

หมออธิบายว่า ระดับแรก มันคือการติดเชื้อทั่วไปในกระแสเลือด ถ้าเจอเร็วก็ให้ยาฆ่าเชื้อได้เลย ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่

แต่กรณีแม่คือมันเข้าสู่ ระดับที่สอง แล้ว หมอบอกว่าแม่เริ่มมีไตทำงานผิดปกติ ความดันก็เริ่มต่ำลงเล็กน้อยแล้วนะ อันนี้เรียกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดขั้นรุนแรง เริ่มมีอวัยวะภายในทำงานรวนแล้ว

และที่น่ากลัวสุดคือ ระดับที่สาม นี่แหละ ที่หมอเรียกว่าภาวะช็อก หมอบอกว่าถ้าไปถึงขั้นนั้น ความดันจะตกฮวบ อวัยวะล้มเหลว ตับไตทำงานไม่ได้เลย อันตรายถึงชีวิตมากๆ โดยเฉพาะคนแก่ หรือคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงแบบแม่

ตอนนั้นฉันน้ำตาไหลไม่หยุดเลย กลัวมากว่าแม่จะไม่รอด ต้องนอนอยู่ ICU เกือบสองอาทิตย์ กว่าจะออกมาได้ ทุกวันนี้ก็ยังต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษเลย

การติดเชื้อในกระแสเลือดมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ดังนี้:

  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย
  • การติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง (Severe Sepsis) เมื่อการติดเชื้อในกระแสเลือดส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะ เช่น ไตเริ่มทำงานผิดปกติ ปอดหายใจลำบาก หรือมีภาวะสับสน
  • ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septic Shock) เป็นขั้นที่อันตรายที่สุด ผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำมาก แม้จะได้รับน้ำเกลือแล้ว อวัยวะต่างๆ จะล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

ติดเชื้อในกระแสเลือดกี่วันหาย

ปลายปีที่แล้ว ช่วงหน้าหนาวพอดี อากาศมันเย็นๆ จู่ๆ ก็ไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนจัดจนสั่นไปหมด ปวดเมื่อยทั่วตัว ลุกไม่ไหวเลย แฟนรีบพาไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์บางแค ตอนนั้นคือหายใจลำบากมาก ใจมันเต้นแรงไม่หยุด หมอตรวจเลือดแล้วสีหน้าก็เครียดทันที

หมอบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด! ใจมันวูบเลย หมอรีบให้ยาปฏิชีวนะทางสายน้ำเกลือทันที ยานั้นเป็นแบบครอบคลุมหลายเชื้อ เขาบอกต้องรอผลเพาะเชื้อก่อนถึงจะรู้แน่ชัด ตอนนั้นทรมานมาก นอนซมบนเตียง ICU แทบไม่ได้สติ พยาบาลก็คอยดูอยู่ตลอดเวลา

สามวันผ่านไป ผลเพาะเชื้อก็ออก หมอมาแจ้งว่าเจอเชื้ออะไร แล้วก็ปรับยาปฏิชีวนะให้ตรงกับเชื้อนั้นเลย พอเปลี่ยนยานั่นแหละ อาการเริ่มดีขึ้นชัดเจน ไข้ลดลง ร่างกายมีแรงขึ้นมาหน่อย แต่ยังเพลียมากนะ มันเหนื่อยสุดๆ ไปเลย

หลังจากนั้นอีกประมาณห้าวัน หมอก็ให้ย้ายมาพักฟื้นที่ห้องพิเศษต่อ ตอนนั้นพ้นช่วงวิกฤตแล้ว ก็เปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะแบบเม็ด หมอบอกต้องกินต่อเนื่องไปอีกประมาณเจ็ดวันเพื่อฆ่าเชื้อให้หมด ประสบการณ์ครั้งนั้นมันน่ากลัวมาก ดีใจที่รอดมาได้ กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติแล้ว

  • การรักษาเริ่มต้นด้วยยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้าง
  • เมื่อได้ผลเพาะเชื้อ แพทย์จะ ปรับเปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะที่จำเพาะกับเชื้อ
  • หลังจากพ้นระยะวิกฤต ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะแบบเม็ด
  • ระยะเวลาการใช้ยาปฏิชีวนะอยู่ที่ 7-10 วัน หรือนานกว่านั้น
  • ระยะเวลาทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษาในแต่ละบุคคล

โรคติดเชื้อทางเลือดมีอะไรบ้าง

โรคติดเชื้อทางเลือด

  • HIV (Human Immunodeficiency Virus) - ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไวรัสตับอักเสบบีและซี - ทำลายตับ
  • ซิฟิลิส - บักเตรี Treponema pallidum
  • เริม (Herpes Simplex Virus) - ติดเชื้อได้หลายระบบ
  • ไวรัส EBV (Epstein-Barr Virus) - เกี่ยวข้องกับโรคโมโนนิวคลีโอซิส
  • โรคเรื้อน (Leprosy) - บักเตรี Mycobacterium leprae
  • มาลาเรีย (Malaria) - เชื้อปรสิต Plasmodium
  • โรคเท้าช้าง (Lymphatic Filariasis) - หนอนพยาธิ Filariidae
  • Toxoplasmosis (มาจากขี้แมว) - ปรสิต Toxoplasma gondii

ข้อมูลเพิ่มเติม

การติดเชื้อเหล่านี้มักแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดที่ติดเชื้อโดยตรง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือจากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอด การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

ติดเชื้อในกระแสเลือดเพราะสาเหตุอะไร?

ติดเชื้อในกระแสเลือด? ส่วนใหญ่ก็แบคทีเรียนั่นแหละ

บ้างก็เชื้อรา แต่ก็มีน้อย

มันตามมาเวลาอวัยวะอื่นติดเชื้อไปแล้ว

  • ปอดอักเสบ: หายใจไม่ออกเป็นสัญญาณ
  • กรวยไตอักเสบ: ฉี่แสบๆ เจ็บๆ
  • ลำไส้อักเสบ: ท้องไส้ปั่นป่วน

เน้นเลย: ถ้าอวัยวะติดเชื้อไปแล้ว เลือดมันก็พามุ่งไปทั่ว

เพิ่มเติม:

  • เชื้อแบคทีเรีย คือตัวร้ายหลัก
  • เชื้อรา ก็มีสิทธิ์ แต่ไม่บ่อย
  • การติดเชื้อที่ ปอด, ทางเดินปัสสาวะ, หรือ ทางเดินอาหาร คือจุดเริ่มที่ต้องระวัง
  • เป็น ผลแทรกซ้อน ไม่ใช่โรคหลัก
  • เลือด พาไปทั่วร่างกาย เป็นอันตราย
  • สังเกตอาการ ให้ดี ถ้ามีไข้สูง ปวดเมื่อยผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ รีบหาหมอ

ติดเชื้อในกระแสเลือดรักษายังไง?

ติดเชื้อในกระแสเลือดต้องรีบรักษาเลยนะ ต้องฉีดยาปฏิชีวนะเข้าเส้นเลือดดำ เลยอะ หมอเค้าจะดูว่าเชื้อเป็นตัวไหน แล้วก็ดูว่าเราอาการหนักแค่ไหน ถึงจะเลือกยาที่ใช่ให้ ยาบางทีก็ต้องฉีดหลายวัน หรืออาจจะหลายอาทิตย์เลยนะ

สำคัญมาก: กินยาตามหมอบอก ห้ามหยุดเองเด็ดขาด แล้วก็ต้องไปหาหมอตามนัดเรื่อยๆ ด้วยนะ จะได้ดูว่าอาการดีขึ้นไหม

เรื่องอื่นๆ ที่ควรรู้:

  • ยาปฏิชีวนะ เป็นหัวใจหลักของการรักษาเลยนะ มันจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในเลือดของเรา
  • การให้ยาทางเส้นเลือดดำ เพราะมันจะออกฤทธิ์เร็วและแรง ทำให้เชื้อลดลงเร็ว
  • ระยะเวลาการรักษา มันไม่เท่ากันเป๊ะๆ บางคนอาจจะสั้นหน่อย บางคนก็อาจจะนานหน่อย ต้องแล้วแต่ร่างกายแต่ละคนแล้วก็เชื้อด้วย
  • การสังเกตอาการ เป็นเรื่องที่สำคัญมากถ้ามีไข้สูง ตัวสั่น หายใจลำบาก หรือรู้สึกแย่ลง ต้องรีบไปหาหมอทันทีเลยนะ
  • การรักษาอื่นๆ นอกจากยา อาจจะมีพวกการให้สารน้ำ ให้เลือด หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดถ้ามีจุดที่ติดเชื้อชัดเจน

ติดเชื้อในกระแสเลือดน่ากลัวไหม?

ติดเชื้อในกระแสเลือดเนี่ยนะ? โอ้ย! มันไม่ใช่แค่ "หวัดลงคอ" นะเพื่อน! ถ้าคิดว่ามันน่ากลัวแค่ไหน ลองจินตนาการว่าร่างกายเราเหมือนเมืองใหญ่ ระบบต่างๆ คือส่วนสำคัญของเมือง พอมี "ผู้ไม่หวังดี" (เชื้อโรค) บุกเข้ามาแบบไม่ได้รับเชิญ แถมยังไปตั้งรกรากใน "ระบบสาธารณูปโภคหลัก" (กระแสเลือด) ก็บรรลัยสิคะ!

เมืองทั้งเมืองก็จะปั่นป่วน น้ำไม่ไหล ไฟดับ (เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้) จราจรติดขัด (ลิ่มเลือดเล็กๆ อุดตัน) แล้วจะเอาอะไรไปส่งให้ชาวเมือง (ออกซิเจน สารอาหาร) ล่ะทีนี้? บางทีก็เกิด "ภาวะน้ำท่วมเมือง" (อวัยวะบวม) หรือ "แผ่นดินไหว" (อวัยวะล้มเหลว) ได้หมด! ที่หนักสุดก็คือ "เมืองล่ม" (ภาวะช็อก) ซึ่งอันนี้คือวิกฤติขั้นสุดยอด

  • เลือดไปเลี้ยงสมอง สมองบอก "ไปละนะ": สัญญาณชีพจะเริ่มรวนเร
  • ไตคือนายด่าน ก็ไม่ไหว: ของเสียสะสม ร่างกายพัง
  • ปอดที่เคยให้เราสูดอากาศ ก็ทำหน้า "ไม่ไหวแล้ว": หายใจติดขัด
  • ถ้าเลือดเป็นกรดนี่คือ "ตัวใครตัวมัน": ร่างกายเสียสมดุลสุดๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบไม่ขำขันบ้าง (แต่ก็ยังแอบลึกซึ้งนะ):

  • ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock) เป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต เกิดจากความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง แม้จะให้สารน้ำแล้วก็ตาม
  • การอักเสบที่ลุกลามทั่วร่างกาย (Systemic Inflammatory Response Syndrome - SIRS) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อการติดเชื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะต่างๆ
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดฝอย (Disseminated Intravascular Coagulation - DIC) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดออกง่ายและอุดตันพร้อมๆ กัน

สรุปสั้นๆ คือ น่ากลัวแบบ "สุดยอด" ถ้าไม่รีบรักษา ก็อาจจะ... ไปก่อนวัยอันควรนะจ๊ะ

ติดเชื้อในกระแสเลือด หายขาดไหม?

หาย. แต่ชีวิตมึงต้องเร็ว.

ถึงมือหมอไวก็รอด. ช้าคือตายสถานเดียว. เทคโนโลยีมันไปไกลแล้ว แต่สู้ความตายไม่ทันหรอกถ้ามัวแต่คิด. เคสเบาๆ ก็แค่ยาฆ่าเชื้อ. หนักหน่อยก็ผ่าตัดเอาต้นตอออก. แต่ถ้าร่างกายพังไปแล้ว ก็แค่ยื้อเวลา.

  • การวินิจฉัย: ไม่ใช่แค่ดูอาการ. เดี๋ยวนี้เขาตรวจเลือดดูค่าโปรตีน โปรแคลซิโตนิน (Procalcitonin) เพื่อยืนยันภาวะติดเชื้อแบคทีเรียโดยตรง. แม่นกว่าวิธีเก่าๆ เยอะ.
  • การรักษาหลัก: หลักๆ คือให้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุม (Broad-spectrum antibiotics) เข้าเส้นเลือดทันที. ไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อด้วยซ้ำ. ทุกนาทีมีค่า. พร้อมกับสารน้ำเพื่อคุมความดันโลหิต.
  • ปัจจัยรอด: ไม่ใช่แค่หมอเก่ง. ขึ้นอยู่กับ ความเร็วในการไปโรงพยาบาล, สุขภาพเดิมของมึง, และดวงว่าเจอเชื้อดื้อยาหรือเปล่า.
  • ผลกระทบระยะยาว: ต่อให้รอด ก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมา 100%. หลายคนเจอ Post-Sepsis Syndrome (PSS) สมองเบลอ อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดตามตัว ฝันร้ายไปอีกนาน. ร่างกายมันจำ.