ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีตอนไหน

93 ครั้งเข้าชม
ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีที่สุดเมื่อได้รับวิตามินดีเพียงพอ โดยเฉพาะช่วงเช้าที่ผิวหนังได้รับแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีตามธรรมชาติในร่างกาย การบริโภคอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมร่วมกับอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ปลาไขมัน หรืออาจพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้อย่างเหมาะสม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

คำถาม? ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีที่สุดตอนไหน

เพิ่งไปตรวจสุขภาพมาเมื่อเดือนมีนาที่คลินิกแถวลาดพร้าว ผลออกมาว่ากระดูกเราเริ่มบางนิดๆ หมอเลยสั่งแคลเซียมมาให้กิน ตอนแรกก็กินมั่วๆ ไปเลย นึกจะกินตอนไหนก็กิน

แต่พอกลับไปอ่านๆ ดู เออ มันต้องมีวิตามินดีด้วยนี่หว่า ไม่งั้นกินไปก็เหมือนเททิ้ง ร่างกายเอาไปใช้ไม่ได้เต็มที่เลย ตัววิตามินดีนี่แหละเป็นเหมือนกุญแจเปิดประตูให้แคลเซียมเข้ากระดูกเรา

หลังๆ มานี่เลยเปลี่ยนวิธีกินใหม่หมดเลย ตื่นมาตอนเช้าปุ๊บ กินแคลเซียมเม็ดนั้นพร้อมอาหารเช้า แล้วก็ออกไปเดินรับแดดอ่อนๆ หน้าบ้านซัก 7-8 โมงเช้า รู้สึกดีกว่าเดิมเยอะเลย วันไหนทำกับข้าวเองก็จะเน้นพวกปลาแซลมอน มันมีวิตามินดีเยอะดี

มันไม่ใช่แค่ว่ากินแคลเซียมตอนไหนดีสุด แต่มันคือการจัดเซ็ตให้ถูกคู่มากกว่า ให้แคลเซียมกับวิตามินดีมันเจอกันถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ นี่แหละเวิร์คสุดแล้วสำหรับผม

จะรู้ได้ไงว่าขาดแคลเซียม

ตอนนั้นปี 2018 แถวๆ ปลายปีมั้งนะ จำได้ว่ากำลังจะสอบปลายภาค วิชาชีวะที่มหา'ลัย แล้วอยู่ดีๆ ก็นั่งๆ อยู่แล้วรู้สึก เวียนหัว แบบจะล้มอ่ะ นึกว่าอดนอน แต่หลังจากนั้นก็เริ่ม เป็นตะคริว บ่อยมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ขาเนี่ย ตื่นมาเจ็บปวดทรมานสุดๆ แล้วมือกับเท้าก็เริ่ม ชา แปลกๆ เหมือนเส้นมันโดนกดตลอดเวลา

ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมากไง คิดว่าคงเป็นเพราะพักผ่อนน้อย เรียนหนัก แต่พอเริ่ม ทรงตัวลำบาก เวลาเดินเร็วๆ หรือก้าวบันไดเร็วๆ ก็เริ่มเอะใจแล้ว พอไปหาหมอ หมอตรวจเลือด แล้วบอกว่า แคลเซียมต่ำ โอ้ยยยย ตกใจเลย! ไม่คิดว่าไอ้พวกอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้าม มันจะเชื่อมโยงกันหมด

หมอบอกว่าถ้าปล่อยไว้นานๆ กระดูกจะเปราะ ทำให้เสี่ยงต่อการแตกหักง่าย ถึงแม้จะยังไม่เห็นผลชัดเจนในตอนนั้น แต่ก็ไม่อยากให้มันลุกลามไปมากกว่านี้ หมอเลยให้ยาเสริมแคลเซียม แล้วก็แนะนำเรื่องอาหารการกินด้วย

  • อาการที่เจอ: เวียนหัว, เป็นตะคริวบ่อย, ชาปลายมือปลายเท้า, ทรงตัวลำบาก
  • สาเหตุที่หมอแจ้ง: แคลเซียมในเลือดต่ำ
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: กระดูกเปราะ, เสี่ยงต่อการแตกหัก

จริงๆ หมอยังบอกอีกว่า แคลเซียมต่ำ มันส่งผลต่อระบบประสาทด้วยนะ เลยอาจจะทำให้ ความจำไม่ค่อยดี หรือ อารมณ์แปรปรวน ได้ ซึ่งตอนนั้นก็ยอมรับว่ามีช่วงที่รู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ คิดอะไรไม่ค่อยออก เหมือนสมองมันตื้อๆ ไปหมด

  • ผลกระทบอื่นๆ: ปัญหาความจำ, อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย

หลังจากนั้นก็ต้องระวังเรื่องกินมากขึ้น พยายามกินนม กินปลาเล็กปลาน้อยเยอะๆ แล้วก็กินยาตามหมอสั่ง รู้สึกดีขึ้นนะ อาการตะคริวก็ลดลงเยอะ อาการชาก็ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังต้องคอยตรวจเช็คเรื่อยๆ อยู่ดี กลัวว่ามันจะกลับมาอีก

เมื่อระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง ร่างกายจะมีกลไกการปรับตัวอย่างไร

แคลเซียมต่ำ กระตุ้น PTH. PTH ดึงแคลเซียมจากกระดูก. PTH เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมที่ไต. PTH ลดการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ.

แมกนีเซียมต่ำ? PTH ก็ลด. ร่างกายปรับตัวช้า ๆ.

  • การกระตุ้น PTH: เมื่อแคลเซียมในเลือดน้อยกว่าปกติ ร่างกายจะตอบสนองทันทีด้วยการเพิ่มการหลั่ง พาราไทรอยด์ ฮอร์โมน (PTH) จากต่อมพาราไทรอยด์. PTH นี่แหละคือพระเอก.

  • ผลต่อกระดูก: PTH สั่งให้เซลล์ในกระดูก (osteoclasts) ทำงานมากขึ้น. พวกมันจะ "สลาย" แคลเซียมจากเนื้อกระดูก ปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด. กระดูกก็เหมือนคลังสำรอง.

  • ผลต่อไต: ที่ไต PTH จะทำหน้าที่สองอย่าง. หนึ่งคือ เพิ่มการดูดกลับแคลเซียม ที่กรองออกมา ทำให้แคลเซียมกลับเข้าสู่เลือด. สองคือ ลดการขับแคลเซียม ผ่านทางปัสสาวะ. ก็คือพยายาม "กัก" แคลเซียมไว้ให้มากที่สุด.

  • ผลต่อวิตามินดี: PTH ยังกระตุ้นไตให้เปลี่ยน วิตามินดี ให้อยู่ในรูปที่ ออกฤทธิ์ได้เต็มที่ (active form). วิตามินดีที่ออกฤทธิ์นี้จะไปช่วย เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม จากอาหารในลำไส้เล็ก. ปิดเกมครบวงจร.

  • แมกนีเซียม: ถ้าแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ร่างกายจะ "เพี้ยน" การหลั่ง PTH จะ "วืดวาด". แมกนีเซียมมีผลโดยตรงต่อ "สัญญาณ" ที่ทำให้ PTH ถูกปล่อยออกมา. มันสำคัญกว่าที่เราคิด.

สรุปสั้น ๆ: แคลเซียมต่ำ = PTH พุ่ง. PTH = ดูดแคลเซียมจากกระดูก, กักแคลเซียมที่ไต, สร้างวิตามินดีที่ทำงานได้. แมกนีเซียมคือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการหลั่ง PTH.

กินแคลเซียมห้ามกินคู่กับอะไร

โอ้โห! เรื่องแคลเซียมเนี่ยนะ กินผิดคู่แล้วมันจะไปกวนตีนยาอื่นเค้าเลยเชียว!

ห้ามยุ่งกับเจ้านี่เด็ดขาด!

  • ยาปฏิชีวนะ/ยาฆ่าเชื้อ (กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน, เตตร้าไซคลิน): แคลเซียมมันชอบไปเกาะกินกับยาพวกนี้ ทำให้ยาดูดซึมไม่เข้าเป้า! เหมือนคนขี้เหนียวกินข้าวกับเพื่อน แล้วก็กั๊กข้าวไว้กินคนเดียวจนเพื่อนอิ่ม! กินแคลเซียมแล้วต้องเว้นวรรคให้ยาอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ไม่งั้นยาเสียของ!
  • ยาลดความดัน (บางกลุ่ม, calcium channel blockers): พวกนี้ก็โดนแคลเซียมชงเอง! แคลเซียมมันไปยุ่งกับยา ก็เลยทำงานได้ไม่เต็มที่
  • ฮอร์โมนไทรอยด์สังเคราะห์: เหมือนแคลเซียมจะแอบไปสกัดดาวรุ่ง ไม่ให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทำงานได้เต็มที่
  • ยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต: อันนี้ก็เหมือนกัน ยาพวกนี้เน้นเรื่องกระดูก แต่แคลเซียมไปทับเส้น!

กินแคลเซียมยังไงให้รอด?

  • กินพร้อมมื้ออาหาร: อันนี้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น เหมือนมีเพื่อนช่วยดัน!
  • อย่ากินเยอะเกินไปในครั้งเดียว: ร่างกายมันจะอ้วกออกมา! แบ่งกินสัก 500 มก. ต่อครั้ง ก็พอแล้ว
  • กินให้ตรงเวลา: เหมือนนัดบอด กินไม่ตรงเวลาก็อด!

ข้อมูลเพิ่มเติมฉบับชาวบ้าน:

  • แคลเซียมเสริม: ถ้าต้องกินเพราะหมอสั่ง หรือกลัวกระดูกพรุนเหมือนขนมปังปิ้งจนกรอบ ก็ต้องระวังเรื่องการกินคู่กับยาอื่นๆ ให้ดี ไม่งั้นเสียเงินเปล่าแถมหมอก็จะด่าเอา
  • ปริมาณที่แนะนำ: ผู้ใหญ่ทั่วไปต้องการประมาณ 1,000-1,200 มก. ต่อวัน แต่ถ้าเป็นคนสูงอายุ หรือมีโรคกระดูกพรุน ก็อาจจะมากกว่านั้น อันนี้ต้องปรึกษาหมอ!
  • แหล่งแคลเซียมธรรมชาติ: นม, โยเกิร์ต, ชีส, ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก, คะน้า, บรอกโคลีพวกนี้ก็มีแคลเซียมนะ กินให้ครบหมู่จะดีกว่า
  • วิตามินดี: ขาดไม่ได้เลย! วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เหมือนมีสปอนเซอร์มาช่วย! ออกแดดอ่อนๆ ตอนเช้าก็ช่วยได้
  • อย่าไปฟังเขาเล่าว่า: เรื่องแคลเซียมเนี่ย ถ้าไม่แน่ใจอะไร ให้ไปถามหมอหรือเภสัชกรที่ไว้ใจได้เลย ดีกว่าไปลองผิดลองถูกเองนะจ๊ะ!