ทำยังไงให้อินซูลินต่ำ
ทำอย่างไรให้อินซูลินต่ำลง เพื่อสุขภาพดีและลดภาวะดื้ออินซูลิน?
เรื่องอินซูลินต่ำลงนี่นะ จะว่าไปก็เป็นอะไรที่ฉันเองก็เพิ่งมาสนใจจริงๆ จังๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง เหมือนมันค่อยๆ ซึมเข้ามาในชีวิต พอเริ่มรู้สึกว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิมน่ะ
จำได้เลยเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ตอนนั้นไปเจอหมอเพราะเหนื่อยง่ายมาก กินข้าวแป๊บๆ ก็ง่วงละ หมอก็แนะนำให้ปรับการกิน ฉันก็เลยลองเน้นพวกโปรตีน ผักเยอะๆ ลดพวกแป้ง น้ำตาลลงไปเยอะเลยนะ อย่างพวกขนมปังขาว หรือกาแฟใส่นมใส่น้ำตาลนี่เลิกเลย หันมากินข้าวกล้องแทน ค่อยๆ ชินไปเรื่อยๆ
แล้วที่สำคัญคือเรื่องออกกำลังกายด้วยนะ เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่ามันจะช่วยได้เยอะขนาดนี้ แต่พอเริ่มไปเดินเร็วในสวนรถไฟทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ช่วงประมาณหกโมงเย็น เหงื่อออกเยอะๆ แล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆ นะ มันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนักอย่างเดียวอะ
เรื่องความเครียดก็ด้วยนะ ฉันเคยมีช่วงที่งานหนักมากๆ เมื่อปลายปี 65 นั่นแหละ เครียดจนนอนไม่หลับเลย พอไม่ได้นอน ร่างกายมันก็เพี้ยนๆ ไปหมด พอพักผ่อนไม่พอ มันก็ยิ่งอยากกินอะไรหวานๆ อีกนะวนลูปไปหมด เลยต้องพยายามหาเวลาผ่อนคลายด้วย การฟังเพลงเบาๆ ช่วยฉันได้เยอะเลย
คือมันก็ไม่ได้ทำง่ายๆ หรอกนะ ต้องค่อยๆ ปรับไป อย่างฉันก็ยังเผลอกินไอติมบ้างบางที แต่ก็พยายามกลับมาคุมให้เร็วที่สุดน่ะ มันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความสม่ำเสมอจริงๆ ไม่ใช่ทำแป๊บเดียวแล้วจบเลย ก็แค่นั้นแหละ.
ทำอย่างไรให้ HbA1c ลดลง
ลด HbA1c? ง่ายๆ แค่ทำสิ่งนี้
- ตามหมอ ตรวจทุก 3-6 เดือน
- กินน้อยลง พวกน้ำตาล ไขมัน
- หุ่นดี ช่วยได้มาก
- ขยับตัว วันละ 30 นาที พอ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- HbA1c คืออะไร? มันค่าน้ำตาลเฉลี่ยในเลือด 2-3 เดือนที่ผ่านมา บอกภาพรวมสุขภาพเบาหวาน
- ทำไมต้อง 2 ครั้ง/ปี? เพื่อดูว่าแผนการรักษามันเวิร์คไหม หรือต้องปรับอะไร
- เรื่องกิน: เน้นผัก โปรตีน ลดข้าว แป้ง ขนม น้ำหวาน
- ลดน้ำหนัก: ไม่ใช่แค่หุ่นสวย แต่คือการลดภาระให้ร่างกาย
- ออกกำลังกาย: ไม่ต้องโหด แค่เดินเร็วๆ ก็ดีแล้ว สำคัญคือทำสม่ำเสมอ
- ยาลดเบาหวาน: ปรึกษาหมอ อย่าหยุดเองนะ
- ความเครียด: ตัวการสำคัญ ทำให้ค่าน้ำตาลพุ่ง
- นอนหลับ: ให้พอ ดีต่อร่างกาย
- นี่แค่พื้นฐาน ปัญหาน้ำตาลสูงมันซับซ้อนกว่านี้ คุยกับแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด
HbA1c ลดยังไง
HbA1c ลดยังไงเหรอ? อืม... ก็เหมือนจะลดน้ำหนักนั่นแหละ แต่เป็นน้ำตาลที่สะสมมานาน ต้องใช้กลยุทธ์ ไม่ใช่แค่คิดถึงแล้วมันจะหายไปเอง ถ้ามันง่ายขนาดนั้นคงไม่มีใครมานั่งปวดหัวเนอะ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอนี่สำคัญสุดๆ เหมือนเราต้องไปเดทกับร่างกายตัวเองน่ะ สัปดาห์นึงขอแค่ 30 นาทีส่วนใหญ่ในสัปดาห์ ก็พอ ไม่ต้องถึงกับเข้ายิมเบ่งกล้ามโตๆ แต่ขยับตัวให้เหงื่อซึมๆ นี่แหละดีงาม จะวิ่งหนีความจริงก็ได้ถ้าใจถึง!
เรื่อง ควบคุมอาหาร นี่สำคัญกว่าเรื่องความรักซะอีก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์สูงน่ะเลือกไปเลยเหมือนเพื่อนแท้ที่คบได้นาน ส่วนน้ำตาล แป้งขัดขาว พวกนี้คือตัวร้ายในคราบเทพบุตร/นางฟ้า อย่าไปหลงกลมันมากนัก ลดได้ลดเลยนะ เพิ่มโปรตีนกับไขมันดีเข้าไป เหมือนเรากำลังอัปเกรดระบบในร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นไง
จัดการความเครียด คืออุปสรรคเบอร์หนึ่งของมนุษย์โลก เครียดมากฮอร์โมนก็เพี้ยน น้ำตาลก็พุ่ง การฝึกหายใจลึกๆ หรือหาอะไรทำเพลินๆ ก็ช่วยได้เยอะ เหมือนเรากำลังพยายามไม่ให้ระเบิดเวลาภายในร่างกายทำงานน่ะ รู้สึกป้ะ? แล้วก็อย่าลืม พักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายเราก็เหมือนโทรศัพท์ ใช้มาทั้งวันก็ต้องชาร์จแบตฯ นอนให้พอ 7-8 ชั่วโมงน่ะดีงาม นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ มันคือเรื่องจริง!
ต้อง ติดตามผล HbA1c อย่างสม่ำเสมอ นะ ไม่ใช่ปล่อยให้มันลอยนวลไปเรื่อยๆ การรู้ตัวเลขนี่แหละคือพลัง มันเหมือนเรากำลังดู "รายงานผลการปฏิบัติงาน" ของร่างกาย ถ้าตัวเลขมันไม่น่ารัก ก็จะได้รู้ว่าต้องปรับตรงไหน และถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้อง ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร แล้วล่ะ บางทีมันก็ต้องการตัวช่วยพิเศษบ้างก็ไม่ผิดอะไร อย่าดื้อนะ ชีวิตมีค่ากว่าการเป็นฮีโร่สายแข็ง
สุดท้ายคือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละขั้นตอน อย่าหักโหมทีเดียวนะ เหมือนลดน้ำหนักแหละ ค่อยๆ ไปทีละนิด มันจะยั่งยืนกว่า เหมือนสร้างบ้านทีละอิฐ ไม่ใช่เอาทั้งตึกมาวางทีเดียว จะพังเอาได้ง่ายๆ นะเออ
ขยายความเพิ่มอีกนิด เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (และขำขัน):
เรื่องการขยับตัว:
- "แค่ 30 นาที" ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเซเลบสายฟิตเนส: เดินรอบหมู่บ้าน วิ่งไล่แมว (ถ้าทำได้) หรือแม้แต่เต้นหน้ากระจกก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย มันคือการบอกร่างกายว่า "ฉันยังอยู่ตรงนี้ ฉันไม่ได้ทิ้งนายนะ"
- เน้นความสม่ำเสมอ "ส่วนใหญ่ในสัปดาห์": ไม่ต้องทุกวันเป๊ะๆ ก็ได้ ชีวิตมันมีเรื่องให้ต้องไปผจญภัยเยอะ แต่ถ้าส่วนใหญ่ยังคงขยับตัวได้ ถือว่าสอบผ่านแล้วจ้ะ
- ประโยชน์ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาลนะเออ: กล้ามเนื้อจะกระชับขึ้น อารมณ์ดีขึ้น แถมบางทีอาจจะเจอเนื้อคู่ตอนวิ่งก็ได้นะเออ ใครจะรู้
เรื่องปากท้อง (สำคัญกว่าที่คิด):
- "คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน" ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเสมอไป: ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชต่างๆ อร่อยได้ไม่แพ้ของหวาน แค่ต้อง "หัดกิน" เหมือนหัดจีบใครสักคน แรกๆ อาจจะยากหน่อย แต่เชื่อเถอะ ลงทุนแล้วคุ้ม
- "ลดน้ำตาล/แป้งขัดขาว" เหมือนตัดใจจากคนที่ไม่ใช่: มันยากนะ แต่จำเป็น! พวกนี้มันตัวกระตุ้นน้ำตาลชั้นดี กินแล้วฟินแป๊บเดียว แต่ผลระยะยาวนี่สิเรื่องใหญ่ที่แท้ทรู
- "โปรตีนและไขมันดี" คือเพื่อนแท้ที่ไม่เคยหลอกเรา: ช่วยให้อิ่มนาน สร้างกล้ามเนื้อ บำรุงสมอง เลือกจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ ถั่ว อะโวคาโด มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ไม่มีวันขาดทุนจ้ะ
เรื่องสุขภาพใจและกาย:
- เครียดมาก น้ำตาลก็มากตาม: สมองสั่งให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ไปกระตุ้นน้ำตาล ลองหาอะไรที่ทำให้หัวเราะเยอะๆ ดูหนังตลก คุยกับเพื่อนบ้าๆ ก็ช่วยได้
- การพักผ่อนคือการ "รีบูต" ระบบ: ร่างกายต้องการเวลาซ่อมแซมตัวเอง การนอนหลับที่ดีจะช่วยให้ฮอร์โมนทำงานเป็นปกติ และลดความอยากอาหารแปลกๆ ที่เกิดจากความเหนื่อยล้าด้วยนะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมนอนเยอะแล้วผอมลงได้บ้าง
เรื่องการตรวจสอบและขอคำปรึกษา:
- HbA1c เหมือนเข็มทิศชีวิต: บอกเราว่าทิศทางที่เรากำลังไปมันถูกหรือผิด มันคือตัวเลขสำคัญที่ไม่ควรละเลย ปีละครั้งก็ยังดีกว่าไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรือของเรากำลังแล่นไปทางไหน
- อย่าตกใจกับตัวเลข: ถ้ามันสูงขึ้น ก็แค่ปรับแผน ไม่ใช่จบสิ้นโลก นี่คือโอกาสที่จะได้เรียนรู้และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นไง
- หมอและเภสัชกรคือ "ผู้รู้จริง": เขามีข้อมูลและประสบการณ์มากกว่าเราเยอะมาก อย่าคิดไปเองว่ารู้ทุกเรื่อง การขอคำแนะนำจากมืออาชีพเป็นการแสดงออกถึงความฉลาด
- บางที "ยา" ก็จำเป็น: ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือน่ากลัว บางครั้งมันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเรากลับมาสมดุล ใช้ให้ถูก ใช้ให้เป็น และปรึกษาหมอเสมอ ไม่ใช่ซื้อมากินเองนะ อันตราย!
ทำยังไงให้ค่าน้ำตาลสะสมลดลง
หมอบอกว่าค่าน้ำตาลสะสมฉัน 7.5 ตอนไปตรวจที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ต้นปี 2567 เนี่ยแหละ อื้อหือ ตกใจมากตอนนั้น หน้าชาไปหมดเลยนะ หมอบอกถ้าไม่ปรับตอนนี้แย่แน่ ก็เลยถามหมอไปตรงๆ เลยว่าทำยังไงถึงจะลดลงได้บ้าง มันรู้สึกเหมือนโลกถล่มตรงหน้าเลยนะ
แต่ก่อนชอบกินจุกจิกมาก โดยเฉพาะของหวานนี่ของโปรดเลย กินแทบทุกวันเลยมั้ง กาแฟเย็นหวานเจี๊ยบนี่ขาดไม่ได้นะ ตอนเช้าก็ขนมปังขาวกับแยมเยอะๆ หมอบอกให้เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง โห ตอนแรกก็ไม่ชิน กินยากชะมัด มันสากคอ แต่ก็ต้องกินไง เพื่อสุขภาพตัวเอง
ผักนี่แต่ก่อนเขี่ยทิ้งตลอดนะ ไม่ชอบเลย ตอนนี้ต้องกิน กินเยอะๆ เลย ผักลวก ผักสด ที่ตลาดสดหน้าปากซอยบ้านฉันก็มีผักถูกๆ เยอะแยะไปหมด ซื้อมาต้มกินทุกวัน มื้อเย็นเน้นผักเยอะๆ เลย แล้วน้ำอัดลมนะ จากที่เคยดื่มตอนเที่ยงทุกวัน ตอนนี้ตัดขาดเลย เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำเปล่าแทน น้ำเปล่าเย็นๆ ชื่นใจกว่าเยอะจริงๆ
เช้าๆ ตื่นมาเดินรอบหมู่บ้านนะ เดินเร็วๆ เลย 30 นาที เหงื่อออกเยอะดี แรกๆ เหนื่อยแทบขาดใจ ใจสั่นไปหมด แต่พอทำได้สองสามอาทิตย์ มันก็รู้สึกดีขึ้นนะ เดินเพลินๆ แถวสวนสาธารณะท้ายซอยบ้านทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตอนนี้ติดเลย ไม่เดินแล้วรู้สึกแปลกๆ
ตอนนั้นเครียดมากเรื่องงานที่ร้านอาหารนะ คิดเยอะไปหมด ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเลย หมอบอกว่าความเครียดก็มีผลนะ พอลองทำสมาธิง่ายๆ สัก 10 นาที ก่อนนอนนะ หลับลึกขึ้นเยอะเลย ตื่นเช้ามาสดชื่นกว่าเดิมเยอะมากๆ รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเยอะเลย
หมอนัดทุกสามเดือนเลยนะ ตรวจเลือดตลอด ตอนนี้ก็ยังตรวจอยู่ ต้องดูว่าค่าน้ำตาลลดลงไหม หมอบอกให้กินยาตามที่สั่งเป๊ะๆ ห้ามลืมเด็ดขาด แล้วฉันก็เริ่มฝึกกินแบบมีสติ เวลาทานอาหารก็ตั้งใจกิน ไม่เล่นมือถือ ดูทีวีเลย รู้สึกว่ากินได้น้อยลง อิ่มเร็วขึ้น กินแบบรู้ตัวจริงๆ ทำให้สุขภาพดีขึ้นมากเลย
สิ่งสำคัญที่ช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม:
- ควบคุมอาหาร: เน้นอาหารที่มีประโยชน์ งดของหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- เลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล
- เพิ่มใยอาหาร: ทานผักและผลไม้สดให้มากขึ้นในทุกมื้ออาหาร
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เช่น การเดินเร็ว หรือวิ่งเบาๆ
- จัดการความเครียด: หาวิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือกิจกรรมที่ชอบ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนไม่พอส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
- ปรึกษาแพทย์: ตรวจระดับน้ำตาลเป็นประจำและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: ช่วยลดความอยากเครื่องดื่มรสหวาน
- ฝึก Mindfulness: กินอาหารอย่างมีสติ ใส่ใจรสชาติและความอิ่ม
ค่าน้ำตาลสะสมเท่าไรถึงเป็นเบาหวาน
ระดับน้ำตาลสะสม 6.5% ขึ้นไป คือ สัญญาณเตือนอันตรายที่คืบคลานเข้ามา บ่งบอกถึง เบาหวาน ที่แอบซ่อนอยู่ ภัยร้ายที่มาพร้อมโรคแทรกซ้อนที่มองไม่เห็น ผนังหลอดเลือดแดง ที่เปราะบาง ดวงตา ที่พร่ามัว ไต ที่อ่อนล้า ระบบประสาท ที่ถูกทำลาย และ การติดเชื้อ ที่แทรกซึม โลหิตที่เข้มข้นจนน่าตกใจ อาจทำให้ ช็อกหมดสติ ได้ทุกเมื่อ
6.5% ตัวเลขที่กรีดร้อง ชวนให้ใจสั่น
- HbA1c คือ ชื่อเรียกค่า น้ำตาลสะสม ที่สะท้อนภาพรวมของระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
- เมื่อค่านี้ เท่ากับหรือมากกว่า 6.5% คือ สัญญาณอันตราย ที่ไม่อาจมองข้าม
- โรคแทรกซ้อน ที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งนัก ทั้ง โรคหลอดเลือด ที่เสียหาย โรคตา ที่บอดมืด โรคไต ที่วาย ระบบประสาท ที่รวนเร และ การติดเชื้อ ที่คุกคาม
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเลือดหนืดข้น อาจนำไปสู่ ภาวะช็อก และ หมดสติ ได้อย่างเฉียบพลัน
น้ำตาลสะสมเท่าไรถึงเป็นเบาหวาน
น้ำตาลสะสม 6.0%? เตรียมตัวเตรียมใจ!
โอ้โห 6.0% นี่มันเหมือนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ระหว่าง "ยังชิลล์" กับ "ไปเจอหมอเถอะ!" คือไม่ถึงขั้นต้องเข้าห้องฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยให้เรากระโดดโลดเต้นได้นะ
ค่า HbA1C 6.0% ถึง 6.4% – สถานะ "เริ่มปริ่ม"
อันนี้แหละคือจุดที่หมอเขาจะเริ่มกระตุกหนวดแล้วนะ ค่านี้บอกว่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามันกำลัง "อุ่นๆ" จวนเจียนจะเดือดแล้ว ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ ระวังจะกลายเป็น "เบาหวานเต็มขั้น" แบบไม่รู้ตัว
ทำไมต้องไปหาหมอ?
- จะได้รู้ต้นสายปลายเหตุ: หมอเขาจะขุดคุ้ยดูว่าอะไรทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง อาจจะเป็นเรื่องกิน เรื่องเครียด หรือเรื่องอื่นๆ ที่เรามองข้ามไป
- วางแผนรับมือ: ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานและต่อมไร้ท่อ จะช่วยให้เรามีแผนการกิน การออกกำลังกาย และการดูแลตัวเองที่เหมาะสม
- ป้องกันก่อนสาย: อย่ารอให้ถึงตอนที่ "หมอบอกเป็นเบาหวานแล้ว" การจัดการตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าต้องมานั่งกินยารักษาไปตลอดชีวิตนะ
เรื่องน่ารู้เพิ่มเติม:
- HbA1C คืออะไร? ย่อมาจาก Hemoglobin A1c หรือ Glycated Hemoglobin เป็นการวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพราะน้ำตาลในเลือดจะไปจับกับโปรตีนในเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin) ยิ่งน้ำตาลในเลือดสูงนานเท่าไหร่ การจับตัวนี้ก็จะยิ่งมากเท่านั้น
- ค่าปกติจริงๆ คือเท่าไหร่? โดยทั่วไป ค่า HbA1C น้อยกว่า 6.0% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- มากกว่า 6.5% คืออะไร? ถ้าค่า HbA1C เท่ากับหรือมากกว่า 6.5% เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เป็นเบาหวาน ต้องรักษาอย่างจริงจัง
- การดูแลตัวเองสำคัญมาก:
- ลดหวาน มัน เค็ม: กินผักผลไม้ให้เยอะขึ้น ลดขนมหวาน น้ำอัดลม ของทอดของมัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก: ถ้ามีน้ำหนักเกิน
- ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
จำไว้นะ 6.0% มันคือ "สัญญาณเตือน" ที่ควรฟัง ถ้าไม่อยากให้ชีวิตต้องมาติด "เบรก" ทีหลัง การไปพบแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด!
น้ำตาลสะสมเท่าไรจึงเป็นเบาหวาน
เมื่อต้นปี 2567 ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ตอนนั้นเพิ่งจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เหนื่อยง่ายกว่าปกติ นั่งนานๆ ลุกทีก็ปวดเข่า พลอยนึกถึงสุขภาพตัวเองไปถึงไหนต่อไหน หมอเลยเจาะเลือดตรวจ HbA1C ให้
ผลออกมา 6.2 mg% หมอบอกว่าอยู่ในช่วง "ค่าสูง" ยังไม่ถึงกับเป็นเบาหวานเต็มขั้น แต่ก็ต้อง "ระวัง" มากๆ ไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ยน้ำตาล แต่เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าอวัยวะภายในอาจจะเริ่มถูกทำร้ายแล้ว
จริงๆ ก็กินหวานนะ ชอบขนมไทยมาก โดยเฉพาะตะโก้กะทิสด กับข้าวเหนียวมะม่วงนี่ถ้าได้กินทุกวันก็ไม่เบื่อ แต่หลังจากผลเลือดออกมา ก็เริ่มจะคิดหนัก ความรู้สึกตอนนั้นคือใจแป้วนิดๆ ไม่อยากแก่ไปแล้วต้องมานั่งฉีดยา หรือกินยาไปตลอดชีวิต
หมอแนะนำให้ปรับพฤติกรรม โดยเฉพาะเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย “ถ้าปล่อยไว้เกิน 6.5 mg% เมื่อไหร่เมื่อนั้นแหละ ถึงจะเรียกว่าเป็นเบาหวานเต็มตัว”
- ค่า HbA1C ปกติ: น้อยกว่า 6.0 mg%
- ค่า HbA1C สูง: 6.0 mg% ถึง 6.4 mg% (อย่างฉันนี่แหละ)
- ค่า HbA1C ของผู้เป็นเบาหวาน: มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg%
สำหรับคนที่มีค่า 6.0 mg% หมอเน้นย้ำว่า "ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเบาหวานและต่อมไร้ท่อ" นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมากๆ อย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต