วิธีการป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ

72 ครั้งเข้าชม
การป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อต่างๆ ทำได้ง่ายๆ เพียงสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัดหรือเมื่อเริ่มมีอาการป่วย เข้ารับวัคซีนป้องกันโรคสำคัญ เช่น โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่เสมอ ปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย และหมั่นล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

เรื่องไอพวกโรคระบบทางเดินหายใจน่ะ มันแบบว่า เฮ้ออ... ช่วงโควิดครั้งแรกๆ นะ ที่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา เดินห้างแถวสยามพารากอนนี่ หายใจแทบไม่ออก อึดอัดสุดๆ แต่ก็ต้องใส่ไง ไม่ใส่ก็โดนมองแปลกๆ จะหาว่าเราไม่รับผิดชอบอีกนะ พอมีอาการหน่อยก็ใส่ๆ ไปเถอะ ไม่รู้สิ มันก็ช่วยได้จริงๆ มั้ง.

ฉีดวัคซีนนี่ ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำไปแล้วนะ ตอนนั้นไปฉีดที่บางซื่อ รอบแรกไข้ขึ้นนิดหน่อย ปวดแขนไปเป็นวันเลย โควิดนี่ฉันฉีดไปหลายเข็มมากเลยนะ ตอนนี้ก็มีฉีดไข้หวัดใหญ่เพิ่มอีก ฉีดไปแล้วรู้สึกสบายใจกว่าเยอะ อย่างน้อยก็กันไว้ก่อนเผื่อเจออะไรแปลกๆ.

ไอหรือจามเนี่ยนะ คือบางทีไปเจอคนในรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงบ่ายสามวันอังคาร ไม่ยอมปิดปากปิดจมูกนี่มันแบบ หงุดหงิดอะ ทำไมไม่ทำกันให้ถูกนะ มันง่ายนิดเดียวเอง แล้วก็พวกเพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ พอใครเป็นหวัดนะ ฉันพยายามจะอยู่ห่างๆ เลย ไม่อยากติดมาด้วย แบบว่ากลัวตัวเองป่วยไปทำงานไม่ไหว.

ล้างมือนี่เป็นเรื่องที่ทำประจำอยู่แล้ว หลังจับอะไรสาธารณะ อย่างจับราวบันไดเลื่อนที่เอ็มควอเทียร์งี้ หรือเปิดประตูห้องน้ำในห้าง ฉันจะรีบล้างเลย มันเหมือนเป็นความเคยชินไปแล้วมั้ง ไม่ล้างแล้วรู้สึกไม่สะอาดนะ ยิ่งเดี๋ยวนี้โลกเรามันมีอะไรแปลกๆ เยอะแยะไปหมด ใครจะไปรู้ว่าไปจับอะไรมาบ้าง.

แนวทางเสริมสร้างและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบหายใจ มีอะไรบ้าง

ชีวิตแขวนบนลมหายใจ การดูแลปอดไม่ใช่ทางเลือก. มันคือการดำรงอยู่

ดูแลปอด: ทางเลือก

  • อาหารบำรุงปอด: ธาตุจำเป็น ร่างกายทำงาน เลือกเอา ผลลัพธ์ปรากฏ

    • วิตามินซี: ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์
    • วิตามินอี: เสริมเกราะเซลล์ บรรเทาอักเสบ
    • โอเมก้า 3: ลดการอักเสบภายในเนื้อเยื่อ
    • กลุ่มแคโรทีนอยด์: เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อ
  • เคลื่อนไหวบริหารปอด: ร่างกายต้องการการใช้งาน ปอดก็เช่นกัน ง่ายๆ แค่นั้น

    • แอโรบิก: วิ่ง ว่ายน้ำ ช่วยเพิ่มความจุอากาศ
    • ฝึกความแข็งแรง: กล้ามเนื้อแข็งแรง สนับสนุนการหายใจ
    • โยคะ / ไทเก๊ก: เน้นควบคุมลมหายใจ เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยน
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลาย: ทางเลือกส่วนตัว ไม่ได้บังคับ ผลลัพธ์ชัดเจน มักตามมาทีหลัง

    • ไม่สูบบุหรี่: สารพิษทำลายโดยตรง ทุกอณู
    • เลี่ยงมลภาวะ: ฝุ่น PM2.5 ควันพิษ ป้องกันดีกว่าแก้ไข
    • งดแอลกอฮอล์เกินควร: ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย
  • นอนหลับพักผ่อนพอ: เวลาซ่อมแซม ฟื้นฟู หากไม่พอ ระบบอ่อนล้า ก็แค่นั้น

    • ระยะเวลา: 7-9 ชั่วโมง คือเกณฑ์ทั่วไปที่ควรได้รับ
    • สภาพแวดล้อม: มืด เงียบ เย็น คือสิ่งจำเป็นต่อคุณภาพ
    • ผลกระทบ: ภูมิคุ้มกันตก ปอดทำงานไม่เต็มที่ตามศักยภาพ
  • ดื่มน้ำให้ปอดชุ่มชื้น: น้ำ คือพื้นฐาน ไม่ซับซ้อน ขาดน้ำก็ไร้ซึ่งความยืดหยุ่น

    • หน้าที่: ช่วยละลายเสมหะ ทำให้ขับออกคล่องตัว
    • ปริมาณ: 8 แก้วต่อวัน คือขั้นต่ำ เพิ่มตามกิจกรรม
    • ผลลัพธ์: ปอดแห้ง เสมหะหนืด ขับออกยาก สร้างปัญหา
  • รักษาปอดให้อบอุ่น: อุณหภูมิ มีผลต่ออวัยวะภายใน ปอดอ่อนไหว ป้องกันไว้เสมอ

    • อากาศเย็น: ปอดทำงานหนักขึ้น เพิ่มโอกาสป่วย
    • การปกป้อง: สวมเสื้อผ้าอุ่น ห่มผ้า คือหลักการ
    • เครื่องดื่ม: น้ำอุ่น ชาอุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
  • หายใจเข้า-ออกแบบลึก: การหายใจ สำคัญกว่าที่คิด แค่ลมเข้าออกก็เปลี่ยนได้ ลองฝึก

    • ประโยชน์: เพิ่มออกซิเจน ขับของเสีย คลื่นสมองสงบ
    • เทคนิค: หายใจด้วยกะบังลม ช้าๆ สม่ำเสมอ
    • ผล: ลดความเครียด เสริมการทำงานของปอดโดยรวม

ระบบหายใจมีหน้าที่อะไรบ้าง

ระบบหายใจ

  • แลกเปลี่ยนก๊าซ: อากาศเข้า เลือดรับ อากาศออก เลือดทิ้ง
  • รับกลิ่น: สูดอากาศ รู้รสโลก
  • สร้างเสียง: ลมผ่าน กล่องเสียง สื่อสาร

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การแลกเปลี่ยนก๊าซ เกิดที่ถุงลมในปอด ออกซิเจนจากอากาศซึมเข้าเลือด คาร์บอนไดออกไซด์จากเลือดออกสู่อากาศ
  • การนำอากาศ ช่วยพาอากาศเข้าสู่ปอด
  • การควบคุม pH ขับคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคุมความเป็นกรด-ด่างของเลือด
  • การป้องกัน ขนจมูกและเมือก ดักจับสิ่งแปลกปลอม

วิธีใดบ้างที่สามารถสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด

คนสูบบุหรี่นี่โคตรไม่ชอบเลย ได้กลิ่นทีไรปวดหัวทุกที เดินผ่านแล้วมันแสบคอไปหมด ไอควันพิษนี่ก็ตัวดีนะ เคยไปเดินตลาดนัดข้างถนน ฝุ่นควันรถเยอะมาก หายใจไม่ออกเลย รีบเดินหนีออกมาเลยอะ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องระวังตัวเองให้ดีที่สุด ตอนนี้เลี่ยงได้เลี่ยงหมด ใครสูบใกล้ ๆ ก็ถอยห่างเลย

เมื่อก่อนขี้เกียจออกกำลังกายมากเลยนะ เหนื่อยง่ายตลอด แต่พอเริ่มเดินเร็ว ๆ ในสวนสาธารณะแถวบ้านตอนเช้า แค่ 30 นาทีก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ หายใจโล่งขึ้นด้วย แล้วเรื่องหายใจลึก ๆ เนี่ย เคยดูคลิปสอน เขาบอกให้หายใจเข้าท้องป่อง ออกท้องแฟบ ทำแค่วันละ 10 ครั้ง สังเกตว่ามันช่วยให้เราสงบขึ้นจริง ๆ ลองทำดูนะ

หน้าหนาวปีที่แล้วจำได้เลยว่าป่วยหนักมาก ไอไม่หยุด ตัวรุม ๆ เพราะนอนไม่ห่มผ้าให้ดี หน้าอกโล่ง ๆ ตื่นมาคือทรมานสุด ๆ หลังจากนั้นเลยจำขึ้นใจว่าต้องห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิดตลอด โดยเฉพาะตอนนอน หนาวเมื่อไหร่ต้องคลุมให้ดีเลย ไม่ว่าอากาศข้างนอกจะร้อนแค่ไหนก็เถอะ ต้องรักษาอุณหภูมิร่างกายให้ดี

ผักผลไม้นี่แหละตัวช่วย เคยไม่ชอบกินเลยนะ แต่พอเห็นว่าเพื่อนที่กินประจำสุขภาพดี ไม่ค่อยป่วย ก็เลยลองกินตาม ตอนแรกแค่ส้ม ฝรั่งง่าย ๆ ก่อน หลัง ๆ มาลองผักใบเขียวเยอะขึ้น รู้สึกว่าร่างกายมันสดชื่นขึ้นจริง ๆ ขับถ่ายก็ดีขึ้นด้วยนะ ไม่ใช่แค่มะเร็งปอดหรอก มันช่วยเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะเลย

  • การหลีกเลี่ยงมลพิษ
    • หน้ากาก N95 สำคัญมากเวลา PM2.5 มา ใช้ประจำเลย
    • เครื่องฟอกอากาศที่บ้านคือต้องมีเปิดตลอด ไม่เปิดนอนไม่หลับ
    • ดูแอปเช็คค่าฝุ่นทุกวันก่อนออกจากบ้าน ถ้าแดงคืออยู่บ้าน
  • การออกกำลังกายและการหายใจ
    • โยคะนี่แหละช่วยเรื่องการหายใจได้ดีมาก สงบจิตใจด้วย
    • เดินวันละ 6,000 ก้าวก็โอเคแล้ว ไม่ต้องหักโหม
    • ลองฝึกหายใจแบบ Pranayama จาก YouTube ช่วยปอดแข็งแรง
  • การรักษาปอดให้อบอุ่น
    • ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ ช่วยให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง
    • พยายามไม่ดื่มน้ำเย็นจัดหลังออกกำลังกาย หรือตอนอากาศเปลี่ยน
    • อาหารอุ่น ๆ ซุปร้อน ๆ นี่แหละดีต่อร่างกายที่สุด
  • โภชนาการ
    • วิตามิน C นี่แหละตัวช่วยภูมิคุ้มกัน พวกส้ม ฝรั่ง กีวี
    • ธาตุสังกะสีก็สำคัญนะ ลองหาอาหารที่มี เช่น เห็ด เมล็ดฟักทอง
    • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ล้างสารพิษ

วิธีดูแลเสริมสร้างระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดอย่างไร

ยกระบบหายใจ-ไหลเวียนเลือดให้ฟิตปั๋ง!

อยากหายใจคล่องเหมือนปอดทองคำ เลือดสูบฉีดเหมือนปั๊มน้ำมัน? ออกกำลังกายแบบแอโรบิก นี่แหละคือคำตอบ! มันเหมือนเราไป "เคาะสนิม" ให้ร่างกาย ให้หัวใจเต้นแรงๆ เลือดสูบฉีดวู้วๆๆ ให้มันตื่นตัว!

ทำไงถึงจะเวิร์ค?

  • เดินเร็ว: ไม่ใช่เดินเล่นดูดอกไม้ริมทางนะ ต้องเดินให้หลังเริ่มตึงๆ เหงื่อเริ่มซึมๆ หน่อย
  • วิ่งเหยาะๆ: ไม่ต้องถึงขั้นวิ่งมาราธอน แค่พอให้หอบนิดๆ กำลังดี
  • ว่ายน้ำ: โลดแล่นในน้ำ ใสๆ เย็นๆ เหมือนปลา นี่แหละดีต่อปอด!
  • ขี่จักรยาน: ปั่นไปเรื่อยๆ ชมวิวเพลินๆ แต่ปั่นให้หัวใจทำงานนะ ไม่ใช่ปั่นไปกินลม
  • เต้นแอโรบิก: โยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะเพลง สนุกจนลืมเหนื่อย

เคล็ดลับเพิ่มเติม (แบบไม่ต้องเกรงใจ):

  • ทำสม่ำเสมอ: อย่าทำเหมือนคนอกหัก ทำวันเว้นวันนะ! อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป ยิ่งทำบ่อย ร่างกายยิ่งอึด!
  • ความหนักที่พอดี: ไม่ใช่ทำจนแทบขาดใจตาย แต่ก็ไม่ใช่ทำเหมือนเดินไปซื้อ 7-11 แล้วกลับ! รู้สึกเหนื่อยๆ หอบๆ แต่ยังพอพูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้ ถือว่ากำลังดี
  • ฟังร่างกายตัวเอง: ถ้าเจ็บตรงไหน ให้พัก อย่าฝืน! ร่างกายเรามีลิมิตนะ ไม่ใช่เครื่องจักร

ทำไมต้องแอโรบิก?

  • ปอดแข็งแรง: เหมือนเรากำลัง "ขัดปอด" เอาฝุ่นละอองออกไป ให้มันสูดอากาศได้เต็มที่
  • หัวใจฟิตปั๋ง: หัวใจจะได้ทำงานเป็นระบบสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • เลือดไหลเวียนดี: เลือดจะได้วิ่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทั่วถึง เหมือนส่งของให้ลูกค้าทันเวลา!
  • เผาผลาญไขมัน: ใครอยากหุ่นดี นี่แหละตัวช่วยชั้นดี!

จำไว้! การดูแลระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ขยับร่างกายให้ถูกวิธี แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนได้ "รีบูท" ร่างกายใหม่!

วิธีการใดสามารถเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเนี่ยแหละ คือกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิตให้แข็งแรงเลยครับ ลองนึกภาพหัวใจเราที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มันเหมือนกับการได้วอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมทำงานเต็มที่

หัวใจหลักของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอยู่ที่การทำกิจกรรมที่ต่อเนื่องและหนักพอประมาณ ไม่ได้ถึงขั้นหักโหมนะ แต่ต้องหนักพอที่จะทำให้การเต้นของหัวใจเราเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้นนิดหน่อย จนรู้สึกถึงความร้อนที่ผุดขึ้นมาตามผิวหนัง

ตัวอย่างกิจกรรมก็มีให้เลือกเยอะแยะเลยครับ:

  • การเดินเร็ว: ไม่ต้องถึงกับวิ่ง แต่เดินให้รู้สึกว่าก้าวเร็วขึ้นกว่าปกติ
  • การวิ่งเหยาะๆ: เป็นการวิ่งแบบสบายๆ ไม่เน้นความเร็ว
  • ว่ายน้ำ: ดีมากเลยครับ ได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน แถมยังไม่ลงน้ำหนักที่ข้อต่อมากนัก
  • ขี่จักรยาน: ปรับความหนืดให้ท้าทายขึ้นนิดหน่อย
  • เต้นแอโรบิก: มีหลากหลายสไตล์ให้เลือกตามความชอบเลย

เป้าหมายคือทำให้ร่างกายได้ "แอโรบิก" คือการใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ เลือดที่สูบฉีดมากขึ้นก็พาออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เยอะเลย

ทำไมต้องเน้นความต่อเนื่อง? เพราะร่างกายเราจะปรับตัวและพัฒนาความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เมื่อได้รับแรงกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแค่นานๆ ครั้ง แล้วหยุดไปนานๆ

อีกแง่คิด: การดูแลระบบไหลเวียนโลหิตก็เหมือนกับการดูแลระบบการเงินของเรา ยิ่งเราลงทุน (ออกกำลังกาย) อย่างสม่ำเสมอ ผลตอบแทน (สุขภาพที่ดี) ก็จะยิ่งงอกเงย

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ:

  • ระดับความหนัก: ควรอยู่ที่ประมาณ 60-80% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (หาได้จากสูตร 220 ลบด้วยอายุ) หรือประเมินง่ายๆ คือเรายังพอพูดคุยเป็นประโยคสั้นๆ ได้ แต่ไม่ถึงกับร้องเพลงได้
  • ความถี่: แนะนำให้ทำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับความหนักปานกลาง หรือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับความหนักสูง (หรือผสมผสานกัน)
  • ประโยชน์อื่นๆ: นอกจากการเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนัก, เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ, ลดความเครียด, และเพิ่มคุณภาพการนอนหลับอีกด้วย
  • ความสำคัญของความสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายเป็นประจำมีความสำคัญกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ไม่สม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้ร่างกายสร้างความทนทานและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะสามารถดูแลระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ปกติ

จะดูแลระบบไหลเวียนเลือดให้ปังเหมือนวัยรุ่น? ง่ายจัง! แค่ทำตามนี้ รับรองว่าเลือดในตัวจะสูบฉีดแรงกว่าปั๊มลมยางรถสิบล้อ!

  • ขยับแข้งขยับขาหน่อยพ่อคุณ! ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือยาวิเศษที่ทำให้เลือดสูบฉีดดีขึ้น ยิ่งกว่าชาเขียวปั่น 3 แก้ว! วิ่ง, ว่ายน้ำ, โยคะ หรือจะเต้นเพลงหน้ากระจกตอนเช้าๆ ก็ได้ทั้งนั้น เอาให้เหงื่อแตกพลั่กเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมา!

  • กินให้เหมือนคนมีกะตังค์ (แต่เน้นของดี!) อาหารที่มีประโยชน์นี่แหละ คือน้ำมันชั้นดีหล่อลื่นระบบไหลเวียนเลือด กินผัก ผลไม้ ปลา ดีกว่ากินหมูกรอบทุกมื้อนะจ๊ะ! ลดเค็ม ลดมัน ลดน้ำตาลลงหน่อย เลือดจะได้ไม่หนืดเหมือนน้ำปลาทิ้งไว้นาน!

  • อย่าปล่อยให้ชีวิตเครียดจนเส้นเลือดในสมองจะแตก! จัดการความเครียดให้ได้ ยิ่งกว่าจัดการปัญหาหนี้สิน! หาวิธีผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง, ดูหนังตลก, อ่านหนังสือ หรือไปนวดตัว สบายๆ ชิลล์ๆ ไปเลย!

  • บุหรี่กับแอลกอฮอล์? บอกลาซะ! ของพวกนี้มันเหมือนตัวการร้ายที่ทำลายระบบไหลเวียนเลือด ยิ่งกว่าแมลงสาบในครัว! ถ้าอยากเลือดดี เลือดใส ก็เลิกให้เด็ดขาดไปเลย!

  • มีอาการแปลกๆ? อย่าปล่อยไว้! เจ็บหน้าอกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบ, หน้ามืดตาลาย, หายใจหอบเหมือนเพิ่งปีนเขาเอเวอเรสต์, แขนขาชาเหมือนโดนไฟดูด, หรือผิวหนังเปลี่ยนสีผิดปกติ... โอย! อย่ามัวแต่คิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" รีบพุ่งตัวไปหาหมอด่วน! อย่าปล่อยให้มันลามไปมากกว่านี้!

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ก็สำคัญมากนะ! ร่างกายจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น
  • การตรวจสุขภาพประจำปี ช่วยให้เรารู้ทันโรคภัยไข้เจ็บได้เร็วขึ้น ถ้ามีอะไรผิดปกติ หมอจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
  • การดื่มน้ำสะอาด ให้เพียงพอในแต่ละวันก็ช่วยให้เลือดไม่ข้นหนืด ทำให้ไหลเวียนได้สะดวกขึ้น
  • การควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก็ส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือดเช่นกัน เพราะน้ำหนักเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตอย่างไร

อืมม...

บางทีก็มานั่งคิดนะ... ว่าการออกกำลังกายน่ะ... มันช่วยเรื่องระบบไหลเวียนเลือดยังไง

มันทำให้หัวใจเราแข็งแรงขึ้น... จริงๆ... เวลาเราขยับตัว หัวใจมันต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปั๊มเลือดไปทั่วตัว พอทำบ่อยๆ... มันก็เหมือนการฝึกกล้ามเนื้อนั่นแหละ... แต่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ

มันไม่ได้แค่ทำให้เลือดไหลดีขึ้น... มันเปลี่ยนทุกอย่างเลย...

  • หัวใจจะบีบตัวได้แรงขึ้นในแต่ละครั้ง ทำให้ ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เยอะขึ้นในครั้งเดียว
  • หลอดเลือดมันจะยืดหยุ่น... ไม่แข็งกระด้าง ลดความเสี่ยงหลอดเลือดแข็งตัว หรืออุดตัน
  • ความดันโลหิต... ก็ลดลง... ตอนที่เราพัก ไม่ใช่ตอนออกกำลังกายนะ... มันดีต่อสุขภาพระยะยาว
  • ร่างกายจะสร้าง... เม็ดเลือดแดงเพิ่ม... เพื่อเอาไว้ขนส่งออกซิเจนได้ดีขึ้น... เราเลยไม่ค่อยเหนื่อยง่าย
  • มันยังช่วยให้ร่างกาย... ใช้ไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม... ลดไขมันในเลือดไปในตัว

มันคือการดูแลตัวเอง... จากข้างใน... จริงๆ

กล้ามเนื้อ 5 ตําแหน่งที่ช่วยในการหายใจคืออะไร

แน่นอน มาดูกันว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการสูดอากาศเข้าปอดของเราแบบไม่เคยขอโอที

ไอ้เจ้ากล้ามเนื้อที่ทำงานหนักเยี่ยงทาสแต่ไม่เคยบ่นในการหายใจของเราน่ะ หลักๆ เลยคือ กะบังลม (Diaphragm) พี่เบิ้มของเรานี่แหละ ทำงานไปแล้ว 70-80% ของการหายใจแบบชิลๆ มันคือโดมมหัศจรรย์ที่หดตัวลง ปอดก็ขยายออกเหมือนลูกโป่งที่ได้ที่เป่าลมดีๆ

แล้วก็มีทีมซัพพอร์ต คือ กล้ามเนื้อยึดซี่โครง (Intercostal muscles) โดยเฉพาะแถวๆ ด้านนอก (External) ที่คอยยกซี่โครงขึ้นเหมือนชักม่านเปิดหน้าต่างรับลมบริสุทธิ์

ทีนี้ พอเราจะหายใจเข้าให้มันสุดปอดแบบตั้งใจ หรือตอนวิ่งหนีอะไรสักอย่าง... ร่างกายจะกดปุ่มเรียก "หน่วยเสริมพิเศษ" ทันที ซึ่งประกอบด้วย:

  1. กล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสตอยด์ (Sternocleidomastoid) ชื่ออย่างกับคาถาในหนัง อยู่ข้างคอนี่แหละ คอยยกกระดูกหน้าอกกับไหปลาร้าขึ้นไปอีก
  2. กล้ามเนื้อสคาลีน (Scalene muscles) แก๊งสามช่าที่คอ ช่วยกันยกซี่โครงซี่ที่ 1-2 ขึ้น เหมือนเป็นแม่แรงยกรถให้มีที่ว่างเพิ่ม
  3. กล้ามเนื้ออกน้อย (Pectoralis minor) ซ่อนอยู่ใต้อกใหญ่ คอยช่วยดึงซี่โครง 3-5 ขึ้นอีกแรง เหมือนเพื่อนที่แอบช่วยงานอยู่เงียบๆ แต่สำคัญนะเว้ย

ส่วนนักกอล์ฟน่ะเหรอ? โฮ่ การหายใจของเขาไม่ใช่แค่การเอาอากาศเข้าปอด มันคือพิธีกรรมดีๆ นี่เอง จังหวะหายใจเข้าตอน backswing หายใจออกตอน downswing มันคือการซิงค์ร่างกายกับจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว ลมหายใจคือไม้กอล์ฟอันที่ 15 ของเขานั่นแหละ

เกร็ดความรู้ติดปอด

  • การฝึก หายใจด้วยท้อง (Belly Breathing) คือการปลุกพี่ใหญ่กะบังลมให้ตื่นมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใช้กล้ามเนื้ออกตื้นๆ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
  • ตอนหายใจออกปกติ กล้ามเนื้อส่วนใหญ่แค่ คลายตัว ครับ มันคือการปล่อยวางที่แท้ทรู ไม่ได้ออกแรงผลักอะไรเลย ยกเว้นตอนไอ จาม หรือกำลังแหกปากร้องเพลงร็อกนั่นแหละ
  • เวลาเครียด เราจะเผลอใช้กล้ามเนื้อคอ (พวกหน่วยเสริม) หายใจ ทำให้ปวดคอบ่าไหล่โดยไม่รู้ตัว มันฟ้องว่าใจแกกำลังวุ่นวายนะเพื่อน
  • กล้ามเนื้อกะบังลม มีรูให้หลอดอาหารและเส้นเลือดใหญ่ลอดผ่านด้วยนะ โคตรสถาปัตยกรรมของร่างกายมนุษย์เลยล่ะ