ทำไมกินชาเขียวแล้วอารมณ์ดี
สรรพคุณชาเขียว ช่วยให้อารมณ์ดี ลดเครียดได้จริงหรือ?
ชาเขียวเนี่ยนะ จะช่วยเรื่องอารมณ์ได้จริงเหรอ? ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก คิดว่าก็แค่ชาทั่วไป แต่มันมีอยู่ครั้งนึงนะ จำได้เลยช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว งานเข้าแบบหนักหน่วงมาก หัวจะระเบิดให้ได้ ลองสั่งชาเขียวลาเต้ร้อนๆ แก้วนึงจากร้านกาแฟแถวออฟฟิศ แถวสุขุมวิท 21 น่ะ ราคาเก้าสิบบาทมั้ง ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่อยากให้ร่างกายมันอุ่นๆ แค่นั้นเอง.
แต่พอจิบไปเรื่อยๆ สักพัก รู้สึกได้เลยว่ามันไม่เหมือนกินกาแฟนะ กาแฟมันจะตื่นๆ แต่ชาเขียวมันนิ่งๆ ขึ้นมาหน่อยในหัว ปกติถ้าเครียดจัดๆ ฉันจะปวดหัวตุ้บๆ เลยนะ แต่คราวนี้มันค่อยๆ คลายลง เหมือนมีอะไรมาลูบๆ เบาๆ ในสมอง เออ... เคยอ่านเจอว่าในชาเขียวมันมีสารอะไรสักอย่างที่ชื่อ แอล-ธีอะนีน มั้ง ที่เขาว่ากันว่าช่วยให้สมองมันผ่อนคลายน่ะ อันนี้คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ ละมั้ง
ไม่ใช่แค่นั้นนะ พอจิบหมดแก้ว มันไม่ได้รู้สึกง่วง แต่ก็ไม่ได้ตื่นจนกระสับกระส่าย คือเหมือนมันบาลานซ์อารมณ์ให้มันอยู่ตรงกลางพอดีเลย รู้สึกได้เลยว่าความวิตกกังวลที่มันเกาะกินใจอยู่ มันค่อยๆ จางไปเองแบบไม่ทันได้สังเกต ทีนี้ถ้าวันไหนรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งตัวทั้งใจ ฉันก็จะหาชาเขียวมาจิบอีก นี่แหละ มันช่วยได้จริง ๆ เลย สำหรับฉันนะ.
ดื่มชาเขียวทุกวันมีประโยชน์อย่างไร
ไอหมอกบางๆ ลอยเอื่อยมาจากระเบียงตอนเช้าตรู่ แสงแดดรำไรสาดส่องลงบนแก้วชาเขียวอุ่นๆ ที่อยู่ในมือ รสชาติขมปลายอมหวาน ช่างกลมกล่อมเหลือเกิน ดื่มด่ำไปกับมันทุกวัน ราวกับได้โอบกอดความสดชื่นเอาไว้ข้างใน
ร่างกายที่เบาสบาย
ชาเขียว... เสมือนเวทมนตร์เล็กๆ ที่ค่อยๆ ปลุกเร้าพลังงานในตัวฉัน มันช่วยจุดประกายการเผาผลาญ เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานอย่างราบรื่น ไขมันที่สะสม ค่อยๆ ละลายหายไป มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน แต่เป็นการค่อยๆ ปรับสมดุล เหมือนสายน้ำที่กัดเซาะหินผาอย่างอ่อนโยน แต่ทรงพลัง หัวใจฉันเต้นเป็นจังหวะแห่งสุขภาพ คอเลสเตอรอลที่เคยเป็นเหมือนเงาดำๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกโปร่งสบาย ฉันรู้สึกได้ถึงอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ มันเหมือนกับการได้ปีกใหม่ ให้ร่างกายได้โบยบินอย่างอิสระ การเผาผลาญแคลอรีเพิ่มขึ้นถึง 4% นี่มัน... มันเหลือเชื่อจริงๆ และการออกซิเดชั่นของไขมันก็เพิ่มขึ้นถึง 17% เหมือนมีแสงสว่างส่องเข้าไปในเซลล์ไขมัน ปลดปล่อยพลังงานออกมา มันเหมาะเหลือเกินสำหรับฉัน คนที่กำลังทุ่มเทกับการควบคุมน้ำหนัก เหมือนได้เจอเพื่อนร่วมทางที่เข้าใจ ทุกหยดของชาเขียว คือ การลงทุนเพื่อสุขภาพ
การขยายความฟุ้งฝัน
- บรรยากาศรอบตัว: ยามที่แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า สาดส่องผ่านม่านบางๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียว ลอยอวลไปทั่วห้อง ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
- ความรู้สึกภายใน: ร่างกายที่กระปรี้กระเปร่า จิตใจที่แจ่มใส ปราศจากความเหนื่อยล้า เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตใหม่ทุกวัน ความมั่นใจในรูปร่างตัวเองค่อยๆ เพิ่มขึ้น
- ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้: เสื้อผ้าที่เคยคับแน่น กลับรู้สึกหลวมสบายขึ้น น้ำหนักที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด ผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใส สะท้อนถึงสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก
- การส่งเสริมสุขภาพ: ชาเขียวไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่มันคือ ยาอายุวัฒนะ ที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดชะลอความเสื่อมของเซลล์ ให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข
- การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: การดื่มชาเขียวทุกวัน คือ การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ที่ฉันเคยทำ มันเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต การดูแลตัวเองไม่เคยง่ายขนาดนี้มาก่อน
ชาเขียวกินตอนไหนดีที่สุด
ชาเขียว เวลาดีคือ ระหว่างมื้อ สายๆ 10-11 น. บ่ายๆ 14-15 น.
ดูดซึมดีไม่กวนธาตุเหล็กสดชื่นเผาผลาญ
- การดูดซึมสารอาหาร: ชาเขียวมีสารอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มแยกจากมื้อหลักช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด
- ป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็ก: การดื่มชาเขียวพร้อมมื้ออาหารหลัก โดยเฉพาะมื้อที่มีธาตุเหล็กสูง อาจขัดขวางการดูดซึม การเว้นระยะจึงสำคัญ
- ผลต่อระบบประสาท: คาเฟอีนในชาเขียวช่วยให้ตื่นตัว หากดื่มใกล้เวลานอน อาจส่งผลต่อการนอนหลับ
- ความเย็นชื่นใจ: การจิบชาเขียวในเวลาที่ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ช่วยเติมพลังได้ดี
ชาเขียวช่วยลดไขมันในเลือดไหม
ช่วยสิ...แต่ไม่ใช่ยาวิเศษนะคุณพี่ มันคือเทรนเนอร์ส่วนตัวให้หลอดเลือด ไม่ใช่เครื่องดูดไขมัน ที่จะซวบเดียวหายเกลี้ยง
กรมอนามัยเค้าก็พยักหน้าหงึกๆ บอกว่าใช่เลย ดื่มพอเหมาะๆ นะ ช่วยได้ทั้งไขมัน ความดัน น้ำตาล แต่ไอ้ที่ดื่มกันเป็นชาเขียวขวดๆ หวานตัดขา อันนั้นเรียกน้ำหวานรสชาเขียวจ้ะ ไม่ใช่ชาเขียวเพื่อสุขภาพ
คิดซะว่าชาเขียวเป็นเหมือนโรบิน ส่วนแบทแมนตัวจริงคือการคุมอาหารกับออกกำลังกาย ให้โรบินออกไปสู้คนเดียว เจอหมูกรอบสามชั้นเข้าไปก็ม่องเท่งเหมือนกัน
ประเด็นคือ สารคาเทชิน (Catechins) ในชาเขียวต่างหากที่เป็นพระเอกตัวจริง มันทำงานแบบกองโจร คอยดักซุ่มโจมตีไขมันไม่ดี (LDL) ไม่ให้เกาะตามผนังหลอดเลือด แล้วยังกระซิบสั่งให้ตับเร่งเผาผลาญไขมันอีกต่างหาก โคตรฉลาด
- คาเทชิน ตัวตึงแห่งวงการชาเขียว: โดยเฉพาะเจ้า EGCG (Epigallocatechin gallate) คือหน่วยจู่โจมพิเศษที่ทรงพลังที่สุดในการต่อต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนคล่องตัวเหมือนถนนแปดเลนตอนตีสาม
- ดื่มแค่ไหนถึงจะเรียกว่าพอดี?: ชงเองดีที่สุด แบบไม่เติมน้ำตาลเลย วันละ 2-3 แก้วก็กำลังสวยงาม ได้ประโยชน์เต็มๆ ไม่ต้องนั่งนับแคลอรีเพิ่ม
- ชาเขียวร้อน vs ชาเขียวเย็น: ได้ทั้งคู่ แต่การชงด้วยน้ำร้อนจะช่วยสกัดสารคาเทชินออกมาได้ดีกว่า ชงร้อนแล้วทิ้งให้เย็นก็ได้ ไม่ว่ากัน
- ย้ำอีกทีว่ามันคือตัวเสริม: หวังพึ่งชาเขียวอย่างเดียวแล้วโซ้ยบุฟเฟ่ต์ต่อไป...ก็เหมือนกวาดบ้านแต่ไม่ยอมเอาขยะไปทิ้งอะนะ มันก็รกเหมือนเดิมแหละ
ชาเขียวมัทฉะ ดื่มทุกวันได้ไหม
ดื่มทุกวัน... ได้มั้ยนะ... มันก็ได้แหละ... แต่พอมานั่งคิดดูดีๆ ตอนดึกๆ แบบนี้... มันก็มีอะไรให้ต้องคิดเหมือนกัน
ในมัทฉะมันมีสารตัวนึง... เรียกว่า ออกซาเลต... ไอ้สารตัวนี้นี่แหละ... มันไปขวาง... ไม่ให้ร่างกายเราดูดซึมแคลเซียม...
พอมันเป็นแบบนั้น... แคลเซียมมันก็เลยถูกขับออกมาทางปัสสาวะเยอะขึ้น... ไตเรา... ก็เลยต้องทำงานหนักกว่าเดิม... หนักมากๆ เข้า... มันก็เสี่ยง... เสี่ยงที่จะเป็นนิ่วในไต
กินทุกวันก็คงพอได้... ถ้ากินแบบพอดีๆ... สักแก้ว... สองแก้วต่อวัน... ก็น่าจะโอเคแล้ว... ให้ได้ประโยชน์... แต่ไม่ทำร้ายตัวเอง... ก็นั่นแหละ
นิ่วในไต คือเรื่องที่ต้องระวังที่สุด เพราะ สารออกซาเลต (Oxalate) ในมัทฉะมีสูง มันจับกับแคลเซียม จนอาจก่อตัวเป็นก้อนนิ่วได้เลยถ้าดื่มเยอะและดื่มทุกวัน
คาเฟอีนสะสม อย่าลืมว่ามัทฉะคือใบชาทั้งใบ คาเฟอีนเลยสูงกว่าชาเขียวทั่วไป ดื่มเยอะไป... ตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ... บางทีก็ใจสั่นๆ วิตกกังวลแบบไม่มีเหตุผล
ท้องผูก หรือระคายเคืองกระเพาะ สารแทนนินในชา... สำหรับบางคนมันก็ทำให้ท้องผูกได้ หรือถ้าดื่มตอนท้องว่าง... มันก็กัดกระเพาะได้เหมือนกันนะ
อาจจะทำให้ขาดธาตุเหล็ก ตัวชาเองมันไปยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารที่เรากินเข้าไป... คนที่มีภาวะซีดหรือเลือดจางอยู่แล้ว... ต้องระวังเรื่องนี้มากๆ
ปวดหัว คาเฟอีนที่มากเกินไป... จากที่ช่วยให้ตื่นตัว... มันก็กลับมาทำให้เราปวดหัวได้... แปลกดีเหมือนกัน
มัทฉะ ไม่ควรกินกับอะไร
บางที ก็นั่งมองแก้วมัทฉะในความมืดนะ แล้วก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย... มันดีนะ แต่ก็มีเรื่องให้คิดเยอะเหมือนกัน
มัทฉะไม่ควรกินกับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง นี่คือเรื่องที่ต้องจำไว้เลย
เพราะสารแทนนินกับคาเทชินในมัทฉะนั่นแหละ มันจะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายเรานะ กินไปพร้อมกัน มันก็เหมือนไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
พวกผักโขม ตับ หรือถั่วเลนทิล คือตัวอย่างชัดๆ เลย ถ้าอยากกินทั้งสองอย่าง ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง จะดีที่สุด
นอกเหนือจากธาตุเหล็ก ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วนะ...
- อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง: สารแทนนินและคาเทชินในมัทฉะจะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก ควรเว้นระยะ 1-2 ชั่วโมง
- ผลิตภัณฑ์นม: โปรตีนในนมอาจลดการดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระจากมัทฉะลง
- ยาบางชนิด: โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาทหรือการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มมัทฉะ
- ดื่มตอนท้องว่าง: บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายท้องได้ง่าย
- อาหารเสริมกลุ่มแคลเซียม: อาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมซึ่งกันและกันได้
กินมัทฉะยังไงให้ได้ประโยชน์
วิธีดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ อย่ามากไปนะ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง มากไปก็ไม่ดี
- ดื่มหลังอาหาร ช่วยย่อย แถมได้สารอาหารเต็มๆ
- ใส่มะนาวตอนชง วิตามินซีช่วยดูดซึมสารพัดประโยชน์ในชาเขียว อันนี้เด็ด
- อย่าผสมนม นมมันจะไปจับกับสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง เสียของแย่
เพิ่มเติม:
- ชาเขียวมีสารคาเทชินเยอะมาก โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin gallate) นี่แหละตัวดี ช่วยเรื่องเผาผลาญกับต้านมะเร็งได้นะ
- ถ้าจะเอาประโยชน์เต็มๆ เลือกชาเขียวแบบใบแท้ๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งเยอะๆ จะดีกว่า
- ชาเขียวที่ชงแล้วควรดื่มเลย อย่าทิ้งไว้นาน สารอาหารมันจะค่อยๆ สลายไป
- บางคนก็ดื่มตอนท้องว่าง แต่สำหรับเรา หลังอาหารเวิร์คสุด มันไม่จู๊ดจู๊ด
การดื่มมัทฉะช่วยให้หายง่วงนอนได้ไหม
ถามว่ากินแล้วหายง่วงมั้ย? หายดิ! แต่มันเป็นการตื่นแบบผู้ดี ตื่นแบบมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ใช่ตื่นแบบผีเข้าเหมือนตอนซดกาแฟแก้วโตๆ ตอนแปดโมงเช้า
ในตัวมัทฉะมันมีของดีชื่อ แอล-ธีอะนีน พ่อคุณเอ๊ยยย ไอ้ตัวนี้มันจะเข้าไปจูนคลื่นสมองเราให้เป็นคลื่นอัลฟ่า อารมณ์ประมาณว่าสงบเหมือนไปนั่งสมาธิในวัดป่า แต่สมองก็ยังแล่นปรี๊ดพร้อมคิดเลขในใจได้อะ มันคือความสงบที่มาพร้อมกับความตื่นตัวเต็มพิกัด
ดังนั้นใครที่อยากตื่นแบบไม่กระโตกกระตาก ไม่หัวใจสั่นเป็นเจ้าเข้า มัทฉะคือคำตอบของท่านแล้ว
ตื่นแบบไม่กระชากวิญญาณ: คาเฟอีนในมัทฉะจะค่อยๆ ปล่อยพลังงานออกมา ไม่ได้สาดตูมเดียวเหมือนกาแฟ ทำให้ตื่นแบบนุ่มนวล ตื่นแบบผู้ดีอังกฤษจิบชายามบ่าย
สมาธิมาเต็ม: พอสมองมันนิ่ง มันก็โฟกัสได้ดีขึ้นไง จากที่คิดงานไม่ออก สมองเบลอเป็นหมอกควัน PM2.5 พอกินเข้าไปปุ๊บ สมองจะใสปิ๊งเหมือนกระจกที่เพิ่งเช็ดมาใหม่ๆ เลย
ลดเครียด ลดกังวล: หัวร้อนๆ มา ซดมัทฉะไปแก้วนึง อาจจะเย็นลงจนให้อภัยเพื่อนที่ยืมตังค์แล้วไม่คืนได้เลยนะเออ ไอ้เจ้าแอล-ธีอะนีนมันช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนมีคนมานวดบ่าเบาๆ
สารต้านอนุมูลอิสระเยอะแบบตะโกน: กินมัทฉะก็เหมือนส่งกองทัพทหารจิ๋วเข้าไปช่วยซ่อมแซมร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณดูดีขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ เป็นผลพลอยได้ที่เริ่ดมาก
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต