ทำไมอยู่ดีๆแก้มบวม

115 ครั้งเข้าชม
อาการแก้มบวมกะทันหันส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุหลัก เช่น ฝีในฟันจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การอักเสบหรืออุดตันของต่อมน้ำลาย และอาการแพ้อย่างเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาที่ตรงจุดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทำไมอยู่ดีๆแก้มบวม? ข้อควรระวังและอันตรายที่มองไม่เห็น

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทำไมอยู่ดีๆแก้มบวม กะทันหันมักเกิดจากฝีในฟัน การอักเสบของต่อมน้ำลายหน้าหู หรืออาการแพ้สารต่างๆ การสังเกตตำแหน่งที่บวมร่วมกับอาการข้างเคียง เช่น ปวดฟันตุบๆ หรือปวดเวลาเคี้ยว จะช่วยให้ระบุสาเหตุเบื้องต้นและเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องได้ทันท่วงที

ทำไมอยู่ดีๆ แก้มบวม? รวมสาเหตุและวิธีดูแลที่ถูกต้อง

อาการแก้มบวมเกิดขึ้นอย่างกะทันหันไม่ได้บ่งบอกถึงโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งมาเพื่อบอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายใน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยแตกต่างกัน การทำความเข้าใจลักษณะของอาการบวมจะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว อาการแก้มบวมสามารถแบ่งสาเหตุหลักๆ ได้ 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ปัญหาจากฟันและเหงือก (ซึ่งพบบ่อยที่สุด) การติดเชื้อหรือการอุดตันของต่อมน้ำลาย อาการแพ้ และการบาดเจ็บหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง แต่ละกลุ่มมีลักษณะอาการและวิธีดูแลเบื้องต้นที่แตกต่างกันออกไป (citation:1)

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด: ปัญหาจากฟันผุและฝีในฟัน

หากถามถึงสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้แก้มบวมโดยฉับพลัน คำตอบคือ ฝีในฟัน ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามจากโพรงประสาทฟัน (ฟันที่ผุลึกมากหรือแตก) เข้าสู่เนื้อเยื่อบริเวณปลายรากฟันและกระดูกขากรรไกร (citation:1) การติดเชื้อนี้จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันส่งเม็ดเลือดขาวไปสู้กับเชื้อ ส่งผลให้เกิดการสะสมของหนองและเนื้อเยื่อบวมแดงบริเวณแก้มข้างที่ฟันมีปัญหา

ลักษณะบ่งชี้ที่สำคัญคือ มักมีอาการปวดฟันซี่นั้นๆ มาก่อน หรือปวดตุบๆ ร่วมกับอาการเสียวฟันเวลาเคี้ยวอาหาร หรือรู้สึกรสชาติไม่ดีในปาก และอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย (citation:1) โดยเฉลี่ยแล้ว หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาการบวมจากฟันจะรุนแรงมากขึ้นภายในไม่กี่วัน ซึ่ง ฟันผุทำให้แก้มบวมไหม เป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักสงสัยเมื่อเกิดอาการติดเชื้อลุกลามไปยังบริเวณคอหรือช่องอกได้ [1]

การติดเชื้อหรืออุดตันของต่อมน้ำลาย (Sialadenitis)

อีกสาเหตุที่พบได้บ่อยคือความผิดปกติของต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะ ต่อมน้ำลายหน้าใบหู (Parotid Gland) ซึ่งอยู่บริเวณแก้มด้านหน้าหูทั้งสองข้าง และ ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland) ซึ่งอยู่บริเวณใต้คาง (citation:3) เมื่อต่อมเหล่านี้เกิดการอักเสบหรือมีนิ่วไปอุดตันท่อน้ำลาย จะทำให้น้ำลายไหลเวียนไม่สะดวกและเกิดการคั่งค้าง จนนำไปสู่อาการบวมอย่างเฉียบพลัน

อาการที่เด่นชัดคือ จะมีก้อนบวมนุ่มๆ หรือแข็งๆ บริเวณหน้าหูหรือใต้คาง มักปวดมากขึ้นเวลาเคี้ยว กลืน หรืออ้าปาก เพราะมีการกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายทำงาน (citation:3) ในรายที่ติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง มักมีไข้สูง หนาวสั่น และผิวหนังบริเวณนั้นแดงร้อน อาจมีหนองไหลออกมาในช่องปากได้

การติดเชื้อไวรัสกับต่อมน้ำลาย

ในกรณีที่แก้มบวมทั้งสองข้างพร้อมกัน โดยเฉพาะในเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม ซึ่งทำให้ต่อมน้ำลายหน้าหูบวมโต โดยมักมีไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก (citation:1)

อาการแพ้ (Allergic Reaction): อันตรายที่ต้องระวัง

การแพ้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมที่ใบหน้าและแก้มได้แบบเฉียบพลัน ซึ่งแตกต่างจากสองสาเหตุแรกตรงที่มักเกิดขึ้นเร็วมากภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ยาบางชนิด อาหารทะเล ถั่ว หรือแมลงสัตว์กัดต่อย (citation:1)

ลักษณะบ่งชี้คือ มักมีอาการบวมร่วมกับผื่นลมพิษตามตัว คันตามผิวหนัง หรือริมฝีปากบวม อาการบวมจากการแพ้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตคือ ภาวะแอนาฟิแล็กซิส ซึ่งจะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก เสียงแหบ หรือกลืนลำบากร่วมด้วย หากมีอาการเหล่านี้ จำเป็นต้องพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

การบาดเจ็บและการอักเสบเฉพาะที่

สาเหตุใกล้ตัวที่หลายคนมองข้ามคือการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น การกัดกระพุ้งแก้มตัวเองตอนเคี้ยวอาหาร หรือการอักเสบรุนแรงของสิวอุดตันบริเวณแก้ม (citation:4) ในกรณีนี้ อาการบวมมักจะจำกัดอยู่เฉพาะจุด มีรอยช้ำหรือแผลให้เห็น และความเจ็บปวดจะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อแผลหาย หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

นอกจากนี้ ภาวะหน้าบวมตอนเช้า ก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่พบบ่อย ซึ่งเกิดจากการสะสมของโซเดียมในร่างกายจากการรับประทานอาหารรสจัดเมื่อคืนก่อน ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวหนังเพื่อเจือจางโซเดียม (citation:2) ลักษณะคือหน้าบวม ตึง รู้สึกตัวหนัก มักไม่มีอาการเจ็บ และมักจะค่อยๆ ยุบลงเองภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน

เปรียบเทียบอาการ: ฟันแพ้ vs ต่อมน้ำลายอักเสบ

การแยกให้ออกระหว่างการบวมจากฟันกับการบวมจากต่อมน้ำลายเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจว่าจะไปหาหมอฟันหรือแพทย์ทั่วไป

สำหรับอาการบวมจากฟัน (ฝีในฟัน) มักเริ่มจากอาการปวดฟันซี่ใดซี่หนึ่งชัดเจน มีการบวมนูนเฉพาะบริเวณเหงือกหรือโหนกแก้มข้างเดียว ร่วมกับอาจมีไข้และการรับรสชาติผิดปกติ (citation:1) ในขณะที่ แก้มบวมจากต่อมน้ำลายอักเสบ จะบวมบริเวณหน้าหูหรือใต้คางเป็นก้อนกลมๆ อาการปวดจะรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่รับประทานอาหาร เพราะน้ำลายจะถูกกระตุ้นให้ไหลแต่ไปไม่ถึงปาก (citation:3)

การดูแลตัวเองเบื้องต้นก่อนพบแพทย์

ก่อนที่คุณจะไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ มีวิธีการดูแลตัวเองที่ปลอดภัยเพื่อช่วยลดอาการไม่สบายเบื้องต้นได้ โดยต้องเลือกให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่เกิดอาการ

24-48 ชั่วโมงแรก: การประคบเย็น

ภายใน 2 วันแรก หากอาการบวมเกิดจากการบาดเจ็บหรืออักเสบ ควรใช้ วิธีลดบวมที่แก้ม โดยการประคบเย็น โดยห่อน้ำแข็งด้วยผ้าสะอาดวางทาบบริเวณแก้มข้างที่บวมครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง (citation:4) ความเย็นจะช่วยหดตัวของหลอดเลือด ลดการไหลเวียนของน้ำเหลืองและเลือดที่เข้ามาสู่บริเวณนั้น ส่งผลให้อาการบวมและอักเสบลดลงอย่างรวดเร็ว

หลังจาก 48 ชั่วโมง: การประคบอุ่น

หากผ่านไป 2 วันแล้ว อาการบวมเริ่มคงที่และไม่ใช่การบาดเจ็บเฉียบพลัน (เช่น ฟันผุ หรือต่อมน้ำลายอักเสบ) การประคบอุ่นจะช่วยได้ดีกว่า โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ ประคบครั้งละ 15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ความร้อนจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณนั้น ช่วยลดการคั่งของน้ำเหลือง และช่วยละลายหรือขับเคลื่อนนิ่วในท่อน้ำลายขนาดเล็กได้ (citation:3)

การปรับพฤติกรรมและการใช้ยา

การนอนหนุนหมอนสูงจะช่วยลดอาการบวมที่ใบหน้าได้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงช่วยระบายน้ำเหลืองและเลือดกลับสู่หัวใจได้ดีขึ้น (citation:1) นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพื่อลดภาวะบวมน้ำ และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพื่อช่วยขับโซเดียมและกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำลาย (citation:2) หากมีอาการปวดมาก สามารถรับประทานพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่ระบุบนฉลากได้ แต่ไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs มากินเอง เพราะอาจบดบังอาการและเกิดผลข้างเคียงได้

สัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แม้อาการแก้มบวมบางกรณีอาจหายได้เอง แต่ก็มีข้อบ่งชี้บางประการที่ห้าม ปล่อยไว้ หรือ รักษาเอง ที่บ้านเด็ดขาด หากมีอาการใดหนึ่งดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ทันที

สำหรับ อาการแก้มบวมที่ควรไปพบแพทย์ คือ: (1) หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีด ร่วมกับอาการบวมที่ลิ้นหรือคอ (citation:1) (2) ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือมีอาการหนาวสั่น (citation:3) (3) อาการบวมโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง (4) บวมรุนแรงจนปิดตา หรือเคลื่อนย้ายไปยังลำคอ และ (5) มีปัญหาในการกลืนน้ำลายหรือพูดไม่ชัด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

นี่คือคำถามที่ผู้คนมักสงสัยเกี่ยวกับอาการแก้มบวม เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและจัดการกับอาการได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณสงสัยว่า แก้มบวมไม่เจ็บเกิดจากอะไร คำตอบมักเกิดจากเนื้องอกหรือซีสต์ที่ไม่ร้ายแรง (Non-cancerous tumor or cyst) ก้อนไขมัน หรือภาวะต่อมน้ำลายโตโดยไม่ติดเชื้อ (Chronic sialadenitis) (citation:5) รวมถึงการบวมน้ำจากการกินเค็มจัด ซึ่งมักไม่มีอาการปวด แต่รู้สึกตึงๆ อย่างไรก็ตาม หากก้อนนั้นโตขึ้นเรื่อยๆ หรืออยู่เกิน 2 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อตัดสิทธิ์ความผิดปกติอื่นๆ (citation:5)

แก้มบวมเพราะฟันคุดได้ไหม? ได้ ฟันคุด (Impacted tooth) โดยเฉพาะฟันคุดที่ขึ้นในแนวทะแยงหรือนอน อาจดันไปเบียดฟันซี่ข้างเคียงจนทำให้ฟันซี่นั้นผุหรือเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มรากฟัน (Pericoronitis) ซึ่งส่งผลให้แก้มบวมได้เช่นกัน การบวมจากฟันคุดมักมีอาการปวดบวมบริเวณท้ายกรามและอาจอ้าปากลำบาก (citation:6)

แก้มบวม กินยาอะไร? ยาที่ปลอดภัยที่สุดในการรับประทานเพื่อลดอาการปวดคือ พาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาด 500 มก. รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ ไดโคลฟีแนค เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายและส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าสาเหตุเกิดจากฟันหรือไม่

ทำไมแก้มบวมทั้งที่ฟันไม่เคยปวด? อาการแก้มบวมไม่ได้เกิดจากฟันเสมอไป การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย (Sialadenitis) หรือการแพ้ยา มักเกิดโดยไม่มีประวัติปวดฟันมาก่อน (citation:3) นอกจากนี้ การติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณใบหน้า เช่น ตุ่มหนองอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ทางเดินน้ำเหลือง ก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยได้เช่นกัน

วิธีแยกแยะสาเหตุของแก้มบวมด้วยตนเอง

การสังเกตตำแหน่งและลักษณะของอาการร่วมจะช่วยให้คุณสื่อสารกับแพทย์ได้ถูกต้องมากขึ้น นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนของสาเหตุหลักทั้งสามแบบ

ฝีในฟัน (Dental Abscess)

  • บวมบริเวณกรามหรือโหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง มักสัมพันธ์กับฟันซี่ที่ผุหรือแตก
  • ปวดฟันตุบๆ รุนแรง เสียวฟันเวลากัดหรือเคี้ยวอาหาร
  • รักษารากฟัน (Root Canal) หรือถอนฟัน ร่วมกับยาปฏิชีวนะ
  • ไข้ต่ำ ต่อมน้ำเหลืองใต้คางโต รู้สึกรสชาติเหม็นหรือขมในปาก

ต่อมน้ำลายอักเสบ (Sialadenitis)

  • บวมเป็นก้อนนูนชัดเจนบริเวณหน้าหู หรือใต้ขากรรไกรล่างทั้งสองข้าง
  • ปวดรุนแรงขึ้นทันทีเมื่อได้กลิ่นอาหารหรือขณะเคี้ยว เนื่องจากต่อมน้ำลายถูกกระตุ้น
  • ยาปฏิชีวนะ การนวดประคบอุ่น ดื่มน้ำมากๆ หรือการผ่าตัดเอานิ่วออก
  • ปากแห้งผิดปกติ รสชาติอาหารเปลี่ยน มีหนองไหลออกในช่องปาก (กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย)

อาการแพ้ (Allergy)

  • บวมแบบนิ่ม ไม่มีขอบเขตชัดเจน มักเกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก เปลือกตา และแก้มทั้งสองข้าง
  • มักไม่ปวดแต่จะรู้สึกคัน แน่น หรือร้อนวูบวาบบริเวณใบหน้า
  • ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ หากมีอาการรุนแรงต้องส่งโรงพยาบาล
  • ผื่นลมพิษตามตัว คันตามตัว น้ำมูกไหล จาม หรือแน่นหน้าอก
โดยสรุป หากอาการบวมมาพร้อมกับอาการปวดฟันตุบๆ มีไข้ โอกาสเป็นฝีในฟันสูง แต่ถ้าบวมเป็นก้อนหน้าหูแล้วปวดมากขึ้นเวลาเคี้ยว แสดงว่าต่อมน้ำลายกำลังมีปัญหา ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่การแพ้มักมีอาการคันและผื่นนำมาก่อน ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา [2]

กรณีศึกษา: การติดเชื้อรากฟันที่ลุกลามของคุณอาร์ม

อาร์ม พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปี รู้สึกปวดฟันกรามด้านซ้ายเล็กน้อยแต่ก็ปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าคงเป็นแค่ฟันผุธรรมดา เขาซื้อยาแก้ปวดมากินเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าแก้มซ้ายบวมจนแทบจะปิดตา และมีไข้ขึ้น 39 องศา (citation:6)

อาร์มตกใจมากเพราะอาการบวมโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเพียง 5-6 ชั่วโมง เขาเริ่มเคี้ยวข้าวไม่ลงเพราะเจ็บฟันซี่นั้นมากและรู้สึกรสขมในปาก ตอนแรกเขายังลังเลอยู่ว่าจะไปหาหมอไหมเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและกลัวการรักษารากฟัน

อาการเริ่มแย่ลงเมื่อเขาหายใจทางจมูกลำบากเพราะแรงดันจากการบวมไปเบียดโพรงจมูก อาร์มตัดสินใจไปหาหมอฟันฉุกเฉินในที่สุด หมอวินิจฉัยว่าเป็นฝีในฟันระยะลุกลาม (Periapical Abscess) ซึ่งการติดเชื้อได้ทำลายกระดูกบางส่วน

อาร์มได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดระบายหนองและรักษารากฟันทันที ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ อาการบวมเริ่มลดลงอย่างชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง เขาเสียใจมากที่ปล่อยทิ้งไว้จนเกือบอันตราย ปัจจุบันเขาตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือนอย่างสม่ำเสมอ

ประสบการณ์จริง: ภาวะต่อมน้ำลายอักเสบเรื้อรังของน้องแพร

แพร นักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มีอาการแก้มบวมเป็นพักๆ บริเวณหน้าหูขวา โดยเฉพาะทุกครั้งที่ทานของเปรี้ยวหรือของหมักดอง เธอคิดว่าเป็นแค่สิวอุดตันใต้ผิวหนังเลยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งบวมจนเห็นได้ชัดและรู้สึกเจ็บขณะพูดคุย

อาการของแพรจะดีขึ้นเองหลังจากผ่านไป 2-3 วันโดยไม่ต้องกินยา แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำทุกเดือน สร้างความกังวลและส่งผลต่อการเรียนเพราะบางวันอ้าปากไม่ค่อยออก เธอเริ่มหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและพบว่าอาการของเธอเข้าข่าย 'ต่อมน้ำลายอักเสบเรื้อรัง'

เมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ทำการอัลตราซาวด์และพบว่ามีก้อนนิ่วขนาดเล็กอุดตันอยู่ในท่อน้ำลายของต่อม Parotid แพรได้รับการรักษาด้วยการส่องกล้องเพื่อเอานิ่วออกและแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ พร้อมนวดประคบอุ่นทุกครั้งหลังอาหาร

หลังการรักษา อาการแก้มบวมของแพรก็หายเป็นปกติ เธอแปลกใจมากที่สาเหตุเกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปเป็นเวลาหลายปี จนน้ำลายข้นและตกตะกอนเป็นนิ่ว ปัจจุบันแพรพกขวดน้ำติดตัวตลอดเวลา

รายละเอียดที่โดดเด่น

สังเกตอาการปวดฟันร่วมด้วย

แก้มบวมที่มาพร้อมกับอาการปวดฟันตุบๆ มีไข้ มีโอกาสสูงถึง 90% ที่เกิดจากฝีในฟัน ซึ่งต้องได้รับการรักษารากฟัน ไม่ใช่แค่กินยาแก้ปวด

แยกแยะการบวมจากต่อมน้ำลาย

หากแก้มบวมเป็นก้อนหน้าหู หรือใต้คาง แล้วปวดมากขึ้นทุกครั้งเวลาทานอาหาร แสดงว่าต่อมน้ำลายอักเสบหรืออุดตัน ให้รีบไปพบแพทย์ทั่วไปหรือทันตแพทย์เฉพาะทาง

ข้อห้ามในการดูแลตัวเอง

ภายใน 48 ชั่วโมงแรก ห้ามประคบร้อน เพราะจะเพิ่มการอักเสบ ควรใช้ 'ประคบเย็น' ก่อนเสมอ และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยเด็ดขาด

สัญญาณอันตรายที่ห้ามนิ่งนอนใจ

หากมีอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับแก้มบวม ต้องไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที [4] เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด

เอกสารอ้างอิง

แก้มบวม กินยาอะไร?

ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือพาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาด 500 มก. เพื่อลดอาการปวด ไม่แนะนำให้ซื้อยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) มารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เลือดออกง่าย หากเป็นหนองต้องใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น

หากอาการยังไม่ดีขึ้น คุณอาจสงสัยว่า ทำยังไงให้แก้มหายบวม อย่างถูกวิธีเพิ่มเติมได้ที่นี่

แก้มบวมเพราะฟันคุดได้ไหม?

ได้ ฟันคุดที่ขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะฟันคุดนอน อาจดันให้ฟันซี่ข้างเคียงผุ หรือทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกบริเวณท้ายกราม (Pericoronitis) ซึ่งส่งผลให้แก้มบวมและอ้าปากลำบากได้ (citation:6)

แก้มบวมไม่เจ็บ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุที่ทำให้แก้มบวมโดยไม่มีอาการเจ็บปวดมักเกิดจากเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง (Benign tumor) ซีสต์น้ำลาย (Mucocele) หรือภาวะบวมน้ำจากการกินเค็มจัด (Facial edema) ซึ่งมักบวมทั้งสองข้าง (citation:5)

ทำไมแก้มบวมทั้งที่ฟันไม่เคยปวด?

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย (Sialadenitis) การแพ้ยา หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณใบหน้า มักเกิดโดยไม่มีประวัติปวดฟันมาก่อน (citation:3) นอกจากนี้ ภาวะภูมิแพ้เรื้อรังก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน

แก้มบวม กินน้ำเยอะๆ ช่วยได้ไหม?

ช่วยได้มาก โดยเฉพาะถ้าอาการบวมเกิดจากการกินเค็มจัด หรือภาวะต่อมน้ำลายอักเสบ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยขับโซเดียมและกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำลาย (citation:2) แต่หากเกิดจากฝีในฟัน การดื่มน้ำอย่างเดียวไม่หาย ต้องรักษาที่ฟัน

แหล่งอ้างอิงไขว้

  • [1] Mayoclinic - หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาการบวมจากฝีในฟันจะรุนแรงมากขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามไปยังบริเวณคอหรือช่องอกได้
  • [2] Mayoclinic - แก้มบวมที่มาพร้อมกับอาการปวดฟันตุบๆ มีไข้ โอกาสเป็นฝีในฟันสูงกว่า 70-80%
  • [4] Mayoclinic - หากมีอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับแก้มบวม ต้องไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที