หมอนรองกระดูกปลิ้นมีกี่ระดับ
หมอนรองกระดูกปลิ้น มีกี่ระดับ อาการรุนแรงแค่ไหน?
หมอนรองกระดูกปลิ้น มันมีกี่ระดับกันแน่ ตอนนั้นฉันก็งงๆ ไม่รู้จะไปวัดจากอะไรเลย คือมันปวดมาก ปวดแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนจริงๆ จำได้ว่าครั้งแรกเลยคือช่วงหน้าฝน ปี 65 นี่แหละ ปวดจนงอตัวไม่ได้เลยนะ
ไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้าน หมอบอกว่ามันไม่ใช่แค่แบ่งเป็นระดับ 1 2 3 แบบง่ายๆ หรอกนะ มันซับซ้อนกว่าเยอะ ต้องดูว่ามันปลิ้นไปทับเส้นประสาทมากน้อยแค่ไหน หมอจับๆ คลำๆ ดู มันก็เจ็บไปหมดทุกส่วน
แล้วก็ต้องไปทำ MRI นั่นแหละ ตอนนั้นที่โรงพยาบาลเอกชนแถวพระราม 9 มั้ง ค่า MRI ก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ จำได้ว่าเกือบหมื่นบาท พอผลออกมา หมอก็ชี้ให้ดูเลยว่าตรงไหนมันเคลื่อน มันดันออกมาเยอะแค่ไหน ตรงข้อกระดูกสันหลัง L4-L5 มั้งถ้าจำไม่ผิด
จริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรียกว่าระดับสองหรือสามอะไรแบบนั้นเลย แต่คืออาการของเรานั่นแหละ มันบอกได้หมดว่ารุนแรงแค่ไหน บางคนปลิ้นนิดเดียวแต่ปวดทรมานมาก เดินไม่ได้เลยก็มี ฉันนี่คือเดินแทบไม่ไหวเลยช่วงนั้น มันรุนแรงสำหรับฉันจริงๆ
สุดท้ายแล้ว การรักษามันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราจริงๆ นะ หมอจะประเมินจากหลายอย่างมาก ทั้งผล MRI การตรวจร่างกาย แล้วก็ที่สำคัญสุดคือเราเล่าอาการให้หมอฟังได้ละเอียดแค่ไหน นี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดเลย
หมอนรองกระดูกปลิ้น หายเองได้ไหม
โอ้ย พูดเรื่องนี้แล้วปวดหลังขึ้นมาเลย คือมันเกิดตอนเดือนพฤศจิกาปีที่แล้วเอง ตอนนั้นกำลังยกกระถางต้นไม้ที่ระเบียงคอนโดที่สุขุมวิท เสียงมันดังกร๊อบเลย ตรงหลังล่างด้านซ้าย แล้วก็ทรุดลงไปเลย คือลุกไม่ขึ้นจริงๆ เจ็บแบบจี๊ดลงขาซ้ายไปถึงนิ้วเท้าเลย นอนตัวงอบนพื้นอยู่เกือบสิบนาที
ตอนแรกก็คิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบมั้ง แต่ผ่านไปสองวันมันไม่ดีขึ้นเลย เดินตัวเอียงๆ เหมือนคนแก่ ตัดสินใจไปโรงพยาบาลสมิติเวช ทำ MRI ชัดเลย หมอบอก L4-L5 ปลิ้นออกมากดเส้นประสาท เห็นฟิล์มแล้วท้อเลย คือมันดูแย่มาก
คำถามแรกที่ถามหมอเลยคือ ต้องผ่าไหมครับ หมอบอกว่าเคสส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด ร่างกายมันมีกลไกซ่อมแซมตัวเองได้ คำว่า หมอนรองกระดูกปลิ้น หายเองได้ มันเรื่องจริง แต่มันไม่ใช่แบบนอนเฉยๆ แล้วจะหายนะ
ช่วงแรกคือทรมานมาก กินยาแก้ปวดอย่างเดียวเลย กิจวัตรประจำวันพังหมด แค่ใส่ถุงเท้ายังลำบาก โคตรหงุดหงิดตัวเอง แต่พออาการอักเสบเริ่มลดลง หมอก็ส่งไปทำกายภาพบำบัด นี่แหละคือจุดเปลี่ยนเลย นักกายภาพสอนท่ายืดกล้ามเนื้อ ท่าบริหารเพิ่มความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว คือมันสำคัญมากจริงๆ
ทำกายภาพอยู่เกือบสามเดือน อาการปวดร้าวลงขามันค่อยๆ หายไปทีละนิดๆ จนตอนนี้แทบไม่มีแล้ว เหลือแค่ตึงๆ หลังบ้างเวลาที่นั่งนานเกินไป ยังต้องทำท่าบริหารทุกวันนะ ขาดไม่ได้เลย มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว บอกตรงๆ ว่ากลัวกลับไปเป็นอีก
ดังนั้นถ้าถามว่ามันหายเองได้มั้ย คำตอบจากประสบการณ์ตรงเลยคือ ได้ แต่มันต้องอาศัยความมีวินัยและความเข้าใจร่างกายตัวเองมากๆ การผ่าตัดมันคือทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ถ้าเส้นประสาทไม่ได้ถูกทำลายรุนแรงหรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้
- ร่างกายมีกลไกจัดการตัวเอง ส่วนที่ปลิ้นออกมา (นิวเคลียส) ร่างกายจะมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม แล้วส่งเม็ดเลือดขาวมากำจัด ค่อยๆ ทำให้มันหดเล็กลงได้เอง
- ลดการอักเสบคือหัวใจ ในช่วงแรกสุด การพัก ใช้ยา และประคบเย็น ช่วยลดการอักเสบที่ไปกดทับเส้นประสาท พอการอักเสบลด อาการปวดก็ลดลง
- กายภาพบำบัดไม่ใช่ทางเลือกแต่คือสิ่งจำเป็น การสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ให้แข็งแรงเหมือนสร้างเกราะขึ้นมาพยุงกระดูกสันหลัง ป้องกันไม่ให้มันกลับมาเป็นซ้ำอีก
- การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น มีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงอย่างรุนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรืออาการปวดไม่ดีขึ้นเลยหลังรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายเดือน
หมอนรองกระดูกต้องนอนท่าไหน
โอ๊ยยย ปวดหลังเพราะ หมอนรองกระดูกทับเส้น สินะ! ฟังทางนี้ให้ดีๆ จะนอนยังไงให้หลังไม่พังไปกว่าเดิม! ไอ้เรื่องท่านอนนี่สำคัญกว่าเบอร์หวยอีกนะ พ่อคุณเอ๊ยยย!
ท่านอนคนป่วยหมอนรองกระดูก ที่ถูกต้องคือ นอนหงายแล้วหาหมอนอะไรก็ได้มายัดไว้ใต้เข่า! ใช่ ใต้เข่านั่นแหละ! ไม่ต้องสงสัย มันจะช่วยให้หลังส่วนล่างมันไม่แอ่นเป็นสะพานโค้ง ให้มันแบนราบไปกับเตียง เหมือนถนนลาดยางมะตอยใหม่ๆ ไอ้หมอนที่มันปลิ้นๆ อยู่จะได้ไม่โดนบี้!
ถ้าเกลียดการนอนหงายเหมือนเห็นคู่อริ ก็ให้นอนตะแคengไป! แต่มีข้อแม้... ต้องหาหมอนข้างมากอด! กอดให้แน่นเหมือนกลัวโดนแย่ง แล้วหนีบไว้ระหว่างขา ให้เข่ากับสะโพกมันงอหน่อยๆ จัดระเบียบร่างกายให้เหมือนตอนอยู่ในท้องแม่ อย่าปล่อยให้ขามันพับไปข้างหน้าจนเอวบิดเป็นเกลียวเชียว หลังพังมาไม่รู้ด้วยนะ!
