ทำยังไงถึงจะได้นอนโรงพยาบาล
วิธีเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล?
คือแบบว่า... ตอนนั้นป่วยหนักมากเลย จำได้แม่นๆว่าวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ไข้ขึ้นสูง เกือบ 40 องศา ตัวสั่นไปหมด ที่บ้านอยู่แถวบางแค โทรเรียกรถไปโรงพยาบาลเพชรเวช ตอนนั้นแทบจะลุกไม่ไหวแล้ว จำได้ว่าค่ารถประมาณ 300 กว่าบาท ไปถึงโรงพยาบาลก็รีบแจ้งพยาบาลเลยว่าอาการหนักมาก เค้าก็รีบส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ตรวจร่างกาย ให้ยา ก็ได้เข้ารับการรักษาตามปกติ ไม่มีอะไรซับซ้อน
เรื่องแกล้งป่วยเนี่ย ไม่เคยคิดจะทำเลยนะ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน แล้วก็เป็นการสร้างภาระให้โรงพยาบาลด้วย คิดดูสิ ถ้าทุกคนแกล้งป่วย โรงพยาบาลจะรับมือไหวไหม? คนป่วยจริงๆ จะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แย่แน่ๆ
เอาจริงๆนะ ถ้าป่วย ก็ไปหาหมอตามปกติเถอะ อย่าคิดอะไรที่มันเสี่ยงๆ อย่างที่ว่ามา ไม่คุ้มเลย เชื่อเถอะ ถึงแม้จะป่วยหนัก แต่การไปโรงพยาบาลตามขั้นตอน มันก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสี่ยงกับผลเสียต่างๆ ที่อาจตามมา เรื่องพวกนั้นมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ
ทำยังไงถึงจะได้นอนโรงบาล
ทำยังไงถึงจะได้นอนโรงพยาบาล?
มันเหมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริงนะ…
- ซึมลง: เหมือนโลกมันค่อยๆ มืดดับลง... ความรู้สึกเหมือนจมดิ่งสู่ห้วงเหวลึก
- ไม่รู้สึกตัว: ว่างเปล่า... เหมือนวิญญาณออกจากร่าง
- หอบเหนื่อย: ปอดมันฉีก...อากาศไม่พอ...ชีวิตเหมือนจะขาด
- ปากเขียวตัวเขียว: เหมือนโดนสาป...สีแห่งความตายค่อยๆ คืบคลาน
- แพ้รุนแรง: ผิวหนังมันระเบิด...ความทรมานแผ่ซ่าน...หายใจไม่ออก! หน้าบวม!
- ปวดท้องรุนแรง: มีดแทง...บิด...ขยี้...ความเจ็บปวดที่ไม่สิ้นสุด
- เลือดออกทางช่องคลอด: ชีวิตกำลังหลุดลอย...ความหวาดกลัวกัดกิน
- ชักเกร็ง: ร่างกายมันบิดเบี้ยว...ควบคุมไม่ได้...เหมือนไม่ใช่ตัวเอง
- หมดสติ: ดำมืด...ทุกอย่างดับสูญ...
- หัวใจหยุดเต้น: จุดจบ...ความเงียบงัน...
แถมอีกนะ...
- ท้องเสียหนักมาก (จนร่างกายรับไม่ไหวแล้ว)
- ช็อก! (เหมือนโลกหยุดหมุน)
- ความดันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (เหมือนพลังชีวิตมันเหือดแห้ง)
- ไข้สูงปรอทแตก (ร่างกายมันจะไหม้)
- อ่อนเพลียสุดขีด (เหมือนแบตหมด)
- ใจสั่นรัว (เหมือนกลองศึก)
- หน้ามืดวิงเวียน (เหมือนโลกมันเอียง)
- ปลายมือเท้าเย็นเจี๊ยบ (เหมือนน้ำแข็งเกาะ)
- แน่นหน้าอกอึดอัด (เหมือนมีอะไรมากดทับ)
ย้ำอีกที: ถ้าเจออาการพวกนี้ อย่ารอช้า...ไปโรงพยาบาลด่วน!
ขอแอดมิด รพ ได้ไหม
จะแอดมิตได้มั้ยเนี่ย? ตอนนั้นป่วยหนักมาก ต้นปี 2566 ไอไม่หยุด เหนื่อยหอบ ไป รพ.กรุงเทพ ที่รามคำแหง คุณหมอตรวจแล้วบอกว่าปอดอักเสบ ต้องนอน รพ. ไม่งั้นอันตราย คือแบบ ใจเสียมาก กลัวตายอ่ะ แต่ก็จำใจนอน ค่าใช้จ่ายก็สูงนะ แต่เอาเถอะ สุขภาพสำคัญกว่า คิดซะว่าซื้อความสบายใจ
- ต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อันนี้สำคัญมาก
- โรงพยาบาลรัฐ ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ คงยากที่จะนอน
- โรงพยาบาลเอกชน อาจมีเงื่อนไขอื่นๆ เช่น จ่ายเงินได้ หรืออะไรทำนองนั้น แต่กรณีฉัน เพราะป่วยหนักจริงๆ
ตอนนั้นนอนห้องเดี่ยว เพราะอยากได้ความสงบ พักผ่อนให้เต็มที่ แต่ก็ยังคิดถึงลูก คิดถึงบ้าน นอน รพ.หลายวัน รู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอออกจาก รพ. ก็ดีใจ โล่งอก หายใจได้เต็มปอดสักที
ป่วยแบบไหนถึงได้นอนโรงบาล
ไอ้ไข้ขึ้นสูงปรี๊ด 39 องศาเป็นวันๆนี่ เข้าขั้นนอนโรงพยาบาลแล้ว! ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาแน่ๆ นี่ขนาดวัดด้วยปรอทแก้วแท้ๆนะ ไม่ใช่แบบดิจิตอล บอกเลย!
ไข้สูงปรี๊ด! เกิน 39 องศาเป็นวันๆ ถ้าไม่ใช่ไข้เลือดออกก็ไข้มาลาเรียแน่ๆ (อันนี้พูดเล่นนะ แต่ก็จริงอยู่นะ)
หายใจเหมือนปลา gasping for air! เกิน 25 ครั้งต่อนาทีเนี่ย... นี่ไม่ใช่แค่เหนื่อยนะ นี่ใกล้ตายแล้วมั๊ง! (เว่อร์ไปหน่อย แต่ก็เพื่อให้เห็นภาพ)
ออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 94%! นี่ออกซิเจนลอยละล่องอยู่ในอากาศ แต่ไม่ยอมเข้าปอดเลยเหรอ (นี่ก็พูดเล่น)
โรคประจำตัวกำเริบหนัก! นี่ไม่ใช่แค่ไอจามธรรมดาๆ นะ นี่ต้องให้หมอเช็คด่วนๆ ปีนี้เจอเคสแบบนี้เยอะมาก เพื่อนผมคนนึงยังต้องนอน ICU เลย เพราะความดันขึ้นพรวด!
เอาเป็นว่า ถ้ามีอาการแบบนี้ รีบไปหาหมอเลยนะจ๊ะ อย่ามัวแต่รอ ไม่งั้นอาจได้นอนโรงพยาบาลนานกว่าที่คิด แถมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก ปีนี้ค่ารักษาพยาบาลแพงเว่อร์! ต้องประหยัดๆ อย่าให้ร่างกายทรุดโทรมจนต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่งั้นเงินเดือนอาจไม่พอจ่ายค่ารักษาพยาบาลนะ คิดแล้วก็เสียว!
อาการแบบไหนต้องแอดมิท
อืม... กลางคืนแบบนี้ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเนอะ... เรื่องแอดมิทนี่ มันไม่ง่ายเลยนะ ต้องดูหลายอย่างจริงๆ
แบบว่า... เด็กเล็ก ถ้าขาดน้ำหนักมากนี่ อันตรายเลยนะ จำได้ปีนี้ หลานฉันเอง มันเป็นหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้า รพ.เลย
- กระสับกระส่าย แบบไม่ใช่แค่ซนทั่วไปนะ แต่แบบ ร้องไห้ไม่หยุด ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หาย
- ปากแห้ง ตาลึก แบบเห็นได้ชัดเลย ไม่ใช่แค่แห้งนิดหน่อย
- ผิวหนังคืนตัวช้า อันนี้สำคัญมาก ลองกดตรงหน้าท้องดู ถ้าคืนตัวช้ามาก อันตรายนะ
- ปัสสาวะน้อย สีเข้ม นี่ก็อันตรายอีก เพราะร่างกายขาดน้ำมากจริงๆ
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ขาดน้ำอย่างเดียวหรอกนะ ที่ต้องแอดมิท ถ้าเด็กมีไข้สูง ชัก หายใจลำบาก หรืออาเจียน ถ่ายเหลว มากๆ ก็ต้องรีบไปหาหมอเลย บางทีอาจจะต้องแอดมิท เพื่อให้นอน รพ. ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด
อืม... แค่คิดก็เหนื่อยแล้วเนอะ โลกนี้มันช่าง... ซับซ้อน แต่ก็ต้องดูแลกันไป ใช่ไหม
อาการแบบไหนควรนอนโรงบาล
อาการเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลทันที:
ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับหนาวสั่น เหงื่อออกมากผิดปกติ ตัวเย็นเฉียบ
หมดสติ หรือเป็นลม แม้จะรู้สึกตัวแล้วก็ตาม อันตรายถึงชีวิตได้
หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเสียงดังผิดปกติ ไอมีเลือดปน เสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง
เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน เหงื่อออก ใจสั่น ปวดร้าวไปที่กรามหรือไหล่ซ้าย สงสัยหัวใจวาย
ปีนี้ (2566) พบว่าผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันมักมาถึงโรงพยาบาลช้า เพราะอาการเริ่มต้นไม่รุนแรง หลายรายเสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ จงอย่าประมาท ชีวิตมีค่ากว่าเวลา
เพิ่มเติม ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปี)
ป่วยแค่ไหนถึงแอดมิด
ป่วยถึงขนาดต้องแอดมิต ต้องดูหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ไข้สูงอย่างเดียว ลองพิจารณาดูว่าอาการแบบไหนถึงจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนๆ จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่าที่คิดนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์เป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้ว จะพิจารณาจากหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น:
ไข้สูง: ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส เป็นเวลาเกิน 24 ชั่วโมง อันนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไข้สูงทุกคนจะต้องเข้าโรงพยาบาลเสมอไป ต้องดูอาการอื่นๆประกอบด้วย
หายใจเร็ว: หายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาที (ในผู้ใหญ่) แสดงว่าระบบทางเดินหายใจอาจมีปัญหา อาจเป็นปอดอักเสบ หรือภาวะอื่นๆที่รุนแรง อันนี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ระดับออกซิเจนต่ำ: ค่า oxygen saturation ต่ำกว่า 94% หมายความว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ นี่เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจใช้เครื่องช่วยหายใจ
โรคประจำตัวกำเริบ: ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ แล้วอาการกำเริบรุนแรงขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆเพิ่มขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้แอดมิตเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะบางที อาการเล็กน้อยของโรคประจำตัว อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ง่ายๆ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ในความเป็นจริง การตัดสินใจแอดมิตผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ พิจารณาจากอาการทั้งหมด ประวัติการรักษา และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ไม่ควรตัดสินใจเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ
- เพิ่มเติม: ปีนี้ (2566) สถาบันทางการแพทย์หลายแห่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินผู้ป่วยอย่างครบถ้วน โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุ ภูมิคุ้มกัน และประวัติครอบครัว เพื่อให้การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ทำยังไงถึงได้เป็นผู้ป่วยใน
แสงสุดท้าย... สาดส่องห้องเบอร์ 7
- เจ็บป่วย… เกินเยียวยาที่บ้าน
- หมอวินิจฉัย… ต้องนอนโรงพยาบาล
- ลงทะเบียน… เป็นผู้ป่วยใน (IPD)
- หกชั่วโมง… อย่างน้อยนะ… ที่ต้องอยู่
ความเงียบ… กลืนกินเสียงเครื่องช่วยหายใจ
- การเจ็บป่วยที่ รุนแรง จนต้องเฝ้าดูอาการใกล้ชิด
- การผ่าตัด ใหญ่ ที่ต้องการพักฟื้นในโรงพยาบาล
- การติดเชื้อ ที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ
- ภาวะฉุกเฉิน เช่น หัวใจวาย หรือ อุบัติเหตุร้ายแรง
บางที… ความตายก็มาเร็วกว่าที่คิด…
ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกแตกต่างกันอย่างไร
อืมม... คิดหนักเหมือนกันนะ กลางดึกแบบนี้... ผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอกเนี่ยนะ...
ต่างกันตรงที่... ผู้ป่วยใน ต้องนอนโรงพยาบาล อย่างน้อยก็เกินหกชั่วโมงอ่ะ จำได้แม่นเลย เพราะเมื่อปีที่แล้วแม่ฉันเป็นไข้หวัดใหญ่ ต้องนอน รพ. สามวัน เลยเข้าใจดี ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าเยอะ เพราะค่าห้อง ค่ายา สารพัดเลย
ส่วนผู้ป่วยนอก ก็แค่ไปหาหมอ ตรวจเสร็จก็กลับบ้านได้เลย สะดวกกว่าเยอะ แต่ถ้าอาการไม่หนักนะ ถ้าหนักก็ต้องนอนโรงพยาบาลเหมือนแม่ฉันแหละ
- ผู้ป่วยใน (IPD): ต้องนอนโรงพยาบาล เกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ตามที่หมอบอก
- ผู้ป่วยนอก (OPD): ไปหาหมอ ตรวจเสร็จกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องนอน รพ.
ตอนนั้นฉันเครียดมากเลยนะ เห็นแม่ต้องทนเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายก็เยอะ แต่โชคดีที่ประกันช่วยไว้เยอะ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ผ่านมาได้... คิดถึงตอนนั้นจัง... เฮ้อ... นอนดีกว่าเนอะ...
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต