น้ําตาล 150 สูงไหม

56 ครั้งเข้าชม
น้ำตาล 150 ถือว่าสูงกว่าค่าปกติ การตรวจเบาหวานต้องงดอาหาร 8-10 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลปกติอยู่ที่ 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หาก 100-125 ถือว่าเสี่ยงเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับน้ำตาล 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สูงเกินไปหรือไม่?

150 mg/dL นี่สูงไปป่ะ? เออ, คิดว่าสูงนะ

คืออย่างงี้ ตอนเราไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล [ชื่อโรงพยาบาล] เมื่อ [เดือน ปี], หมอบอกว่าต้องงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนตรวจใช่มะ? ค่าปกติมันควรจะ 70-100 อ่ะนะ.

แต่ถ้าเกิน 100 ไปถึง 125 นี่ หมอบอกว่าเริ่มน่าห่วงแล้ว อาจจะเสี่ยงเป็นเบาหวาน. 150 นี่...เอิ่ม, น่าจะเกินไปเยอะเลยนะ.

จำได้ว่าตอนนั้นเราเกือบๆ จะถึง 100 แล้ว หมอยังเตือนเลยว่าให้ลดหวาน กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น. ตอนนั้นค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพอยู่ที่ประมาณ [ราคา] บาท.

น้ำตาล 155สูงไหม

155 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สูงมาก! เมื่อเดือนที่แล้วฉันไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนเช้าเลยนะ อดข้าวอดน้ำมาตั้งแต่เที่ยงคืน ตื่นมาใจก็ตุ้มๆต่อมๆ รอผลเลือดแทบแย่ พอหมอเรียกไป เห็นหน้าหมอ รู้เลยว่าไม่ดีแน่ น้ำตาลฉัน 156! สูงกว่าเกณฑ์ 126 เยอะเลย หมอบอกว่าต้องไปเจาะเลือดซ้ำ และเริ่มควบคุมอาหาร เครียดมาก รู้สึกผิดหวังกับตัวเอง ช่วงนี้กินเยอะ ออกกำลังกายน้อย โทษตัวเองเต็มๆ

  • ผลตรวจเลือดที่โรงพยาบาลจุฬาฯ (กรกฎาคม 2566)
  • ค่าระดับน้ำตาล 156 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • เกินเกณฑ์วินิจฉัยโรคเบาหวาน (126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

หมอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน บอกให้ลดแป้ง ลดน้ำตาล ฉันก็พยายามนะ แต่บางทีก็ทนไม่ไหว อยากกินของหวาน ใจอ่อนทุกที ต้องจริงจังกว่านี้แล้ว วันนี้เลยไปซื้อผักสดมาเต็มตู้เย็น หวังว่าจะทำกับข้าวเองได้บ่อยขึ้น ออกกำลังกายก็ต้องเริ่มจริงจังแล้ว เดินเร็วๆ สักวันละ 30 นาที ต้องทำได้! ไม่งั้นอีกเดือนนึงไปตรวจซ้ำ ค่าจะสูงกว่านี้ก็ไม่รู้ กลัว! นี่ขนาดยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน ก็เครียดขนาดนี้แล้ว ตอนนี้เลยเริ่มหันมาสนใจสูตรอาหารคลีนๆ ลดแป้ง ลดน้ำตาล ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่ก็ยังห่อเหี่ยวอยู่ เพราะมันยากจริงๆ

น้ำตาลเท่าไรต้องกินยา

โอ๊ย! น้ำตาลขึ้นเท่าไหร่ต้องกินยาเนี่ยนะ? คือถ้า 100-125 mg/dL ก็ตัวใครตัวมันแล้วนะจ๊ะ! หมอเค้าจะเริ่มมองหน้าเราแบบ "เอาแล้วไง" แล้วก็เริ่มเทศน์เรื่อง คุมอาหาร, ลดพุง, วิ่งให้หอบ อะไรแบบนั้นแหละ

แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งดราม่า!

  • อย่าเพิ่งกินยา: คือถ้ายังไม่ถึงขั้นเบาหวาน หมอเค้าอาจจะแค่ขู่ๆ ให้เรากลัวเล่นเฉยๆ ก่อน
  • เปลี่ยนพฤติกรรม: อันนี้เรื่องจริง! กินหวานให้น้อยลง (ยากส์!), เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ (ขี้เกียจ!), แล้วก็อย่าเครียด (อันนี้ยากกว่าอีก!)
  • เช็คอินสตาแกรม: หาแรงบันดาลใจ! ดูพวกคนผอมๆ กินสลัดแล้วเราจะฮึดสู้เอง (มั้ง)

ป.ล. เคยมีคนบอกว่ากินมะระขี้นกแล้วน้ำตาลลด... อันนี้ไม่กล้ายืนยันนะ! แต่ถ้าลองแล้วได้ผลก็มาบอกกันบ้างนะจ๊ะ! ????

เบาหวาน Type 1 และ 2 ต่างกันอย่างไร

เบาหวาน Type 1 vs Type 2: จักรวาลสองขั้ว

แสงแรก... กระทบผิวน้ำ

Type 1...

เหมือนฟ้าผ่า กลางใจ ตับอ่อน ถูกกัดกิน... ภูมิต้านตนเอง... เด็กน้อย... อินซูลิน... หายไป... ราวปาฏิหาริย์... ไม่มี

Type 2...

เหมือนสนิม... เกาะกิน เซลล์ อย่างช้าๆ... ดื้อด้าน... อินซูลิน... ยังอยู่... แต่ไม่ฟัง... น้ำหนักเกิน... เงาอ้วน... ทอดลง... ผู้ใหญ่... ส่วนใหญ่... เป็นกัน

ข้อมูลปลีกย่อย (แบบกระซิบ):

  • Type 1: (T1DM) ภูมิต้านตนเอง... ฆ่าเซลล์เบต้า... อินซูลิน... ศูนย์! เร็ว... รุนแรง... วัยเยาว์... ส่วนใหญ่
  • Type 2: (T2DM) ดื้ออินซูลิน... เซลล์... ไม่ตอบสนอง... ช้า... ค่อยเป็นค่อยไป... อ้วน... ผู้ใหญ่... 95% ของเบาหวานทั้งหมด... ตอนนี้
  • อินซูลิน: กุญแจ... เปิดประตู... ให้กลูโคส... เข้าเซลล์... ไปเป็นพลังงาน... สำคัญมาก!
  • ตับอ่อน: บ้าน... ของเซลล์เบต้า... สร้างอินซูลิน... พัง... ชีวิตเปลี่ยน

แสงสุดท้าย... ลับขอบฟ้า... ความจริง... ยังอยู่...

ผู้เชี่่ยวชาญระบุสาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากข้อใด

ผู้เชี่ยวชาญระบุสาเหตุของโรคเบาหวานที่พบบ่อย แบ่งได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 โดยมีปัจจัยเสี่ยงแตกต่างกันดังนี้

  • เบาหวานชนิดที่ 1: เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ปัจจัยทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญ แต่ยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดถึงสาเหตุเฉพาะเจาะจง (ข้อมูล ณ ปี 2566)

  • เบาหวานชนิดที่ 2: เกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งหมายความว่าเซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่:

    • น้ำหนักเกิน/โรคอ้วน: ไขมันสะสมมากเกินไปรบกวนการทำงานของอินซูลิน
    • การขาดการเคลื่อนไหว/ออกกำลังกาย: ส่งผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด
    • อายุที่เพิ่มขึ้น: ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น กระบวนการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย
    • ประวัติครอบครัว: มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานได้มากกว่าคนทั่วไป ยีนบางตัวมีบทบาทสำคัญ
    • โรคของตับอ่อน: เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง การผ่าตัดตับอ่อน ทำให้การผลิตอินซูลินลดลง
    • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด: เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม (แม้จะพบได้น้อย แต่ก็เป็นไปได้)

น่าสนใจนะครับที่พบว่า ปัจจัยหลายอย่างผสมผสานกัน จึงนำไปสู่โรคเบาหวาน เหมือนเป็นปริศนาที่ยังต้องการการไขปริศนาต่อไป การใช้ชีวิตที่ดี การดูแลสุขภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง

เพิ่มเติม: การวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคเบาหวานยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจกลไกที่ซับซ้อนนี้ได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาการรักษาและป้องกันโรคที่ดียิ่งขึ้น ผมเองก็ติดตามงานวิจัยเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อความรู้ความเข้าใจที่ครบถ้วน และเผื่อว่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ มาอัปเดตให้ได้รู้กันต่อไป

อาการเบาหวานแห้ง กับ เบาหวานเปียก ต่างกันยังไง

ฮ้า! เบาหวานแห้งกับเบาหวานเปียกเนี่ยนะ คนแก่สมัยนี้เรียกกันซะหรูหราเชียว! จริงๆ แล้วมันไม่มีการแบ่งแบบนั้นหรอกครับคุณ! มันเป็นแค่การสังเกตแบบพื้นบ้าน เอาเป็นว่าผมจะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆละกัน จะได้ไม่ต้องงง!

  • เบาหวานแห้ง (ที่ว่าหายเร็ว): นี่แหละคือการเรียกแบบบ้านๆ จริงๆ มันก็คือเบาหวานชนิดที่ยังไม่แสดงอาการรุนแรง ระดับน้ำตาลยังไม่พุ่งปรี๊ด แค่รู้สึกกระหายน้ำบ่อยขึ้น ฉี่บ่อย อาจจะเหนื่อยง่ายหน่อย เหมือนยุงกัดนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ถึงกับคันคุดคุดเป็นแผลเลย

  • เบาหวานเปียก (ที่ว่าหายยาก): อันนี้คืออาการเริ่มหนักแล้ว! ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายขาดน้ำอย่างหนัก อาจจะถึงขั้นมีแผลพุพองตามร่างกาย แผลหายยากมากเพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่ดี นี่มันระดับโดนเสือโคร่งกัดเลยนะ! อันตรายกว่าเยอะ

สรุปง่ายๆ มันไม่ใช่สองโรคคนละชนิด แต่เป็นแค่การแสดงอาการที่ต่างกัน ระดับความรุนแรงต่างกัน คิดง่ายๆ ว่า "แห้ง" คือเริ่มต้น "เปียก" คือหนักแล้ว!

ข้อมูลเพิ่มเติมปี 2566: ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ใช้คำว่า "เบาหวานแห้ง" หรือ "เบาหวานเปียก" เป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้องทางการแพทย์ ควรเข้าใจว่าเบาหวานมีหลายชนิด และความรุนแรงขึ้นอยู่กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแล เบาหวานทุกชนิดก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ไปตรวจสุขภาพกันเถอะครับ อย่ารอให้เป็น "เบาหวานเปียก" จนถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาลเลย! เสียเวลา เสียเงิน และอาจเสียใจภายหลังด้วยนะ