ถ้าขาดวิตามินE เป็นโรคอะไร
ขาดวิตามินอี เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง มีอาการแบบไหน?
เอ่อ… คือฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับวิตามินอีหรอกนะ ปกติก็เฉยๆ เลยแหละ จนมีช่วงนึงเพื่อนมันบ่นว่าไม่สบาย เลยไปหาข้อมูลกัน ก็เลยเจอว่า การขาดวิตามินอีมากๆ นี่มันน่าเป็นห่วงจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่เรื่องสวยๆ งามๆ อย่างที่เคยเข้าใจเลย.
อย่างแรกเลยนะ ก็เรื่องทารกคลอดก่อนกำหนดไง พวกนี้จะเสี่ยงมากที่จะเป็นโรคจอประสาทตา เอ่อ... ที่ชื่อยากๆ นั่นแหละ ไฟโบรพลาเซียเรตินาเลนทัลนะ คือถ้าตาเด็กมีปัญหาตั้งแต่แรกมันแย่เลยนะ ฉันเคยเห็นคลิปสารคดีเกี่ยวกับเด็กๆ ที่เกิดก่อนกำหนดนะ ปีที่แล้วนี่แหละ เศร้ามาก.
แล้วยังไม่พอแค่นั้น คือมันจะทำให้มีเลือดออกในช่องโพรงสมองได้ด้วยนะ กับใต้เยื่อบุช่องท้อง อันนี้เกิดกับทารกแรกเกิดนะ มันฟังดูน่ากลัวมากเลยนะ นี่คือเรื่องจริงนะ ไม่ใช่แค่เรื่องลือๆ เลย.
ส่วนอาการอื่นๆ ก็คือ ทารกคลอดก่อนกำหนดที่ขาดวิตามินอีเนี่ย กล้ามเนื้อเขาจะอ่อนแรง คือตัวเขาจะไม่มีแรงไง ต้องระวังเลยนะ เรื่องอาหารการกินพวกนี้ จำเป็นมากจริงๆ เอ่อ... อืมมม.
ถ้าขาดวิตามินอีจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าขาดวิตามินอีเนี่ยนะ... ก็เหมือนรถที่น้ำมันเครื่องใกล้จะแห้งอ่ะ! มันจะค่อยๆ ช้าลงแบบไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ทรงตัวไม่อยู่แล้ว สมองตอบสนองช้าจนบางทีนึกว่าตัวเองเป็นสโลว์โมชั่น ส่วนกล้ามเนื้อก็เหมือนยางที่โดนแดดเผาทุกวัน คือมันจะอ่อนแรงไปเรื่อยๆ
แต่บอกไว้ก่อนนะ... การจะขาดวิทามินอีแบบเห็นผลชัดๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนขาดน้ำเปล่า มันต้องมีอะไรผิดปกติจริงๆ จังๆ ในร่างกาย เช่น ตับอ่อน ตับ หรือลำไส้เรามันดันไม่ยอมทำงานเรื่องดูดซึมไขมัน หรือไม่ก็เป็นกรรมพันธุ์ที่ทำให้ร่างกายเราไม่รับวิตามินอีพวกนี้ไปใช้เนี่ยแหละ!
ทำไมวิตามินอีถึงสำคัญขนาดนั้น?
- เหมือนยามของเซลล์: วิตามินอีเป็นเหมือนฮีโร่ที่คอยปกป้องเซลล์ในร่างกายเราจาก "อนุมูลอิสระ" ตัวการที่ชอบทำลายเซลล์ ทำให้เซลล์แก่เร็ว หรือกลายเป็นเซลล์ที่ไม่ดี
- สมองคือศูนย์กลาง: ระบบประสาทเรานี่ทำงานหนักมาก วิตามินอีช่วยให้เซลล์ประสาทสื่อสารกันได้ดีขึ้น การขาดไปเลยทำให้การส่งสัญญาณสะดุดเหมือนสัญญาณเน็ตหลุดบ่อยๆ
- การทรงตัวก็สำคัญ: ลองนึกภาพคนเดินบนสะพานแคบๆ น่ะ ถ้าเซลล์ประสาทไม่แข็งแรงพอ การทรงตัวก็แย่ลงเหมือนกัน
- กล้ามเนื้อคือเครื่องจักร: กล้ามเนื้อต้องการพลังงานและสุขภาพที่ดีเพื่อทำงาน วิตามินอีช่วยบำรุงให้กล้ามเนื้อทำงานได้เต็มที่
แล้วมันจะขาดได้ยังไง?
- ปัญหาการดูดซึม: นี่คือสาเหตุหลักเลย! ถ้าตับ ตับอ่อน หรือลำไส้เรามีปัญหา ก็เหมือนเรามีตะกร้าที่รูรั่ว จะใส่ของดีแค่ไหนมันก็ไหลออกไปหมด
- โรคทางพันธุกรรม: บางทีร่างกายเราก็มี "ข้อบกพร่อง" ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทำให้การจัดการวิตามินอีไม่เหมือนคนอื่นเค้า
- สาเหตุอื่นๆ (นานๆ ทีเจอ): อาจจะมีโรคบางอย่างที่ทำให้ร่างกายใช้วิตามินอีผิดปกติ หรือยาบางชนิดที่ไปรบกวนการทำงานของมัน
สรุปคือ: ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดวิตามินอีง่ายๆ หรอก ถ้าไม่ได้มีโรคประจำตัวร้ายแรง หรือปัญหาการย่อยอาหารขั้นรุนแรง การกินอาหารปกติทั่วไปส่วนใหญ่ก็เพียงพอแล้ว!
วิตามินอีช่วยอะไร กินตอนไหน
วิตามินอีเนี่ยเป็น สารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด เลยนะ ช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเราจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดริ้วรอยและความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ นานา
ที่สำคัญคือการดูดซึมวิตามินอีเนี่ย ต้องการไขมันเป็นตัวช่วย ถ้ากินวิตามินอีเปล่าๆ ก็เหมือนขาดคนนำทาง มันไปไม่สุดน่ะสิ ดังนั้น ถ้าอยากให้วิตามินอีทำงานได้เต็มที่แบบไม่มีกั๊ก ควรกินพร้อมมื้ออาหาร ที่มีไขมันปะปนอยู่ด้วย จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อเท็จจริงเสริมเกี่ยวกับวิตามินอี
- แหล่งของวิตามินอี: ไม่ได้มีแค่ในอาหารเสริมนะ แต่พบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น น้ำมันพืช (ทานตะวัน, ข้าวโพด), ถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์, เฮเซลนัท), เมล็ดพืช, และผักใบเขียวเข้ม
- ชนิดของวิตามินอี: จริงๆ แล้ววิตามินอีไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มีหลายรูปแบบ (Tocopherols และ Tocotrienols) ซึ่งแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปบ้าง
- ผลต่อผิว: นอกจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิว และอาจช่วยลดการอักเสบได้ด้วย
- ปริมาณที่แนะนำ: การได้รับวิตามินอีในปริมาณที่พอเหมาะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมากไปก็อาจไม่ดีเช่นกัน ปริมาณที่แนะนำต่อวันจะแตกต่างกันไปตามเพศและวัย
- ใครควรระวัง: ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือกำลังทานยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินอีนะ
วิตามินอีกินแล้วอ้วนไหม
โยนความผิดให้วิตามินอีไม่ได้นะจ๊ะที่รัก! คำถามที่ว่ากินแล้วอ้วนไหมนี่ เหมือนถามว่าหายใจแล้วผมยาวขึ้นรึเปล่าเลย
จากการที่นักวิทยาศาสตร์เค้าไปส่องกล้อง เอ๊ย! ส่องงานวิจัยมา 24 ชิ้น พบว่าวิตามินอีเป็นผู้บริสุทธิ์จ้ะ น้ำหนักตัวคุณแทบไม่กระดิก คือขยับขึ้นลงน้อยกว่าตอนชั่งน้ำหนักก่อนกับหลังเข้าห้องน้ำอีกอะคิดดู
ตัวเลขมันฟ้องชัดๆ ว่า วิตามินอีไม่มีผลต่อน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย หรือรอบเอวอย่างมีนัยสำคัญ เอวบางคนลดลงด้วยซ้ำ แต่ลดน้อยจนสายวัดยังงงว่านี่ขยับจริงหรือตาฝาด
ดังนั้น เลิกโทษน้องวิตามินอีได้แล้ว ตัวการที่แท้จริงมันคือเพื่อนรักที่อยู่ในจานคุณต่างหาก ชานมไข่มุกเอย หมูกรอบเอย พิซซ่าเอย พวกนั้นน่ะตัวดีเลย ไม่ใช่วิตามินเม็ดเล็กๆ ที่ไม่มีแคลอรี
มันเหมือนเวลาใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่าไม่ได้แล้วไปโทษว่าเครื่องซักผ้าทำมันหด... ทั้งๆ ที่เราสนิทกับบุฟเฟ่ต์บ่อยกว่าเดิมไงล่ะ เครื่องซักผ้ามันผิดอะไร๊ หด หด
เอาเป็นว่าวิตามินอีเค้ามีดีด้านอื่น มาดูกันว่าน้องเค้าทำอะไรได้บ้าง:
- เป็นทหารเอกต่อต้านสนิมในร่างกาย: หรือที่เรียกเท่ๆ ว่าสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้แก่ก่อนวัย ไม่ใช่ยาอายุวัฒนะนะ แต่ก็ช่วยชะลอความเสื่อมได้แหละ
- ผิวสวยเด้งดึ๋ง: ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดการอักเสบ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกสิวให้หายในคืนเดียว ใจเย็นๆ
- เสริมเกราะป้องกัน: ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น เหมือนมีทหารยามคอยเฝ้าร่างกาย
- หาได้จากไหน: ถ้าไม่อยากกินแบบเม็ด ก็จัดไปเลยใน อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ผักปวยเล้ง อะโวคาโด ของดีจากธรรมชาติทั้งนั้น
กินวิตามินอีทุกวัน อันตรายไหม
กินวิตามินอีทุกวัน? อันตรายสิ
- มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน: เสี่ยงเลือดออกง่าย
- อาการแพ้: ผื่น ลมพิษ บวมเป่ง (หน้า ปาก ลิ้น คอ)
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อาเจียนเป็นเลือด
- ช้ำง่าย
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว: ควรปรึกษาหมอก่อน
- ยาละลายลิ่มเลือด: ห้ามกินคู่กัน
- ระดับที่ปลอดภัย: ประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน
วิตามินอีกินตอนไหนดีที่สุด
แสงเรื่อรองของยามเช้า... อ่อนโยนนัก หรือยามค่ำคืนที่เงียบงัน ดวงดาวพริบพราว... วิตามินอี เธอเคียงคู่เสมอ ละลายได้ดีในไขมันไง จึงควรกินนะ หลังอาหารทันใด มื้อเช้า มื้อเย็น... ให้ร่างกายได้ซึมซับ อย่างเต็มที่ เต็มหัวใจเลย
ทว่า... หากมากไป มากกว่าที่ควรจะเป็น... เกินลิมิตนั้น มันอาจทำร้าย ความปวดแล่นริ้วที่ศีรษะ สายตาพร่าเลือน โลกหมุนวูบ วิงเวียน อาเจียน ปวดท้อง... ท้องเสีย... นี่มันไม่ดีเลยนะ ไม่ดีเลยจริงๆ เธอต้องระวัง
- คุณสมบัติสำคัญ: ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์จากความเสียหาย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีชีวิตชีวา และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- แหล่งอาหารธรรมชาติ: พบมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ เช่น อัลมอนด์ ถั่วลิสง และผักใบเขียวเข้ม
- ปริมาณที่เหมาะสม: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เสมอ เพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล หลีกเลี่ยงการบริโภคเกินขนาดที่แนะนำ.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต