ปวดท้องแบบไหนต้องผ่าตัด

71 ครั้งเข้าชม
เมื่อมีอาการปวดท้องในช่องท้อง อย่าละเลยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ 9 โรคอันตรายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนก่อนโรคลุกลาม การผ่าตัดส่องกล้องเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ครอบคลุมทั้งโรคทั่วไปและกลุ่มโรคซับซ้อน เช่น ก้อนเนื้องอก มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ลำไส้อุดตัน รวมถึงมะเร็งตับและตับอ่อน ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและแม่นยำ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการปวดท้องแบบไหนอันตราย เสี่ยงต้องผ่าตัดด่วน?

อาการปวดท้องแบบไหนอันตราย?

ปวดรุนแรงเฉียบพลัน ปวดบิดเกร็งจนตัวงอ มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน กดหน้าท้องแล้วเจ็บมาก

โรคอะไรบ้างที่ต้องผ่าตัดด่วน?

ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อุดตัน ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน หรือการติดเชื้อในช่องท้องรุนแรง

การผ่าตัดส่องกล้องใช้กับมะเร็งได้ไหม?

ได้ ใช้ในการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนบางระยะ

เรื่องปวดท้องนี่ไม่ใช่เล่นๆเลยนะ ลุงเราเคยเป็น ตอนนั้นน่าจะช่วงปลายปี 2562 อยู่ๆก็ปวดท้องข้างขวาแบบจี๊ดๆ ปวดจนตัวงอทำอะไรไม่ได้เลย มันคนละเรื่องกับปวดท้องโรคกระเพาะเลยนะ อันนั้นจะปวดแสบๆ แต่แบบนี้คือปวดเหมือนมีอะไรมาบิดข้างใน

พอไปถึงโรงพยาบาลแถวลาดพร้าว หมอจับตรวจละเอียดเลย บอกว่าอาการแบบนี้มันชี้ได้หลายอย่างมาก ตั้งแต่ไส้ติ่งอักเสบธรรมดาๆ ไปจนถึงลำไส้อุดตัน หรือนิ่วในถุงน้ำดี คือมันน่ากลัวตรงที่เราไม่รู้ว่าข้างในมันเป็นอะไรกันแน่ แค่รอผลตรวจก็ใจเสียแล้ว

สุดท้ายลุงเราโดนผ่าตัดส่องกล้องด่วนเลยเพราะเป็นไส้ติ่งอักเสบเกือบแตก โชคดีมากที่ไปทัน ตอนนั้นจ่ายไปเกือบๆ แสนสอง แต่เห็นแผลแล้วก็เออ คุ้มอยู่ แผลเล็กนิดเดียวจริงๆ ไม่กี่วันก็เดินได้ปร๋อแล้ว ฟื้นตัวไวมาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องผ่าเปิดหน้าท้องเป็นแผลยาวๆ

แล้วไอ้เทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้องเนี่ย มันไปไกลกว่าที่คิดเยอะเลย ไม่ได้ทำแค่เคสง่ายๆ พวกก้อนเนื้อแปลกๆ หรือแม้กระทั่งมะเร็งอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ หมอเก่งๆ เขาก็ใช้กล้องเข้าไปจัดการได้หมดแล้ว ทำให้คนไข้เจ็บตัวน้อยลงเยอะ.

ปวดท้องแบบไหนต้องไปรพ

ท้องเสียเลือด. อาเจียนเป็นเลือด. หายใจไม่ออก.

  • ปวดท้องรุนแรง จนทนไม่ไหว.
  • กดเจ็บบริเวณท้องน้อยด้านขวา หรือปวดเสียด.
  • อาเจียนไม่หยุด มากกว่า 3-4 ครั้ง.
  • ท้องแข็งเกร็ง ปวดมากขึ้นเมื่อขยับ.
  • มีไข้สูง หนาวสั่น.

รายละเอียดเพิ่มเติม:

  • อาการปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะหากปวดฉับพลันและไม่ทุเลา อาจบ่งบอกถึงภาวะฉุกเฉิน เช่น ไส้ติ่งแตก หรือภาวะลำไส้อุดตัน.
  • การปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวา ที่รุนแรงอาจเป็นสัญญาณของไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งต้องการการรักษาโดยด่วน.
  • การอาเจียนบ่อยครั้ง ร่วมกับอาการปวดท้อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นอันตราย.
  • ท้องแข็งเกร็ง และปวดมากขึ้นเมื่อขยับตัว อาจแสดงถึงการอักเสบในช่องท้อง.
  • ไข้สูงและหนาวสั่น บ่งชี้ถึงการติดเชื้อในร่างกายที่รุนแรง.

Pre op มีอะไรบ้าง

การประเมินก่อนผ่าตัด ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น มันคือการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้ป่วย ก่อนเผชิญคมมีด

ซักประวัติ ตรวจร่างกายคือด่านแรก ห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษตามมา ทั้งหมดล้วนเพื่อความเข้าใจ หรืออาจกล่าวว่า, เพื่อลดความไม่แน่นอน ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

หาปัจจัยเสี่ยง ลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิด ทั้งระหว่าง และหลังผ่าตัด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คือการแสวงหาภูมิปัญญา ย่อมดีกว่าการเดาสุ่ม

  • การงดอาหารและน้ำ: เป็นคำสั่ง มิใช่ข้อเสนอ ร่างกายต้องเตรียมพร้อม.
  • ยาที่รับประทาน: บางชนิดหยุด, บางชนิดคงไว้ ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ชัดเจน.
  • ประวัติแพ้ยา: ทุกรายละเอียด สำคัญต่อชีวิต ไม่ควรละเลย.
  • หมู่เลือดและความเข้ากันได้: ความพร้อมย่อมดีกว่าการเสี่ยง นี่คือความจริง.
  • การลงนามยินยอม: เข้าใจผลลัพธ์ ก่อนตัดสินใจลงมือ.
  • การประเมินโดยวิสัญญีแพทย์: การวางแผนความสงบของการหลับใหล คือศิลปะ.
  • สุขภาพช่องปาก: อาจดูเล็กน้อย แต่ส่งผลต่อการติดเชื้อภายหลัง.
  • ปัจจัยทางสังคม: การสนับสนุนหลังฟื้นตัว มีผลต่อการกลับบ้านเสมอ.

Post operative Care มีอะไรบ้าง

การดูแลหลังผ่าตัด (Post-operative Care) ก็คือช่วงเวลาประคบประหงม "วีรบุรุษ" ที่เพิ่งกลับจากสนามรบ (ห้องผ่าตัด) นั่นแหละ ศัลยแพทย์เค้าสวมบทศิลปินปาดป้ายสร้างผลงานไปแล้ว ที่เหลือคือหน้าที่ภัณฑารักษ์ (พยาบาลกับตัวเรา) ช่วยกันดูแลผลงานชิ้นเอกนี้ไม่ให้บุบสลายหรือติดเชื้อรา

จุดแรกคือ ห้องพักฟื้น ที่นี่คือด่าน VIP คอยเช็กว่าระบบร่างกายเรา "รีบูต" เรียบร้อยมั้ยหลังโดนวางยา สัญญาณชีพต้องเป๊ะ เหมือนดูหุ้นตอนตลาดเปิด หายใจ ความดัน ออกซิเจน ทุกอย่างต้องนิ่งสนิท. เจ็บแผลก็ต้องบอก อย่าสวมบทแรมโบ้กัดฟันสู้ เพราะการจัดการความเจ็บปวดตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ฟื้นตัวไวกว่าเยอะ

พอกลับขึ้นวอร์ด งานท้าทายบังเกิด! การลุกเดินครั้งแรก จะให้ฟีลเหมือนลูกกวางเกิดใหม่ ขาสั่นพั่บๆ แต่มันจำเป็นสุดๆ เพื่อกระตุ้นลำไส้ ป้องกันท้องอืด ป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน มันคือการประกาศอิสรภาพจากเตียงนอนอย่างเป็นทางการ

และแล้วก็มาถึงอีเวนต์สำคัญ... การทำงานของระบบขับถ่าย การผายลมครั้งแรกหลังผ่าตัดท้องนี่คือเสียงจากสวรรค์เลยนะ ส่วนการเข้าห้องน้ำทำธุระหนักสำเร็จนี่แทบจะจุดพลุฉลอง มันคือสัญญาณว่าเครื่องยนต์ข้างในกลับมาเดินเครื่องเต็มสูบแล้วจริงๆ นะ

สรุปแก่นแท้ของการดูแลตัวเองหลังออกจากห้องผ่าตัด:

  • จัดการราชาแห่งความเจ็บปวด: ยาแก้ปวดคือเพื่อนแท้ กินตามเวลาที่หมอสั่งเป๊ะๆ อย่ารอให้เจ็บจนทนไม่ไหวแล้วค่อยโอดครวญ เพราะตอนนั้นยาจะเอาไม่อยู่แล้ว
  • ดูแลแผลดุจสมบัติล้ำค่า: แผลต้องแห้งและสะอาด ห้ามโดนน้ำเด็ดขาด ถ้าหมอยังไม่อนุญาต สังเกตอาการ บวม แดง ร้อน มีหนองไหลซึม ถ้าเจอรีบฟ้องพยาบาลทันที
  • บริหารปอด อย่าปล่อยให้แฟบ: การไอ การหายใจเข้าลึกๆ ไม่ใช่การทรมานตัวเอง แต่มันคือ การป้องกันปอดอักเสบ ที่เป็นภาวะแทรกซ้อนสุดฮิตหลังผ่าตัดเลย
  • กินตามบัญชาสวรรค์ (ของหมอ): หมอให้จิบน้ำก็จิบ ให้กินอาหารเหลวก็กินตามนั้น อย่าเพิ่งใจร้อนอยากโซ้ยหมูกระทะ การทำตามสเต็ปจะช่วยให้ลำไส้ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลได้ปรับตัว
  • ใบนัดคือตั๋วทอง: วันที่หมอนัดกลับไปดูแผล ไม่ใช่แค่วันไปเจอหน้าหล่อๆ ของหมอ แต่มันคือการตรวจเช็กว่าผลงานศิลปะชิ้นนี้ (แผลผ่าตัด) สมบูรณ์แบบดี ไม่มีปัญหาซ่อนเร้น

ชนิดของแผลมีกี่ประเภท

โอ๊ย! เมื่อสักเดือนที่แล้ว ตอนกลับบ้านต่างจังหวัดไปช่วยพ่อซ่อมรั้วหลังบ้าน แดดตอนบ่ายสองนี่เปรี้ยงมาก เหงื่อไหลเป็นทางเลย พ่อให้ไปหาไม้มาค้ำรั้วเก่าๆ ที่มันผุๆ พังๆ กำลังเดินไปเลือกๆ ไม้อยู่ดีๆ เท้าเปล่าดันไปเหยียบ ตะปูสนิมเขรอะ เข้าให้ เจ็บจี๊ดเลย!

เลือดซึมๆ ตรงกลางฝ่าเท้า ตกใจเลย รีบชักเท้าออก พ่อเห็นเลยเดินมาดู บอกว่าต้องล้างแผลดีๆ ไม่งั้นแย่แน่ แล้วตอนที่พ่อกำลังจะดึงแผ่นสังกะสีเก่าๆ ออกจากรั้วนั่นแหละ จู่ๆ มันก็หลุดมือ โคตรอันตรายเลย

ขอบสังกะสีคมกริบนั่นน่ะบาดเข้าที่แขนฉันเต็มๆ เป็นทางยาวเลย โชคดีที่ไม่ลึกมาก แต่อื้อหือ แสบชะมัด เลือดไหลซิบๆ เลยนะ ทีนี้แหละ ตกใจจนตัวเซ ถลาไปก้นกระแทก ก้อนหินใหญ่ๆ ที่วางอยู่ตรงนั้น

ก้นนี่ชาไปเลย หัวเข่าก็ดันไปไถกับพื้นดินแดงๆ ถลอกเป็นปื้น แดงเถือกไปหมด ทั้งเจ็บทั้งแสบปนกันไปหมดเลยวันนั้น พ่อก็บ่นๆ ว่าไม่ระวังกันทั้งคู่เลย ต้องไปหายามาทา

ชนิดของแผลมี 6 ประเภทหลัก ที่จำแนกตามกลไกที่ได้รับบาดเจ็บ ดังนี้:

  • แผลตัด (Incision/Cut wound): บาดแผลเกิดจากของมีคม เช่น มีด
  • แผลฟกช้ำ (Contusion/Bruise): บาดแผลปิด เกิดจากการกระแทก ไม่มีรอยฉีกขาดของผิวหนัง
  • แผลถลอก (Abrasion wound): เกิดจากการที่ผิวหนังถูกครูดไถไปกับพื้นผิวที่หยาบ
  • แผลถูกของแหลมทิ่มแทง (Puncture wound): บาดแผลเกิดจากวัตถุปลายแหลมแทงทะลุผิวหนัง
  • แผลฉีกขาด (Laceration wound): บาดแผลมีลักษณะขอบไม่เรียบ เนื้อเยื่อถูกฉีกขาด
  • แผลทะลุทะลวง (Penetration wound): บาดแผลลึกทะลุเข้าไปในช่องว่างหรืออวัยวะภายในของร่างกาย

การผ่าตัดแบบ Open Surgery คืออะไร

การผ่าตัดแบบ Open Surgery หรือที่เรียกกันว่า การผ่าตัดเปิด เป็นเทคนิคพื้นฐานในศัลยกรรมที่ศัลยแพทย์ทำการกรีดเปิดผิวหนังและเนื้อเยื่อลงไปจนสามารถมองเห็นอวัยวะภายในที่ต้องการรักษาได้โดยตรง นี่คือการเข้าถึงปัญหาแบบตรงไปตรงมา ใช้สายตาและมือในการจัดการโดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์ตัวกลางมากมายเลยนะ

ลักษณะสำคัญคือการมี แผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต่อการเข้าถึงและการทำงานในบริเวณนั้น ศัลยแพทย์ต้องการพื้นที่กว้างขวางเพื่อความชัดเจนและแม่นยำสูงสุด ทำให้การผ่าตัดประเภทนี้มักใช้ในกรณีที่มีความซับซ้อนสูง หรือต้องการการสำรวจแก้ไขที่ละเอียด

แน่นอนว่าแผลที่ใหญ่กว่า ย่อมหมายถึง การฟื้นตัวที่ยาวนานกว่า และ ระยะเวลาที่ต้องพักในโรงพยาบาลนานกว่า การผ่าตัดแบบแผลเล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามธรรมชาติของการรุกรานร่างกายเพื่อการรักษา

ประเด็นสำคัญ:

  • การมองเห็นโดยตรง: ศัลยแพทย์สามารถ เห็น และ สัมผัส อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน ช่วยให้การวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาทำได้อย่างละเอียดแม่นยำในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
  • ความยืดหยุ่นสูง: มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนแผนการผ่าตัดได้ทันที หากพบปัญหาที่ไม่คาดคิดระหว่างการดำเนินการ ถือเป็นข้อดีอย่างมากในการจัดการกับเคสที่ไม่สามารถประเมินได้ครบถ้วนก่อนผ่าตัด
  • ยังคงจำเป็น: แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า การผ่าตัดเปิดยังคงเป็น มาตรฐานทองคำ หรือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในหลายกรณี เช่น การผ่าตัด เนื้องอกขนาดใหญ่ ที่ต้องเอาออกทั้งก้อน การผ่าตัด ซ่อมแซมอวัยวะภายในที่เสียหายรุนแรงจากการบาดเจ็บ หรือการผ่าตัดที่ต้องการ การเลาะและสำรวจพื้นที่กว้างขวาง
  • ความเจ็บปวดและการพักฟื้น: โดยธรรมชาติแล้ว ความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดมักจะมากกว่า และ ระยะเวลาในการพักฟื้นร่างกายมักจะนานกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดด้วยเทคนิคการส่องกล้องหรือแผลเล็ก ซึ่งเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อการเข้าถึงที่สมบูรณ์แบบ
  • ความเสี่ยงจากการติดเชื้อ: มีโอกาสเกิด การติดเชื้อที่แผลผ่าตัดสูงกว่า และมี โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผลใหญ่ ได้ง่ายกว่า เช่น แผลแยก หรือเกิดพังผืดเยอะกว่า

จะเห็นว่ามันคือการตัดสินใจที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเข้าถึงที่สมบูรณ์แบบกับผลกระทบต่อร่างกาย การเลือกใช้เทคนิคใดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายจริงๆ นะ.