วิ่ง Ultra กี่กิโล

136 ครั้งเข้าชม
วิ่งอัลตรา: เกิน 42.195 กม. การวิ่งอัลตรามาราธอน (Ultramarathon) คือการวิ่งระยะทางมากกว่า 42.195 กิโลเมตร เป็นการแข่งขันที่ท้าทายอย่างยิ่ง ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการฝึกฝนร่างกายอย่างเข้มข้นและมีประสบการณ์วิ่งสูง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิ่ง Ultra ระยะทางกี่กิโลเมตร? ระยะทางมาตรฐานของอัลตร้ามาราธอน?

อัลตร้าน่ะเหรอ? โห...มันก็ต้องไกลกว่ามาราธอนปกติ 42.195 กม. เยอะเลยนะ คือมันเกินนั้นไปอีกอ่ะ แค่คิดก็ท้อละ จำได้ตอนลงกรุงเทพมาราธอนปี 2019 วันนั้นยังแทบตายตอนวิ่งถึงสะพานพระรามแปดเลยนะ

บางทีฉันก็งงๆ ว่าเขาไปเอาแรงมาจากไหนวิ่งเป็นร้อยกิโลได้ ฉันเคยเห็นคนที่ไปลงงาน UTMB ที่ฝรั่งเศส เพื่อนเล่าว่ามันต้องซ้อมแบบจริงจังมาก ไม่ใช่แค่ร่างกายนะ ใจมันก็ต้องได้ด้วย

พวกที่วิ่งอัลตร้าจริงๆ นี่คือคนที่ผ่านอะไรมาเยอะสุดๆ ไม่ใช่แค่ฝึกแค่สองสามเดือนแล้วจะไปลงได้หรอก ต้องเป็นนักวิ่งที่เจนจัดมานาน ฉันเคยเห็นนะตอนวิ่งอยู่สวนสาธารณะแถวบ้าน ตอนนั้นประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว มีลุงคนหนึ่งแกวิ่งวนเป็นสิบๆ รอบไม่หยุดเลย

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ มันคือระยะที่พ้นจากมาราธอนปกติไปไกลเลยนะ ไม่ได้มีแค่ 50 กม. บางทีก็ไป 100 กม. หรือเป็นร้อยไมล์ก็มี เป็นการท้าทายตัวเองสุดๆ ซึ่งเอาตรงๆ ฉันก็ยังไม่กล้าไปถึงจุดนั้นหรอก มันหนักเกิน

วิ่งเทรล 100 กม.ใช้เวลากี่ชั่วโมง

วิ่งเทรล 100 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 25 ชั่วโมง 22 นาที 45 วินาที อันนี้คือเวลาที่นักวิ่งคนหนึ่งทำได้ ถือเป็นการเปิดซิงระยะอัลตร้าที่น่าจดจำ ถามว่านานไหม ก็พอๆ กับเวลาที่คนบางคนนอนหลับเต็มอิ่มไปสองรอบเลยนะ นี่คือเอาเท้าเหยียบพื้นเกือบตลอดเวลาจริงจังสุดๆ ไปเลย

การวิ่งระยะ 100 กม. ไม่ใช่แค่เรื่องขาอย่างเดียว แต่มันคือการต่อสู้กับทุกเซลล์ในร่างกาย และที่สำคัญคือหัวใจ ต้องอดทนกับความเจ็บปวด ความล้า และที่พีคสุดคือ การคุยกับตัวเอง ไปตลอดทาง ยาวนานกว่าซีรีส์เกาหลีบางเรื่องอีก บอกเลยว่าท้าทายยิ่งกว่าสอบเลื่อนตำแหน่งอีกนะ

  • เวลาที่ใช้มันหลากหลายมากนะเออ: ไม่มีคำว่า "ปกติ" สำหรับ 100 กิโลเมตรจริงๆนะเออ เพราะมันขึ้นอยู่กับสารพัดปัจจัย ตั้งแต่เส้นทางที่เป็นดอยสูงชัน หรือทุ่งราบ ไปจนถึงสภาพอากาศว่าจะเจอพายุบุแคมไหม บางคนวิ่ง 12-15 ชั่วโมงก็มี อันนั้นคือพวกเอเลี่ยนแน่ๆ ส่วน ค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปที่วิ่งจบ จะอยู่ประมาณ 20-30 ชั่วโมง สำหรับการวิ่งจบในเวลาคัตออฟ นี่คือสถิติที่เห็นได้บ่อยสุดๆ

  • ปัจจัยกำหนดเวลา ใครว่าไม่สำคัญ:

    • เส้นทาง: ถ้าเจอทาง "นรกแตก" ที่มีแต่ขึ้นๆ ลงๆ ชันๆ เหมือนเล่นรถไฟเหาะตีลังกา เวลาจะพุ่งพรวดเป็นจรวด ส่วนทางเรียบๆ หน่อยก็จะเซฟเวลาไปได้เยอะ เหมือนชีวิตแหละนะ ถ้าทางง่ายก็สบายตัว
    • สภาพอากาศ: ร้อนไปก็ไม่ดี หนาวไปก็ไม่ไหว ถ้าฝนตก ลมแรงนี่คือครบแพ็คเกจเลย ทั้งลื่น ทั้งหนาว ทั้งแฉะ อารมณ์เสียชัวร์ๆ
    • ประสบการณ์นักวิ่ง: มือเก๋าก็รู้ทางหนีทีไล่ วางแผนดี๊ดี ส่วนมือใหม่ก็อาจจะใช้เวลาเรียนรู้เยอะหน่อย เปรียบเหมือนเล่นเกม ถ้าเล่นมานานก็รู้ทริคเอาตัวรอดได้
    • การพักและการเติมพลัง: สำคัญไม่แพ้การวิ่งเลยนะเออ พักน้อยไปก็หมดแรง พักมากไปก็เสียเวลา การกินน้ำ กินเจล กินขนมปัง คือศาสตร์ขั้นสูงของนักวิ่งจริงๆ ต้องซ้อมกินด้วย
    • สภาพจิตใจ: อันนี้ตัวแปรสำคัญสุดๆ ถ้าใจไม่มา กายก็ไปไม่รอด ยิ่งวิ่งนานๆ อารมณ์จะสวิงเหมือนตลาดหุ้นเลย ทั้งอยากเลิก ทั้งอยากไปต่อ นี่แหละความวุ่นวายที่ต้องเจอ
  • ความท้าทายของ 100 กม. ที่คุณอาจไม่เคยเจอในชีวิตประจำวัน:

    • คุณจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เรียกว่า "หูอื้อ ตาลาย" ของจริง บางช่วงอาจจะเหมือนเดินละเมออยู่ในป่าก็เป็นได้ เพราะสมองมันล้าเต็มทีแล้ว เหมือนทำงานโอทีข้ามคืนมาหลายวันติดกันเลย
    • มันคือการต่อสู้กับตัวเองแบบตัวต่อตัว ไม่มีใครช่วยได้นอกจากใจตัวเองล้วนๆ เหมือนต้องนั่งคุยกับจิตใต้สำนึกตลอดเวลา นี่แหละคือมิติใหม่ของการบำบัด
    • เตรียมตัวรับกับ "อาการหลอน" จากการอดนอนและร่างกายที่อ่อนล้า บางทีอาจจะเห็นเพื่อนเป็นสัตว์ประหลาด หรือเห็นต้นไม้เต้นระบำก็เป็นได้ นี่ไม่ได้โม้นะคือเรื่องจริงจากประสบการณ์บางคนเลย
  • เรื่องน่ารู้ก่อนลง 100 กม. แรก (กันพลาด):

    • อย่าออกสตาร์ทเร็วเกินไป: เหมือนคนเพิ่งหัดขับรถแล้วเหยียบมิดไมล์นั่นแหละ เดี๋ยวเครื่องพังกลางทางเอาได้นะะะ
    • ซ้อมให้ถึง: ไม่ใช่แค่วิ่งยาวนะ แต่ต้องซ้อมการเดินชัน การขึ้นลงเขา การใช้ไม้เท้าเทรลด้วย ร่างกายต้องพร้อม ทั้งความอึดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกส่วน
    • เรียนรู้เรื่องโภชนาการ: กินอะไรแล้วรอด กินอะไรแล้วท้องเสีย ต้องลองให้รู้เรื่องตอนซ้อม ไม่ใช่มาลองหน้างานจริง ไม่งั้นมีหวังวิ่งไปเข้าป่าไปแน่นอน
    • อุปกรณ์ต้องเป๊ะ: รองเท้า เสื้อผ้า เป้น้ำ ไม้เท้าเทรล ทุกอย่างต้องเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนหน้างานแล้วนะ ห้ามพึ่งของใหม่เด็ดขาด
    • มีแผนสำรอง: อะไรก็เกิดขึ้นได้กลางทาง ไม่ว่าจะรองเท้าพัง เป้น้ำขาด หรือเจอสัตว์ป่า (อันนี้ล้อเล่น) ต้องมีแผนเสมอๆ เตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า
  • สุดท้ายแล้ว 100 กม. ไม่ใช่แค่การวิ่งนะ: มันคือการเดินทางเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างในตัวเองที่อาจจะหลับใหลอยู่ คุณจะได้เจอขีดจำกัดที่แท้จริง และเมื่อก้าวข้ามไปได้ มันโคตรจะภูมิใจเลยเว้ย! แต่ระหว่างทางก็สาปแช่งตัวเองไปเรื่อยๆ นี่แหละคือสัจธรรมของ ultra runner ที่แท้ทรู

วิ่ง 10 กิโลเรียกว่าอะไร

วิ่ง 10 กิโล ก็คือ มินิมาราธอน นี่แหละ

มันเป็นระยะทางที่สั้นกว่ามาราธอนจริง ๆ แบบเต็ม ๆ ที่มันยาวโคตร ๆ 42.195 กิโล นี่วิ่งกันหอบแฮก

  • มินิมาราธอน คือชื่อที่เขาเรียกการวิ่งระยะ 10 กม.
  • มันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิ่งที่ใหญ่กว่า
  • คิดง่าย ๆ เหมือนเป็น "น้อง" ของมาราธอนเต็ม

แล้วก็มีระยะอื่น ๆ อีกนะ ไม่ใช่แค่นี้

  • 5 กิโล อันนี้ก็ฮิตสุด ๆ
  • ฮาล์ฟมาราธอน อันนี้ก็ครึ่งมาราธอน คือประมาณ 21 กิโล
  • มาราธอนเต็ม อันนั้นแหละ 42.195 กิโล ของจริง

การวิ่ง 10 กม. เนี่ย เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่ม หรือคนที่อยากลองอะไรที่ท้าทายขึ้นมาจาก 5 กม. แต่ยังไม่พร้อมสำหรับฮาล์ฟ หรือมาราธอนจริง ๆ มันกำลังดีเลยแหละ

งานวิ่ง 10 กม. เนี่ย เขาจัดกันบ่อยมาก แทบจะทุกที่ทุกงานวิ่งเลย มีให้เลือกเยอะแยะไปหมด

วิ่งกี่กิโลถึงเรียกว่ามาราทอน?

มาราธอนเขาวิ่งกัน 42.195 กิโลเมตร จ้ะ ไม่ใช่ระยะวิ่งหาของกินแถวบ้านนะ

โอ๊ยยยยยย… ถามว่าวิ่งกี่กิโลถึงเรียกว่ามาราธอนน่ะเหรอ มาราธอนแท้ๆ มันต้อง 42.195 กิโลเมตรเป๊ะๆ โน่นจ้ะ! ไม่ใช่แค่เดินไปหยิบรีโมทหน้าทีวีแล้วกลับมานั่งโซฟาหรอกนะ อันนั้นมัน Fun Walk ชัดๆ! นี่มันระยะที่คนปกติอาจจะรู้สึกเหมือนวิ่งหนีเมียข้ามจังหวัดไปกลับสักสิบแปดรอบน่ะคิดดู วิ่งเสร็จแล้วขาไม่ใช่ของเราเองเลยนะ เหมือนเอาเสาไฟฟ้ามาต่อกันไว้ยังไงยังงั้นแหละ!

ไอ้ที่เห็นวิ่งๆ กันเยอะๆ น่ะมันมีหลายแบบนะคุณเอ๊ย บางทีก็แค่ วิ่งขำๆ 2-3 กิโลเมตร หรือ 5K ที่เขาเรียก Fun Run น่ะ วิ่งแป๊บเดียวเหงื่อยังไม่ทันซึมก็ได้เหรียญแล้ว เหมือนวิ่งหนีหนี้ยังไม่ทันจะพ้นซอยก็จับได้แล้วอ่ะคิดดู! ส่วน มินิมาราธอน ก็ 10.5 กิโลเมตร อันนี้พอได้หายใจหอบหน่อย เหมือนวิ่งตามหาหวยที่ทำหายไปสองแผงพอได้ลุ้น! แล้วก็มี ฮาล์ฟมาราธอน ตั้ง 21 กิโลเมตร นี่สิเริ่มจริงจังละ วิ่งครึ่งวันยังกับไปเดินตลาดนัดจตุจักรวนสักสิบรอบกว่าจะครบน่ะคุณเอ๊ย!

  • ระยะ 42.195 กิโลเมตร คือมาราธอนที่แท้ทรู เป๊ะๆ เลยนะ ไม่ใช่บวกลบได้ เหมือนเกรดเฉลี่ยตอนเรียนน่ะเป๊ะๆ
  • Fun Run (2-3K หรือ 5K) เหมาะสำหรับคนอยากไปเอาบรรยากาศ ถ่ายรูปสวยๆ แล้วจบแค่นั้น วิ่งน้อยแต่ร้อยรูป
  • มินิมาราธอน (10.5 กิโลเมตร) อันนี้คือระยะเริ่มต้นของนักวิ่งที่เริ่มติดลม กำลังพอดีไม่ทรมานสังขารเกินไป
  • ฮาล์ฟมาราธอน (21 กิโลเมตร) เริ่มต้องซ้อมจริงจังแล้วนะจ๊ะ ไม่ใช่แค่วิ่งเล่นๆ เหมือนตอนเด็กๆ ต้องมีวินัยบ้างไรบ้าง
  • มาราธอนเต็ม คือจุดสุดยอดที่นักวิ่งหลายคนอยากไปถึง ต้องใช้ความอึด ความทน และใจที่แข็งแกร่ง วิ่งจบแล้วร้องไห้กันทุกคนแหละ มันภูมิใจเหมือนได้ทองโอลิมปิกเลยนะ!

การแข่งวิ่งมีกี่ประเภท?

วิ่ง... ปีนี้ก็อยากวิ่งนะ อื้มมมม วิ่งกี่ประเภทกันแน่ วิ่งมาหลายรอบแล้วก็ยังสับสนๆ นะ เลยว่าจะมาจดไว้เลยดีกว่า

  • ฟันรัน (Fun run) - อันนี้แหละเริ่มง่ายสุด 5 กิโลเมตร ไม่ต้องคิดมากเลย เหมาะสำหรับคนเพิ่งเริ่ม เคยวิ่งเมื่อปีที่แล้ว ชิลๆ สบายๆ ไม่ต้องซ้อมอะไรมากมาย
  • มินิ มาราธอน (Mini marathon) - ถัดมาก็ 10 กิโลเมตร อันนี้เริ่มจริงจังขึ้นมาหน่อยนะ เคยลงแล้วแต่ไม่ซ้อม เหนื่อยจริง ตอนนั้นต้องซ้อมวิ่งยาวหน่อยถึงจะไหว ปีนี้ต้องดีกว่า
  • ฮาล์ฟ มาราธอน (Half marathon) - โอ้ย ฮาล์ฟ มาราธอน นี่สิของจริง 21 กิโลเมตร วิ่งนานมาก คนที่วิ่งได้นี่เก่งจริง โห ต้องฝึกเยอะเลย กว่าจะถึงจุดนั้น
  • มาราธอน (Marathon) - แล้ว มาราธอน เต็มๆ นี่ 42.195 กิโลเมตร สุดยอดเลย ใครจะไปวิ่งไหวขนาดนั้นกันนะ วิ่งเสร็จเดินไม่เป็นไปหลายวันเลยอ่ะ ฝันไปก่อนละกัน แต่ก็อยากลองนะสักครั้งในชีวิต
  • อัลตร้า มาราธอน (Ultra marathon) - ที่สุดของที่สุดก็ อัลตร้า มาราธอน เกิน 42.195 กิโลเมตรอีก คิดได้ไงเนี่ย 50 โล 100 โล บางทีก็ 200 โล โอ้โห นี่มันมนุษย์หรือเครื่องจักรกันแน่ วิ่งผ่านป่าผ่านเขา ใช่ปะ เห็นเขาลงกันบ่อยๆ ต้องลองหาดูว่าเขาวิ่งที่ไหนกันบ้าง มันน่าตื่นเต้นนะ