ยาฆ่าเชื้อต้องเก็บไว้ในตู้เย็นไหม

58 ครั้งเข้าชม
เก็บยาฆ่าเชื้ออย่างไรให้ได้ผล? ยาผงผสมน้ำ (เด็ก): หลังผสมแล้วใช้ภายใน 7 วัน เก็บในตู้เย็น (ชั้นล่างช่องแช่แข็ง) ห้ามแช่แข็ง ยาอื่นๆ: ควรอ่านฉลากยา ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น เว้นแต่ระบุไว้บนฉลาก ข้อควรระวัง: การเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้องอาจลดประสิทธิภาพยา เสมอตรวจสอบฉลากยาเป็นหลัก หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาเภสัชกร
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ยาฆ่าเชื้อต้องเก็บในตู้เย็นหรือไม่?

เรื่องยาฆ่าเชื้อนี่นะ จำได้ตอนลูกเล็กๆ ประมาณปี 2560 หมอสั่งยาแก้หวัดมาให้ เป็นยาผง ต้องผสมน้ำ บนฉลากเขียนว่า หลังผสมแล้วใช้ได้แค่ 7 วัน แล้วก็บอกว่าเก็บในตู้เย็น แต่ไม่ใช่ช่องฟรีซนะ ชั้นวางธรรมดานั่นแหละ ฉันก็เลยเก็บอย่างนั้นแหละ กลัวเสีย จริงๆ แล้วนะ กล่องยาเขียนเล็กมากอ่านยากจริงๆ ตาฉันเริ่มไม่ค่อยดีแล้วด้วย

ครั้งนั้น ฉันซื้อยาที่ร้านขายยาแถวบ้าน จำราคาไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่แพงมากหรอก ไม่ถึงร้อยแน่ๆ สำคัญคือ มันต้องเก็บเย็น ไม่งั้นเสียแน่ๆ นี่คือประสบการณ์ตรงเลยนะ เพราะฉันเคยลืมเก็บ แล้วมันเสีย กลิ่นเปลี่ยน ลูกก็ไม่ยอมกิน เสียดายยาจัง เลยจำได้แม่นเลย เรื่องเก็บยา สำคัญมากๆ

สรุปง่ายๆ เลยนะ ยาฆ่าเชื้อเด็กแบบผงผสมน้ำ หลังผสมแล้ว เก็บตู้เย็น อย่าเอาไปแช่แข็ง ใช้ไม่เกิน 7 วัน หมดอายุก็ทิ้งไป อย่าเสียดาย สุขภาพลูกสำคัญกว่า ฉันเคยประสบมาแล้ว เรื่องนี้จริงจัง อย่าชะล่าใจเด็ดขาด

ทำไมยาต้องเก็บในตู้เย็น

โอ๊ย! เรื่องเก็บยาในตู้เย็นนี่เคยพลาดมาแล้ว ตอนนั้นอยู่คอนโดแถวลาดพร้าว แอร์เสียไปสองวัน ยาแก้แพ้ที่หมอให้มา กินแล้วง่วงโคตรๆ อ่ะ วางไว้หัวเตียง กลับมาอีกทีสีมันแปลกๆ เลยทิ้งเลย เสียดายมาก

คือจริงๆแล้วยาที่ต้องแช่เย็นอะ ส่วนใหญ่เค้าจะเขียนบอกไว้ข้างกล่องแหละ แต่บางทีเราก็ลืมอ่านไง! พวกยาอินซูลิน ยาหยอดตาบางชนิด หรือพวกวัคซีนนี่ต้องแช่เย็นแน่นอน

  • ทำไมต้องแช่? อุณหภูมิสูงมันทำให้ยาเสื่อมเร็วขึ้น ยิ่งเมืองไทยร้อนๆ ยิ่งต้องระวัง
  • ต้องแช่ตรงไหน? ช่องธรรมดาในตู้เย็น (2-8 องศา) ห้ามแช่แข็งเด็ดขาด!
  • ยาอะไรบ้างที่ต้องแช่ (เท่าที่นึกออกนะ)? อินซูลิน, ยาหยอดตาบางตัว, วัคซีน (อันนี้หมอจะบอกเอง), ยาเหน็บ (ถ้าอากาศร้อนจัด), พวกยาชีววัตถุ (พวกนี้ sensitive กับอุณหภูมิมาก)
  • ยาที่ไม่ต้องแช่ทำไง? เก็บให้พ้นแสงแดดและความร้อน เก็บในที่แห้ง ไม่อับชื้น พวกยาเม็ด ยาน้ำส่วนใหญ่เก็บในอุณหภูมิห้องได้ (ประมาณ 25-30 องศา) แต่ก็อ่านฉลากก่อนนะ!
  • สังเกตยังไงว่ายาเสีย? สีเปลี่ยน, กลิ่นเปลี่ยน, เนื้อยาเปลี่ยน (เช่น ยาครีมจับตัวเป็นก้อน), เม็ดยาแตกหัก
  • ปีนี้ร้อนกว่าเดิมอีก ระวังยาเสื่อมสภาพกันด้วยนะทุกคน!

ยาปฏิชีวนะ กับยาฆ่าเชื้อ ต่างกันอย่างไร?

อ้าววว! คิดว่ายาฆ่าเชื้อกับยาปฏิชีวนะเป็นของคู่กันใช่มั้ย? ผิดถนัด! เหมือนคิดว่า "แฟน" กับ "สามี" มันเหมือนกันเป๊ะเลยอ่ะ (ฮาาาา)

จริงๆ แล้วนะ...

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic): นี่แหละตัวจริง! เน้นจัดการเฉพาะแบคทีเรีย คิดง่ายๆ ว่าเป็น "มือปราบแบคทีเรีย" เชื้อแบคทีเรียเจอเข้าไปก็ตัวลีบ แต่ถ้าเจอไวรัส มันก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนเอาปืนใหญ่ไปยิงนก เปลืองกระสุนเปล่าๆ ปีนี้มีข่าวว่าแบคทีเรียดื้อยาเยอะขึ้นนะ (นี่แหละปัญหาโลกแตก!)

  • ยาฆ่าเชื้อ (Antiseptic/Disinfectant): อันนี้ฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส รา ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ใช้ภายนอกนะ อย่างพวกแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ ลองนึกภาพว่าเป็น "สารพัดประโยชน์" ใช้ได้สารพัด แต่ไม่ใช่ว่าจะเอาไปฉีดเข้าเส้นเลือดได้นะ ระวัง! เหมือนใช้มีดคัตเตอร์หั่นแตงโมกับใช้หั่นเนื้อ คนละวิธีเลย

สรุปง่ายๆ คือ ยาปฏิชีวนะเจาะจงเฉพาะแบคทีเรีย ส่วนยาฆ่าเชื้อกว้างกว่า แต่ใช้ภายนอก ไม่ใช่กินเข้าไป ถ้าเข้าใจผิด ไปหาหมอดีกว่า อย่ามั่วกินยาเอง เดี๋ยวจะยิ่งแย่ เหมือนใช้แป้งเปียกทาแผลไฟไหม้ (อุ๊ย! อันตราย!)

เพิ่มเติมเล็กน้อย เรื่องแบคทีเรียดื้อยา เป็นปัญหาใหญ่ของโลกปีนี้ หลายๆประเทศกำลังวิจัยหาทางแก้ไข อย่างที่ผมอ่านเจอในวารสารทางการแพทย์เมื่อเดือนที่แล้ว (ชื่อวารสารขอไม่เอ่ยถึงนะ กลัวคนอื่นหาว่าโม้!)

อาการแบบไหนถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ?

อาการที่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ คืออาการที่แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ทุกอาการป่วยที่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ บางครั้งร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อได้เอง การใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่จำเป็นยังส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวได้ด้วยนะครับ คิดแบบนี้สิครับ เหมือนการต่อสู้ระหว่างกองทัพเราและศัตรู บางครั้งกองทัพเราแข็งแกร่งพอที่จะจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนักเสมอไป

ตัวอย่างอาการที่อาจต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ (แต่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน):

  • ไข้สูง ร่วมกับอาการอื่น เช่น ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย (ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและความรุนแรง)
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ (จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อ)
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาการเช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีกลิ่นผิดปกติ (ต้องตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยัน)
  • การติดเชื้อในผิวหนัง แผลมีหนอง บวมแดง มีไข้ (ต้องดูลักษณะของแผลและความรุนแรง)
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน)

การใช้ยาฆ่าเชื้อต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น อย่าซื้อหรือทานเองโดยเด็ดขาด การใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้แบคทีเรียดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ผมเคยทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปี 2566 พบว่าปัญหาการดื้อยาเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก ดังนั้น การใช้ยาอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมากครับ