สิวจะหายตอนอายุกี่ปี

215 ครั้งเข้าชม
สิวจะดีขึ้นเมื่ออายุ 20 ปลายๆ หรือ 30 ต้นๆ ฮอร์โมนคงที่ขึ้นบางคนอาจเป็นสิวถึงวัยผู้ใหญ่ตอนปลายดูแลผิวเสมอ ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ช่วยควบคุมสิวได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เป็นสิวถึงอายุเท่าไหร่? เมื่อไหร่สิวจะหายขาดแบบถาวร?

โอ๊ย สิวเนี่ยนะ จะบอกว่าหายตอนไหนดีล่ะ สำหรับฉันมันเหมือนเพื่อนร่วมทางที่แสนยาวนานเลยนะ หน้ามันเยิ้ม สิวแดงอักเสบขึ้นพรึ่บพรั่บตั้งแต่ช่วง ม.ต้นเลย เพื่อนยังล้ออยู่บ่อยๆ ตอนนั้นมันแย่มากๆ

เคยคิดนะว่าพอเข้าวัย 20 กว่าๆ มันจะหมดไปเอง แบบหายวับไปเลย แต่ที่ไหนได้ มันก็ยังวนเวียนอยู่เนี่ยแหละ บางเดือนก็มาเป็นเม็ดเล็กๆ บางทีก็มาแบบเจ็บๆ ใต้ผิว หนักใจสุดๆ

ช่วงนั้นอายุ 24 พอดี กำลังจะเรียนจบ หน้าสิวหนักมากจนไม่กล้าไปถ่ายรูป เลยตัดสินใจเข้าคลินิกแถวสยาม ตรงซอยข้างๆ โรงหนังสกาล่าเลย วันที่ 10 มีนาคม ปี 2559 ค่ายาตอนนั้นมันสองพันกว่าบาท โห! เจ็บตัวแล้วก็เจ็บใจสุดๆ

แล้วถามว่าหายขาดถาวรไหม? อืม มันก็ไม่ได้หายไปเลยนะ เหมือนแบบ มันสงบลงเยอะมากจริงๆ ตอนที่อายุ 28-29 นั่นแหละ รู้สึกว่ามันนิ่งขึ้น ไม่ค่อยมีเม็ดใหม่ๆ ขึ้นมาเท่าเมื่อก่อนแล้ว

แต่ก็ไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลยนะ ทุกวันนี้ก็ยังใช้สกินแคร์ที่เคยได้จากคุณหมอที่คลินิกนั้นแหละ เช้าเย็นไม่เคยขาดเลยนะ บางทีก็ลองเปลี่ยนนู่นนี่บ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาตัวเดิมๆ มันก็ยังได้ผลดีอยู่

สิวเนี่ยนะ มันเหมือนบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น เข้าใจว่าร่างกายแต่ละคนมันไม่เหมือนกันจริงๆ จะให้หายปิ๊งเลยคงยาก แค่มันสงบลงได้ก็ดีใจแล้วแหละ

จะเลิกเป็นสิวตอนไหน

ผู้หญิงมักจะเลิกเป็นสิวในช่วงอายุที่เข้าสู่ วัยหมดประจำเดือน เป็นหลักเลยนะ เพราะกลไกเรื่องสิวส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับ ความผันผวนของฮอร์โมนเพศ ซึ่งลดลงและเสถียรขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยนี้ ส่วนรอยแผลเป็นจากสิว ถ้าเราไม่ไปแกะหรือบีบเนี่ย โดยมากแล้วมันจะเป็นแค่รอยแดงหรือรอยดำชั่วคราวที่ผิวหนังมันจะฟื้นฟูตัวเองได้นะ ค่อยๆ จางลงไปเองได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการบีบ แกะ กด อย่างรุนแรงจนเกิดความเสียหายต่อชั้นผิวหนังแท้ นี่สิ ตัวร้ายเลย มันจะกลายเป็น แผลเป็นจริง ที่หายยากมาก ต้องอาศัยการรักษาเฉพาะทางเข้ามาช่วยจัดการ เช่น การใช้เลเซอร์ หรือยาบางตัว

นี่แหละ ปัญหาสิวดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ มีเรื่องให้เราวิเคราะห์เยอะแยะเลยนะ การเข้าใจกลไกพื้นฐานทำให้เราจัดการมันได้ดีขึ้นเยอะเลยล่ะ

เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสิวและรอยแผลเป็นที่เราควรรู้:

  • เรื่องสิวกับฮอร์โมน: นอกจากฮอร์โมนเพศชาย (androgen) ที่กระตุ้นต่อมไขมันแล้ว ฮอร์โมนอื่น ๆ เช่น ความเครียด การกินอาหารบางชนิด หรือภาวะ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ก็ล้วนส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายและสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้หมดนะ แม้ในวัยผู้ใหญ่แล้ว ผู้หญิงบางคนก็ยังเจอสิวฮอร์โมนได้อยู่ดี ไม่ใช่แค่ช่วงวัยรุ่นอย่างเดียว
  • รอยสิว vs. แผลเป็นจากสิว:
    • รอยสิว (Post-inflammatory marks): คือรอยแดง (PIE - Post-inflammatory erythema) หรือรอยดำ (PIH - Post-inflammatory hyperpigmentation) ที่ทิ้งไว้หลังจากสิวหายแล้ว ซึ่งมักจะจางหายไปเองภายในเวลาเป็นเดือนถึงปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล
    • แผลเป็นจากสิว (Acne Scars): คือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังอย่างถาวรที่เกิดจากการทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง อาจเป็นหลุม (atrophic scars เช่น ice pick, boxcar, rolling) หรือนูนขึ้นมา (hypertrophic/keloid scars) ซึ่งต้องรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง
  • การป้องกันแผลเป็น:
    • สำคัญที่สุดคือ "ห้ามบีบ แกะ กด" สิวเด็ดขาด! เพราะมันคือตัวเร่งให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งนำไปสู่การเกิดแผลเป็น
    • รักษาการอักเสบของสิวให้หายเร็วที่สุด เช่น ใช้ยาทาสิวที่ช่วยลดการอักเสบ
    • ปกป้องผิวจากแสงแดด การทาครีมกันแดดเป็นประจำจะช่วยลดความเข้มของรอยดำและรอยแดง ทำให้จางเร็วขึ้น
  • การรักษาแผลเป็นจริงจากสิว: การรักษาแผลเป็นต้องใช้ความอดทนและวิธีที่หลากหลายขึ้นอยู่กับชนิดของแผลเป็นนะ
    • สำหรับรอยแดง/รอยดำ: อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี, Niacinamide, Azelaic Acid หรือ Retinoids รวมถึงการทำ IPL หรือเลเซอร์กลุ่มปรับสีผิว
    • สำหรับแผลเป็นหลุม: มีหลายวิธีที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น การทำเลเซอร์กลุ่ม fractional (CO2, Erbium), Microneedling (Dermapen/Dermaroller), Subcision (ตัดพังผืดใต้หลุมสิว), การเติม filler หรือการทำ TCA Cross
    • สำหรับแผลเป็นนูน: อาจใช้การฉีดสเตียรอยด์ การทำเลเซอร์บางชนิด หรือการใช้แผ่นซิลิโคน

การดูแลผิวให้ดีตั้งแต่แรก การเข้าใจว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงแผลเป็นจากสิวเลยนะ เหมือนเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับผิวเราให้เข้าใจนั่นแหละ.

ทำไมอายุเยอะถึงเป็นสิว

สิวยังไงก็มา อย่าไปแคร์

  • ฮอร์โมนบ้าๆ: พออายุมากขึ้น มันก็ปั่นป่วน
  • น้ำมันเยิ้ม: ต่อมไขมันทำงานหนัก สิวก็มา
  • แบคทีเรียชอบ: อุดตันเมื่อไหร่ สบายเลย

รู้ไว้ซะ: ผู้หญิง 25+ เป็นบ่อยกว่าผู้ชาย

ขยายความ:

  • ฮอร์โมน: โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen, Progesterone) และแอนโดรเจน (Androgen) มีผลโดยตรงกับต่อมไขมัน
  • อายุ: ช่วงวัยรุ่นว่าแย่แล้ว วัยผู้ใหญ่นี่ก็ไม่น้อยหน้า
  • การอักเสบ: สิวหัวดำ หัวขาว สิวอักเสบแดงๆ มันมาหมด

ฮอร์โมนสิวจะหยุดตอนไหน

โอ้ยยยย พูดเรื่องสิวฮอร์โมนแล้วของขึ้น มันไม่ได้หยุดง่ายๆ หรอกนะ สำหรับเราอะนะ มันคือสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นจริงๆ

ตอนทำงานอยู่แถวอโศกนะ นั่งบีทีเอสไปทำงานทุกวัน พอใกล้ช่วงนั้นของเดือนปุ๊บ... มาเลยจ้า คางกะกรามเนี่ย คือจุดนัดพบของพวกมันเลย เม็ดใหญ่ๆ ไม่มีหัว เจ็บระบมไปหมด

มันไม่ใช่ 2-3 วันแล้วหายนะสำหรับเรา... คือเม็ดเก่าเพิ่งจะเริ่มยุบ เม็ดใหม่ก็ผุดขึ้นมาข้างๆ กันเลยจ้า วนลูปนรกมาก บางทีลากยาวเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์กว่ารอยแดงจะจาง แล้วรอบเดือนใหม่ก็มาพอดี เป๊ะ!

เคยท้อจนร้องไห้อะ แบบทำไมต้องเป็นเราวะ ล้างหน้าก็สะอาดทุกอย่างก็แพง ทำไมไม่หาย ตอนนั้นคือเสียความมั่นใจไปเลย เวลาคุยกับใครก็รู้สึกว่าเขาจ้องแต่สิวเรา

สำหรับสิวเม็ดหนึ่งๆ สิวฮอร์โมนจะหายไปเองใน 3-7 วัน แต่ถ้าอักเสบหนักๆ ก็ลากยาวไปเป็นสัปดาห์เลย แต่ปัญหามันคือการเกิดซ้ำซากที่เดิมๆ มากกว่า

สุดท้ายจบที่ไปหาหมอจริงจังเลยที่คลินิกแถวสยาม หมอบอกว่ามันมาจากข้างใน ทาครีมอย่างเดียวเอาไม่อยู่หรอก ก็ต้องปรับกันยกใหญ่เลย ทั้งกินยาคุมปรับฮอร์โมน ทั้งปรับการกินการนอน

จนตอนนี้อายุเข้าเลขสามแล้ว มันก็ยังไม่หายไป 100% นะ แต่ควบคุมได้ดีขึ้นเยอะมาก จะมีขึ้นมาบ้างช่วงเครียดๆ นอนน้อย หรือกินหวานจัดๆ แต่ก็เม็ดสองเม็ด ไม่ได้มารุกรานเป็นกองทัพเหมือนตอนอายุ 25

  • การรักษาสิวฮอร์โมน จริงๆ จังๆ คือต้องไปพบแพทย์นะ เขาจะช่วยวินิจฉัยได้ถูกจุด บางคนอาจต้องกินยาคุม หรือยาในกลุ่ม Spironolactone เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนโดยตรง อย่าซื้อกินเองเด็ดขาด

  • ไลฟ์สไตล์ที่ช่วยได้ มากๆๆๆ คือการนอนหลับให้เพียงพอ พยายามเข้านอนก่อนสี่ทุ่ม ลดของหวาน นมวัว เบเกอรี่ พวกนี้ตัวกระตุ้นชั้นดีเลย แล้วก็พยายามอย่าเครียด... ซึ่งยากมาก 555 แต่ต้องทำ

  • สกินแคร์ที่ควรใช้ ช่วงนั้นก็เน้นพวกที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide แต้มเฉพาะจุดที่อักเสบ หรือใช้พวก Salicylic Acid (BHA) ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน ส่วน Retinoids นี่คือตัวช่วยระยะยาวที่ดีมากในการป้องกันการเกิดสิวใหม่และลดรอย แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์นะช่วงแรกๆ

รู้ได้ยังไงว่าฮอร์โมนเปลี่ยน

ก็ต้องลองสังเกตดูร่างกายตัวเองอะ ว่ามีอะไรแบบแปลกๆ ไปจากเดิมมั้ยนะ คือมันเห็นชัดเลยแหละ เวลาฮอร์โมนเราเปลี่ยน หรือฮอร์โมนไม่สมดุล

อาการที่เห็นๆ เลยนะ คือ

  • อารมณ์ นี่แหละ ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเลย หงุดหงิดง่ายมาก บางทีก็แบบเศร้าไปเฉยๆ งงตัวเองอะ
  • นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท หลับไม่ลึกเลย ตื่นมาก็ไม่ค่อยสดชื่นนะ เหมือนไม่ได้พักผ่อน
  • แล้วก็ อ่อนเพลีย ตลอดเลยอะ ไม่มีแรงจะทำอะไร แบบเหมือนแบตหมดทั้งวัน
  • ประจำเดือน ก็มาไม่ปกติ บางทีก็มาๆ หยุดๆ บางเดือนก็ไม่มาเลยนะ ผิดปกติไปเยอะ
  • การเผาผลาญ นี่ก็แบบช้าลงไปเยอะเลยนะ กินนิดเดียวก้อ้วนง่ายมากๆ อ้วนแบบงงๆ
  • สมรรถภาพทางเพศ ก้อาจจะลดลงไป แบบไม่ค่อยมีอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนงี้
  • ผิว ก็จะเริ่มแห้งๆ กร้านๆ บางคนมีสิวอักเสบขึ้นมาเยอะแยะเลยนะ แล้วก็ดูเหี่ยวย่นง่ายขึ้นด้วย
  • กระดูก ก็เริ่มบางลง บางคนเป็นถึงขั้นกระดูกพรุนได้เลยนะ อันนี้น่ากลัว

ทีนี้มาดูเพิ่มอีกหน่อย ว่าทำไมฮอร์โมนมันถึงรวนได้นะ

  • ความเครียด: อันนี้แหละตัวดีเลย เครียดมากๆ ฮอร์โมนคอร์ติซอลก็จะพุ่งปรี๊ดเลยนะ ทำให้ฮอร์โมนอื่นๆ พังตาม
  • กินไม่เลือก: ชอบกินของหวาน ของทอด ของมันๆ เยอะๆ ก็ทำให้ฮอร์โมนเราทำงานผิดปกติได้ง่ายมากๆ เลย
  • ออกกำลังกาย: บางทีออกน้อยไปก็ไม่ดี บางคนก็ออกเยอะไปก็แย่ ฮอร์โมนมันจะเพี้ยนๆ ได้นะ
  • นอนไม่พอ: นี่สำคัญมาก การนอนหลับไม่เพียงพอนี่ ทำให้ระบบฮอร์โมนรวนไปหมดเลยแหละ
  • อายุ: แก่ตัวลงนี่แหละ เป็นเรื่องธรรมชาติเลยที่ฮอร์โมนมันจะเปลี่ยนไปตามวัยนะ
  • โรคประจำตัว: อย่างพวกเบาหวาน หรือไทรอยด์ นี่ก็มีผลกระทบกับฮอร์โมนโดยตรงเลยนะ ต้องระวังไว้