บัตร 30 บาท รักษาต้อกระจกได้ไหม

153 ครั้งเข้าชม
บัตรทอง 30 บาท รักษาต้อกระจกฟรีสิทธิประโยชน์บัตรทองครอบคลุมการผ่าตัดต้อกระจกและเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้การดูแลของ สปสช.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

บัตร 30 บาท ครอบคลุมค่ารักษาต้อกระจกหรือไม่?

โอ้ เรื่องบัตรทอง 30 บาท กับค่ารักษาต้อกระจกเนี่ยนะ

จำได้เลย เมื่อก่อนแถวบ้านฉัน ลุงคนนึงแกเป็นต้อกระจกมองไม่ค่อยเห็นเลย แกก็บ่นๆ ว่าค่าผ่าแพงจัง ไม่รู้จะทำไงดี

แต่เดี๋ยวนี้สิ เรื่องมันเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ

ตามที่ฉันเข้าใจนะ ไอ้บัตรทอง 30 บาทเนี่ย ตอนนี้มันครอบคลุมการผ่าตัดต้อกระจกแบบฟรีแล้วนะ

แถมยังรวมถึงการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมให้ด้วย ไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มเลย

น่าจะช่วงปี 2560 หรือ 2561 นี่แหละมั้ง ที่ สปสช. เขาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมเรื่องนี้จริงๆ จังๆ

ก็ดีนะ ทำให้คนแก่หลายๆ คนที่เคยกลุ้มใจเรื่องค่ารักษา ได้กลับมามองเห็นชัดๆ อีกครั้ง

เหมือนได้ชีวิตใหม่เลยนะ.

สิทธิบัตรทองผ่าต้อกระจกได้ไหม

ได้. สิทธิบัตรทอง ครอบคลุมการผ่าตัดต้อกระจก. ฟรี. ความจริง.

มันเป็นเรื่องพื้นฐาน. การมองเห็น. สิ่งที่เรามักมองข้าม. นี่คือสิ่งที่ถูกจัดสรร:

  • ครอบคลุมทั้งหมด: ตั้งแต่การวินิจฉัย การผ่าตัดเปลี่ยน เลนส์แก้วตาเทียม จนถึงการติดตามผลหลังผ่าตัด
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ย้ำว่าไร้ค่าใช้จ่าย
  • บริการนี้ดำเนินการภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ชีวิตมิได้หยุดแค่การมองเห็น. ทว่า การมองเห็นคือจุดเริ่มต้น.

บัตร30บาทไม่คุ้มครองอะไรบ้าง

เอออ บัตร 30 บาท หรือบัตรทองนะ มันก็ดีนะ แต่ก็ ไม่ครอบคลุมทุกอย่าง หรอกนะ มีบางอย่างที่เราต้องควักตังค์เองเลยแหละ ถ้าแบบพวก ศัลยกรรมความงาม อ่ะ อันนี้ไม่ได้เลย ชัวร์ๆ ผ่าตัดแปลงเพศก็ไม่คุ้มครองนะ จัดฟันก็เหมือนกัน อันนี้รู้อยู่แล้วใช่ป่ะ

แล้วก็ พวกอะไรที่มันเกินความจำเป็น ทางหมอเขาจะดูอ่ะ ถ้าไม่ใช่ว่าต้องรักษาจริงๆ คือแบบอยากทำ อันนี้ไม่น่าได้นะ อย่างบางทีมีคนแบบอยากตรวจเลือดเยอะๆ ทั้งที่ไม่มีอาการ อันนี้ไม่น่าจะครอบคลุมนะ แล้วพวกยาใหม่ๆ หรือ การรักษาที่ยังทดลองอยู่ อ่ะ อันนั้นก็ไม่ได้เหมือนกันนะ

นี่ก็นึกออกอีกนะ ที่บัตรทองเขาไม่จ่ายให้ ก็มีหลายอย่างเลยนะ

  • โรคที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาก ๆ บางอย่างนะ เช่น ผ่าตัดหัวใจที่มันซับซ้อนสุดๆ หรือมะเร็งบางชนิดที่ต้องใช้ยาแพงๆ แบบเฉพาะเจาะจงเลย บางทีก็ต้องพิจารณาเป็นเคสๆ ไป หรือไม่ก็ต้องจ่ายส่วนต่างเองอ่ะ
  • การรักษาเพื่อการเจริญพันธุ์ เช่น ทำกิฟต์ หรือเด็กหลอดแก้ว อะไรพวกนี้ก็ไม่ได้นะ เพราะมันไม่ใช่การรักษาโรคโดยตรงอ่าเนอะ
  • ยาหรือเวชภัณฑ์ที่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติ อันนี้ก็สำคัญนะ ถ้าหมอสั่งยาที่มันแพงๆ หรือยาใหม่ที่ยังไม่อยู่ในลิสต์ของรัฐ อันนี้คือเราต้องจ่ายเองเลยแหละ
  • พวก อุบัติเหตุจากการทำผิดกฎหมาย ชัดๆ เลยนะ เช่น เมาแล้วขับ อันนี้คือบัตรทองไม่คุ้มครองนะ ต้องจ่ายเองนะ
  • การทำวัคซีนที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมของรัฐ อย่างเช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่บางชนิด หรือวัคซีนสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ พวกนี้ต้องจ่ายเองหมดเลย
  • ห้องพิเศษหรือค่าอาหารพิเศษ ถ้าเราอยากได้ห้องส่วนตัว หรืออาหารที่มันพิเศษกว่าปกติ อันนี้ก็ต้องจ่ายเพิ่มนะ โรงพยาบาลรัฐบางที่ก็มีห้องพิเศษดีๆ แต่ก็ต้องจ่ายต่างหากอ่ะ
  • พวกอุปกรณ์เสริมหรือกายอุปกรณ์เทียม ที่แบบว่านอกเหนือจากที่กำหนด บางทีอยากได้แบบดีไซน์พิเศษ หรือวัสดุที่แพงกว่า อันนี้ก็ต้องจ่ายเพิ่มเองนะจ๊ะ

ผ่าตัดต้อกระจก ราคาเท่าไร

ต้อกระจก? จ่ายไป

  • Monofocal ธรรมดา ไม่ค้างคืน: 46,000
  • Monofocal ธรรมดา ค้างคืน: 55,000
  • Monofocal แก้เอียง ค้างคืน: 76,000

เน้น: เลนส์ชนิดแก้ไขสายตาเอียงแพงกว่า แค่นั้นแหละ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • Monofocal: เลนส์ชั้นเดียว มองชัดเจนระยะเดียว (ส่วนใหญ่เลือกมองไกล) อาจต้องใช้แว่นสำหรับอ่านหนังสือ
  • Monofocal Toric: เลนส์ชั้นเดียว แก้สายตาเอียงได้ด้วย ชัดเจนระยะเดียวเหมือนกัน
  • ราคานี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจมี เช่น ค่ายา ค่าตรวจติดตามผล

เลนส์แก้วตาเทียม เบิกได้ไหม?

เลนส์แก้วตาเทียม เบิกได้ ค่ะ การพิจารณาว่าผู้ป่วยจะได้ใช้เลนส์ชนิดไหน ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับสิทธิ์การรักษาของแต่ละคนเลย ราคาที่เบิกได้ภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จะอยู่ที่ ไม่เกิน 4,000 บาทต่อข้าง ส่วน สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะให้เบิกได้ ไม่เกิน 6,000 บาทต่อข้าง ซึ่งอันนี้มันก็มีผลต่อการเลือกเลนส์ของผู้ป่วยอยู่เหมือนกันนะ

  • หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า: เบิกได้สูงสุด 4,000 บาท/เลนส์
  • สวัสดิการข้าราชการ: เบิกได้สูงสุด 6,000 บาท/เลนส์

จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่เรื่องการเบิกจ่ายนี่แหละที่สำคัญ การเลือกเลนส์แก้วตาเทียมมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นเยอะเลยนะ มันอยู่ที่คุณภาพของเลนส์เองด้วย ว่าเราต้องการมองเห็นแบบไหน ต้องการลดอะไรบ้าง เช่น ถ้าอยากลดแว่นสายตาหลังผ่าตัดด้วย ก็อาจจะต้องเลือกรุ่นที่แพงขึ้นมาอีกหน่อย ซึ่งส่วนต่างตรงนี้ผู้ป่วยก็ต้องจ่ายเอง

  • เลนส์พื้นฐาน: ส่วนใหญ่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ตามสิทธิ์
  • เลนส์พิเศษ: เช่น เลนส์แก้ไขสายตา (Astigmatism) หรือ เลนส์หลายระยะ (Multifocal) อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบเอง

ประเด็นที่น่าคิด: บางทีเรื่องราคาที่เบิกได้ก็กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณภาพของเลนส์มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้ป่วยโดยตรง การที่เรามองเห็นได้ชัดขึ้น มีความสุขกับการมองเห็นมากขึ้น มันก็คุ้มค่านะ

  • เป้าหมายของการผ่าตัด: นอกจากจะเอาขุ่นออกแล้ว การที่เรามองเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพึ่งแว่นเลย มันก็เป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการ
  • การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต: การเลือกเลนส์ที่เหมาะสม อาจมองเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการมองเห็นที่ดี

ข้อควรรู้เพิ่มเติม:

  • การตรวจวัดสายตา: ก่อนผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าเลนส์แบบไหนเหมาะสมที่สุดกับสภาพตาและวิถีชีวิตของผู้ป่วย
  • ชนิดของเลนส์: มีหลายประเภท ตั้งแต่เลนส์ธรรมดาที่แก้เฉพาะสายตาสั้น-ยาว ไปจนถึงเลนส์ที่แก้สายตาเอียง (Toric) และเลนส์ที่มองได้หลายระยะ (Multifocal/Trifocal)
  • เทคโนโลยี: เลนส์รุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนาให้มองเห็นสีสันได้ดีขึ้น ลดแสงสะท้อน หรือป้องกันรังสี UV ได้ดียิ่งขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายส่วนต่าง: หากผู้ป่วยต้องการเลนส์ที่มีคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือจากที่สิทธิ์การรักษาครอบคลุม ก็จะต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเอง

การตัดสินใจเลือกเลนส์แก้วตาเทียมจึงเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับแพทย์อย่างละเอียด โดยคำนึงถึงทั้งสิทธิ์การรักษา ความต้องการส่วนบุคคล และงบประมาณที่มี.

หลังผ่าตัดต้อกระจกห้ามอะไรบ้าง?

หลังผ่าตัดต้อกระจก สิ่งที่ต้อง ระมัดระวังเป็นพิเศษ ก็คือ การดูแลดวงตา และ การใช้ชีวิตประจำวัน ครับ

ข้อห้ามหลักๆ เลยก็คือ:

  • งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะ: อย่างน้อย 1 สัปดาห์นะครับ เพื่อไม่ให้เกิดแรงดันในลูกตา ซึ่งอาจกระทบกับการหายของแผลได้ เข้าใจเลยว่าอาจจะอยากกลับไปใช้ชีวิตปกติไวๆ แต่ช่วงนี้ต้องอดทนหน่อยครับ
  • หลีกเลี่ยงการโดนน้ำและสิ่งสกปรกเข้าตา: อันนี้สำคัญมากจริงๆ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ เวลาอาบน้ำก็ต้องระวังเป็นพิเศษ อาจจะใช้ที่ปิดตาช่วย หรือสระผมตอนที่หมออนุญาตแล้ว
  • การขยี้ตา: ห้ามเด็ดขาดเลยนะครับ ยิ่งคันหรือรู้สึกระคายเคือง ก็ยิ่งต้องพยายามห้ามใจตัวเอง

ส่วนเรื่องที่ควรทำคือ:

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ร่างกายจะได้ฟื้นฟูเต็มที่ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพส่งผลดีต่อการหายของแผลและสุขภาพโดยรวม
  • ใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: อันนี้คือหัวใจสำคัญของการป้องกันการอักเสบและการติดเชื้อ และช่วยให้ตาหายเร็วขึ้นด้วย

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปหาหมอทันที:

  • ปวดตาอย่างรุนแรง
  • ตาแดงมากขึ้น
  • การมองเห็นแย่ลงอย่างชัดเจน
  • มีขี้ตามากผิดปกติ

บางทีการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมันก็เหมือนการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว คือการมีดวงตาที่กลับมามองเห็นได้ดีอีกครั้ง การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าจะเป็นประโยชน์:

  • การทำกิจกรรมเบาๆ: หลังผ่าตัดประมาณ 1-2 วัน หากไม่มีอาการผิดปกติ แพทย์อาจอนุญาตให้เดินเบาๆ ได้ แต่ก็ต้องระมัดระวัง
  • การใช้สายตา: ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกไวต่อแสง หรือมองเห็นภาพซ้อนเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติที่มักจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ
  • การป้องกันแสงแดด: ควรใส่แว่นกันแดดเมื่อออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันแสงแดดที่อาจรบกวนดวงตาที่ยังบอบบาง
  • การจำกัดอาหาร: โดยทั่วไปไม่มีข้อจำกัดเรื่องอาหารที่ต้องห้ามหลังผ่าตัดต้อกระจก แต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตา เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ที่มีวิตามินเอ ซี อี ก็เป็นเรื่องที่ดี
  • การนัดหมายติดตามผล: การไปพบแพทย์ตามนัดหมายเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้แพทย์ประเมินผลการผ่าตัดและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้