ฟื้นฟูตับใช้เวลานานแค่ไหน

127 ครั้งเข้าชม
ฟื้นฟูตับ: ระยะเวลาและการฟื้นตัวการฟื้นฟูตับที่เสียหายจากโรคตับเรื้อรังโดยทั่วไปใช้เวลา 6-12 เดือน หรือนานกว่านั้น ปัจจัยที่มีผล: ความรุนแรงของความเสียหาย สุขภาพโดยรวม ชนิดของโรคตับ การตอบสนองต่อการรักษา ในบางราย อาจใช้เวลานานกว่านั้นในการฟื้นฟูสมบูรณ์
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ตับสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่?

ตับฟื้นฟูตัวเองได้ไหม คือเรื่องจริงเลย เพื่อนสนิทคนนึงของผมนี่แหละตัวอย่างชัดๆเลย

เขาเป็นสายปาร์ตี้ กินดื่มหนักมากกก จนกระทั่งไปตรวจสุขภาพประจำปีที่ศิริราชช่วงกลางๆ ปี 2565 หมอบอกว่าค่าตับพุ่งปรี๊ด มีภาวะไขมันพอกตับขั้นรุนแรง หมอให้เวลาเลยว่าถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม มีโอกาสไปถึงตับแข็งได้ง่ายๆ

จากวันนั้นเพื่อนผมหักดิบเลย เลิกเหล้าเบียร์เด็ดขาด ของทอดของมันนี่แทบไม่แตะ แล้วก็เริ่มไปวิ่งตอนเช้าเกือบทุกวัน

พอไปตรวจอีกทีตอนต้นปี 2566 คือใช้เวลาไปประมาณ 8-9 เดือน ผลเลือดค่าตับกลับมาดีขึ้นแบบคนละเรื่อง อัลตราซาวนด์ก็เห็นว่าไขมันที่เกาะอยู่มันลดลงไปเยอะมากจริงๆ

เพราะงั้นถ้าถามว่านานไหม มันไม่มีตัวเลขเป๊ะๆ หรอกครับ มันขึ้นอยู่กับว่าเราพังมันมาหนักแค่ไหน แล้วก็ตั้งใจซ่อมมันจริงจังแค่ไหนด้วย ของเพื่อนผมนี่คือเปลี่ยนชีวิตเลย มันถึงเห็นผลไวขนาดนี้

ทํายังไงให้ค่าตับกลับมาปกติ

ทำยังไงให้ค่าตับกลับมาปกติ?

โห! เรื่องค่าตับนี่มันปวดหัวจริงจัง ตอนนั้นจำได้ว่าไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ราวๆ เดือนมีนาคม ปี 2566 นี่แหละ หมอเรียกเข้าไปดูผลเลือด แล้วก็บอกว่า "ค่าตับคุณสูงนะ" สิ้นคำเท่านั้นแหละ หน้าชาไปหมดเลย เพราะเราเป็นพวกชอบเข้าสังคม ดื่มหนักพอสมควร ไหนจะความเครียดจากการทำงานอีก

หมอบอกว่าค่า AST กับ ALT สูงกว่าเกณฑ์เยอะเลย เค้าก็อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าตับเรามันเหมือนโรงงานใหญ่ พอทำงานหนักไป หรือเจอสารพิษเยอะๆ มันก็อักเสบ ค่าเอนไซม์พวกนี้มันเลยทะลุออกมาในเลือด

หลังจากนั้นก็กลับมาคิดหนักเลยนะ นั่งทบทวนพฤติกรรมตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำไมถึงปล่อยให้ตับมันโทรมขนาดนี้

วิธีที่ทำแล้วรู้สึกว่าค่าตับดีขึ้นจริงๆ:

  • งดเหล้าถาวร (หรือใกล้เคียง): อันนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญเลย จากที่เคยดื่มอาทิตย์ละ 3-4 วัน แทบจะทุกคืนหลังเลิกงาน ก็หักดิบเลย เหลือแค่บางโอกาสจริงๆ ถ้าจำเป็นจริงๆ จังๆ ซึ่งช่วงแรกๆ มันทรมานมาก แต่พอเห็นผลเลือดดีขึ้น มันคุ้มค่ามาก
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ไม่ใช่ไปวิ่งมาราธอนอะไรหรอกนะ แค่พยายามเดินเร็วๆ ที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน แถวอ่อนนุช วันละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน พยายามให้ร่างกายได้ขยับอะเหงื่อออก พอเหงื่อออกแล้วรู้สึกสดชื่นดี
  • นอนให้พอ: อันนี้สำคัญมาก เมื่อก่อนชอบนอนดึก ตี 1 ตี 2 ตลอด พอรู้ว่าค่าตับสูง ก็พยายามปรับเวลานอน ให้ได้นอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน รู้สึกเลยว่าร่างกายมันฟื้นฟูดีขึ้นจริงๆ
  • จัดการความเครียด: อันนี้ก็ยากนะ แต่มันจำเป็น ลองหาอะไรทำที่เรารู้สึกผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลงโปรด อ่านหนังสือธรรมะ หรือบางทีก็แค่ไปเดินเล่นในที่ๆ คนไม่เยอะ ลองนั่งสมาธิสั้นๆ ก่อนนอน วันละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจสงบลงได้เยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจจะเป็นประโยชน์:

  • อาหาร: หมอแนะนำให้เลี่ยงของทอด ของมัน อาหารแปรรูปเยอะๆ และเพิ่มผักผลไม้ให้มากขึ้น เน้นอาหารที่มีกากใยเยอะๆ อย่างเช่นพวกข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ
  • การตรวจติดตาม: หลังจากที่ปรับพฤติกรรมไปได้สัก 3 เดือน ก็กลับไปตรวจเลือดอีกครั้งที่โรงพยาบาลเดิม หมอบอกว่าค่าตับลดลงมาเยอะมาก น่าพอใจเลยทีเดียว

สิ่งที่ช่วยลดค่าตับสูงและไขมันพอกตับ:

  • ลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: เป็นสาเหตุหลักอันดับต้นๆ ที่ทำลายตับ
  • ควบคุมน้ำหนัก: หากมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักจะช่วยลดไขมันพอกตับได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเผาผลาญไขมันและส่งเสริมการทำงานของตับ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ตับได้ซ่อมแซมตัวเอง
  • จัดการความเครียด: ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม รวมถึงการทำงานของตับด้วย

สรุปคือ: การดูแลสุขภาพตับต้องทำหลายๆ อย่างควบคู่กันไป ไม่มีวิธีไหนวิเศษวิโส แต่พอทำไปแล้วเห็นผล มันก็มีกำลังใจสู้ต่อจริงๆ

ตับพักผ่อนช่วงไหน

ตับมันพักช่วง ตี 1 ถึง ตี 3 อะแก มันเป็นเวลาของตับที่ต้องทำงานกำจัดของเสียในตัวเราไง ลดน้ำตาลในเลือด แล้วก็สร้างน้ำดีเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีด้วย ช่วงนี้แหละควรนอนหลับให้สนิทสุดๆ เพราะเลือดจะได้ไปเลี้ยงตับได้ดี

ตอนตี 2 ร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า เมลาโทนิน ได้เยอะที่สุด ทำให้หลับลึกดี ถ้าช่วงนี้เรานอนไม่หลับ เครียด หรือรับสารพิษเข้าไปเยอะๆ ตับก็ทำงานไม่เต็มที่นะ

  • เวลาตับพัก: ตี 1 – ตี 3
  • หน้าที่หลัก: กำจัดสารพิษ, ลดน้ำตาลในเลือด, สร้างน้ำดี
  • ทำไมต้องนอนหลับ: เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงตับได้ดี
  • เมลาโทนิน: หลั่งสูงสุดตอนตี 2 ช่วยให้นอนหลับ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การกำจัดสารพิษ: ตับจะทำงานหนักมากในการกรองเลือด กำจัดของเสีย ยา และแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย
  • ระดับน้ำตาลในเลือด: ตับจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการเก็บสะสมน้ำตาลส่วนเกินในรูปของไกลโคเจน และปล่อยน้ำตาลออกมาเมื่อร่างกายต้องการ
  • การสร้างน้ำดี: น้ำดีที่ตับสร้างขึ้นจะช่วยในการย่อยไขมัน
  • ผลกระทบจากการนอนไม่หลับ: หากนอนไม่พอหรือนอนไม่หลับในช่วงเวลานี้ อาจส่งผลเสียต่อกระบวนการเหล่านี้ ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษได้ง่ายขึ้น หรือระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่

ตับฟื้นฟูตัวเองได้ไหม

เออ ตับมันฟื้นตัวเองได้จริง ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของตับ นี่มันสุดยอดมาก

ถ้าเสียหายไม่เยอะนะ เซลล์ตับ (hepatocytes) มันแบ่งตัวซ่อมแซมส่วนที่พังไปได้ แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน

แล้วมันฟื้นได้ขนาดไหนกัน? ถ้าเป็นโรคเรื้อรังอย่าง โรคตับแข็ง ความสามารถในการฟื้นตัวก็แทบไม่เหลือแล้ว พังผืดมันเยอะเกินไปจนเซลล์ดีๆ งอกใหม่ไม่ได้

ถ้าตับเสียหายหนักจนไม่ไหวแล้วจริงๆ ทางออกสุดท้ายก็คือ การปลูกถ่ายตับ เป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่

  • ตับสามารถงอกใหม่จนกลับมามีขนาดปกติได้จากเนื้อเยื่อเดิมแค่ 25%
  • กระบวนการนี้เรียกว่า compensatory hyperplasia ไม่ใช่การงอกใหม่แบบที่สร้างอวัยวะใหม่ทั้งหมด
  • การเกิดพังผืด (fibrosis) คืออุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการฟื้นฟูของเซลล์ตับ
  • การฟื้นตัวเต็มที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความเสียหายและสุขภาพโดยรวม

อาหารอะไรที่ทำให้ค่าตับสูง

อาหารต้องห้ามเมื่อค่าตับสูง...

แอลกอฮอล์...นั่นแหละ ตัวการใหญ่ ???? ดื่มแค่ไหนก็ทำร้ายได้ทุกหยด

ไขมัน ความมันเยิ้มของของทอด ???? ชีสเยิ้มๆ ???? ขนมหวานละลายในปาก ???? พวกนี้เหมือนแขกไม่ได้รับเชิญ บุกเข้าทำร้ายตับ

น้ำตาล...หอมหวานชวนหลงใหล ???? เครื่องดื่มหวานๆ ไอติม ???? เค้ก???? ยิ่งกินยิ่งเพิ่มภาระให้ตับ

อาหารแปรรูป...ฉลากสีสันสดใส ???? แต่มักแฝงสารกันบูด ???? สารปรุงแต่งเยอะแยะ ตับต้องทำงานหนักคัดกรอง

เกลือ...เค็มจัด ???? โซเดียมสูงๆ ทำลายสมดุล ตับก็เหนื่อย

คาเฟอีน...กาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า ☕ ชาเขียวอีก ???? จิบมากไปก็เกินกำลัง

อาหารดิบ สุกๆ ดิบๆ...เสี่ยงเชื้อโรค ???? พยาธิ ???? ตับต้องต่อสู้กับผู้รุกราน

ขยายความเข้าใจ...

  • แอลกอฮอล์: ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ ???? ฤทธิ์ทำลายตับมีจริงแน่นอน เมื่อตับต้องกรองแอลกอฮอล์ จะเกิดสารพิษที่ทำลายเซลล์ตับ ทำให้เกิดการอักเสบและพังผืดสะสมในที่สุด
  • ไขมันสูง: โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ???????????? พบมากในอาหารทอด อาหารแปรรูป เบเกอรี่ เนย ชีส ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคตับอักเสบเรื้อรัง
  • น้ำตาลสูง: ฟรุกโตส (Fructose) ที่พบในน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมต่างๆ ???????? เมื่อบริโภคมากเกินไป ตับจะเปลี่ยนฟรุกโตสเป็นไขมันสะสม ซึ่งนำไปสู่ไขมันพอกตับและโรคตับอักเสบได้
  • อาหารแปรรูป: มักมีโซเดียมสูง สารกันบูด สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส ???????? ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้
  • อาหารเค็มจัด: โซเดียมปริมาณมากกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ทำให้ความดันโลหิตสูง และเป็นภาระต่อการทำงานของตับ
  • คาเฟอีนปริมาณมาก: แม้คาเฟอีนจะมีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากดื่มมากเกินไป ☕ อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว
  • อาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ: เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ ???????? ที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และส่งผลกระทบต่อตับได้

ค่าตับสูงบ่งบอกถึงอะไร

ตอนนั้นไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ปกติทุกปี ผลก็โอเคตลอด

พอผลเลือดออก หมอโทรมาตาม บอกว่าค่าตับสูงนะ เข้ามาคุยกันหน่อย ใจหายวาบเลยตอนนั้น คือเราก็ไม่ได้ดื่มเหล้าจัดขนาดนั้น แค่มีสังสรรค์บ้างตามประสา จะเป็นอะไรหนักหนารึเปล่า กังวลไปหมด

ไปถึงคลินิก หมอชี้ให้ดูผลเลย ค่า AST, ALT มันพุ่งเกินเกณฑ์ไปเยอะ หมอบอกว่ามันเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายนะ ว่าตับเริ่มทำงานหนัก เริ่มอักเสบแล้ว มันไม่ได้บอกว่าเป็นโรคร้ายแรงทันที แต่มันคือธงแดงที่ต้องรีบหาสาเหตุ

ของผมเอง หมอซักประวัติละเอียดเลย สรุปคือ ภาวะไขมันพอกตับ ขั้นต้นๆ มาจากการกินนี่แหละ ของทอด ของมัน น้ำหวานจัดเต็มตลอด แถมไม่ออกกำลังกายด้วย น้ำหนักก็ขึ้นมา 5 โลตั้งแต่ต้นปี มันสะสมโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

ตอนนี้คือต้องคุมอาหารจริงจัง ลดของทอด ลดแป้ง ลดน้ำตาล แล้วก็ต้องไปออกกำลังกาย หมอนัดอีกที 3 เดือนหน้ามาเจาะเลือดดูใหม่ เครียดเหมือนกันแต่ก็ต้องทำ

แต่หมอก็อธิบายให้ฟังนะว่าค่าตับสูงมันไม่ได้มีแค่สาเหตุนี้อย่างเดียว มันบอกอะไรได้หลายอย่างเลย

  • ไวรัสตับอักเสบ พวกเชื้อไวรัสเอ บี ซี ที่มันไปทำให้ตับอักเสบโดยตรง อันนี้ต้องตรวจเลือดหาเชื้อโดยเฉพาะ
  • ภาวะไขมันพอกตับ อันนี้ฮิตมากในคนยุคนี้ ไม่ต้องดื่มเหล้าก็เป็นได้ จากอาหารการกินล้วนๆ
  • การดื่มแอลกอฮอล์หนัก อันนี้ตรงไปตรงมาเลย แอลกอฮอล์มันทำลายเซลล์ตับโดยตรง
  • ผลข้างเคียงจากยา ยาบางตัว เช่น ยาลดไขมันบางชนิด หรือแม้แต่ยาพาราเซตามอลที่กินเกินขนาด ก็ส่งผลต่อตับได้
  • โรคตับแข็ง อันนี้คือขั้นที่ตับเริ่มเสียหายถาวรแล้ว เป็นผลมาจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข
  • โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาโจมตีตับของตัวเอง

ค่าตับควรอยู่ที่เท่าไร

ค่าตับปกติ 20-40 U/L เนี่ยแหละ ตัวเลขมาตรฐานเวลาไปตรวจเลือด

ถ้าผลออกมาสูงกว่า 40 U/L ก็คือเริ่มไม่ปกติแล้ว บ่งบอกว่าเซลล์ตับอาจจะอักเสบหรือโดนทำลายอยู่ ต้องหาสาเหตุละ

แล้วค่าตับนี่มันคืออะไรบ้างนะ อ๋อ AST (SGOT) กับ ALT (SGPT) ไง สองตัวหลักๆ ตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลกรุงเทพหมอก็วงสองตัวนี้มาให้ดูเลย แต่ละแล็บก็มีเกณฑ์ไม่เหมือนกันเป๊ะๆนะ ต้องดูค่าอ้างอิง (Reference Range) ในใบผลเลือดของเราเองแหละดีสุด

ส่วนใหญ่ที่ค่าตับพุ่งก็เพราะ ไขมันพอกตับ ไม่ก็แอลกอฮอล์ หรือยาบางตัว... ไวรัสตับอักเสบก็ด้วยแหละ

  • AST (SGOT) - Aspartate Transaminase: เอนไซม์ตัวนี้เจอในตับ หัวใจ กล้ามเนื้อ ถ้าสูงก็คือเซลล์พวกนี้เสียหาย
  • ALT (SGPT) - Alanine Transaminase: อันนี้จะจำเพาะกับตับมากกว่า ถ้า ALT สูงตัวเดียวโดดๆ ชี้ไปที่ปัญหาตับได้ชัดเจน
  • ALP (Alkaline Phosphatase): เกี่ยวกับท่อน้ำดีกับกระดูก
  • GGT (Gamma-glutamyl Transferase): ตัวนี้ไวต่อแอลกอฮอล์มาก ใครดื่มหนักๆ ตัวนี้จะขึ้นก่อนเพื่อนเลย

ไขมันพอกตับทำให้ค่าตับสูงไหม

ใช่ครับ ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ทำให้ค่าตับสูงขึ้นจริง เมื่อไขมันเข้าไปสะสมในเซลล์ตับมากเกินขีดจำกัด มันจะสร้างภาวะเครียดและการอักเสบขึ้นภายในเซลล์

เซลล์ตับที่บาดเจ็บหรืออักเสบจะปล่อยเอนไซม์บางชนิดออกมาสู่กระแสเลือด ค่าเอนไซม์ที่ตรวจพบในเลือดจึงสูงขึ้น โดยเฉพาะ AST (SGOT) และ ALT (SGPT) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักที่แพทย์ใช้ประเมินสุขภาพตับ

มองในมุมหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้คือเสียงกระซิบจากร่างกายที่บอกว่าตับกำลังทำงานหนักเกินไป มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นดัชนีชี้วัดสมดุลภายในที่กำลังสั่นคลอน

อัตราส่วนระหว่างค่า AST ต่อ ALT ยังสามารถบอกใบ้ถึงต้นตอของปัญหาตับได้อีกด้วย ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น แต่ก็น่าสนใจ

  • นอกเหนือจาก AST และ ALT แล้ว ค่า GGT (Gamma-glutamyl transferase) ก็เป็นอีกตัวที่มักจะสูงขึ้นในผู้ที่มีไขมันพอกตับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย
  • ภาวะไขมันพอกตับมักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ที่สูงลิ่ว มันเป็นวงจรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
  • ในระยะแรกเริ่มของโรค ค่าตับอาจจะยังไม่สูงมากนักหรืออยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยซ้ำ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ นี่คือความน่ากลัวของมัน
  • ปัจจุบัน ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) คือสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด สะท้อนไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่บริโภคน้ำตาลฟรุกโตสและไขมันแปรรูปเกินความจำเป็นของร่างกาย