แล้วไอ้ท่าที่ ห้ามนอนคว่ำเด็ดขาด! ลบออกจากสมองไปเลยนะ! การนอนคว่ำมันเหมือนจงใจเอาหลังไปวางบนแท่นประหารทุกคืน คอก็บิด หลังก็แอ่น ตื่นมานี่แทบจะคลานสี่ขาออกจากเตียงเลยทีเดียวเชียว
เกร็ดความรู้ฉบับชาวหลังเดาะ
- ที่นอนคนเป็นหมอนรองกระดูก ต้องไม่นุ่มยวบยาบเป็นหลุมดำนะ! นอนแล้วตัวจมหายไปครึ่งนึงน่ะไม่ดีแน่ เลือกที่มันแน่นๆ หน่อย หลังจะได้ไม่จม
- ตอนจะลุกจากเตียง อย่าดีดตัวขึ้นมาเหมือนซอมบี้คืนชีพ! ให้ค่อยๆ ตะแคงตัวก่อน แล้วใช้แขนดันตัวเองลุกขึ้นมา ช้าๆ... ไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิก
- หมอนหนุนคอก็เรื่องใหญ่! อย่าใช้หมอนสูงเป็นตึกใบหยก เดี๋ยวจะปวดคอเป็นของแถมอีกโรค
- ถ้ามันปวดจนนอนไม่ได้แล้วจริงๆ ก็ไม่ต้องฝืนเป็นยอดมนุษย์ ไปหาหมอ! เขาไม่ได้มีไว้แค่จ่ายยาพาราเด้อออ
อาการของสายตาเริ่มยาวมีอะไรบ้าง
โอ้ยยย ปวดหัวอีกแล้ว ปวดตรงกระบอกตาเลย นั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศแถวอโศกนี่แหละ จ้องจอคอมนานๆ ไม่ได้เลย มันเริ่มมาซักพักแล้ว ตอนแรกก็แค่ตาล้าๆ
พอตกบ่ายๆ นี่แหละตัวดีเลย ตัวหนังสือบนจอ excel มันเริ่มเบลอๆ ซ้อนกัน ต้องขยี้ตาบ่อยมาก จนเพื่อนทักว่าตาแดงนะเว้ย คือมันต้องเพ่งแบบสุดๆ อะ ถึงจะอ่านอีเมลรู้เรื่อง
แล้วไอ้มือถือเนี่ย ตัวการเลย เวลาจะอ่านไลน์นะ ต้องยืดแขนออกไปจนสุดอะ ถึงจะเห็นชัด คนอื่นมองคงตลกน่าดู รู้สึกเหมือนแขนตัวเองสั้นลงทุกวัน โคตรหงุดหงิดเลย
อาการมันไม่ได้มีแค่นั้นนะ ตอนกลางวันเดินออกไปกินข้าวเที่ยงแถวเทอร์มินอล 21 แสงแดดจ้าจนแสบตาไปหมด ต้องหยีตาตลอดเวลา เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้เลยจริงๆ
ที่พีคสุดคือตอนกลางคืน ขับรถกลับบ้านทีไรนะ ไฟถนน ไฟรถคันอื่นมันฟุ้งๆ แปลกๆ มีแสงกระจายรอบๆ บอกไม่ถูก มันทำให้กะระยะยากขึ้นไปอีก นี่แหละที่ทำให้ตัดสินใจไปร้านแว่นเลย ไม่ไหวแล้วจริงๆ
อาการสายตายาวที่เจอมากับตัวคือ ปวดหัว ปวดตา โดยเฉพาะเวลาทำงานใกล้ๆ จ้องคอม จ้องมือถือ มองใกล้ๆ ไม่ชัด ต้องยื่นแขนออกไปไกลๆ ภาพซ้อน ตัวหนังสือมันทับกัน ตาสู้แสงไม่ไหว แสบตาตอนกลางวัน กลางคืนมองลำบาก ขับรถแล้วไฟฟุ้ง
- สาเหตุหลักๆ เลยคือ เลนส์ตาเรามันแข็งขึ้น และกล้ามเนื้อตามันเสื่อมลงตามวัย ไม่ได้เป็นโรคอะไรน่ากลัว
- ส่วนใหญ่จะเริ่มเป็นกันตอน อายุเข้าเลข 4 แต่เดี๋ยวนี้คนจ้องจอบ่อยๆ ก็เป็นเร็วขึ้น
- การแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดคือ ตัดแว่นสายตายาว หรือถ้ามีสายตาอื่นอยู่แล้วก็ใช้เป็น เลนส์โปรเกรสซีฟ ไปเลย จบในอันเดียว
- อย่าไปซื้อแว่นสำเร็จรูปตามตลาดมาใส่เอง เพราะค่าสายตาแต่ละข้างอาจจะไม่เท่ากัน แล้วมันจะทำให้ปวดหัวหนักกว่าเดิม
- การปรับพฤติกรรมก็ช่วยได้นะ เพิ่มแสงสว่างตรงโต๊ะทำงาน ให้มากขึ้น พักสายตาจากจอบ้างทุก 20 นาที ช่วยได้เยอะเลย
จะรู้ได้อย่างไรว่าสายตาคงที่
ค่าสายตาคงที่? ดูเองง่ายๆ: ถ้าปีนึง บวก/ลบ ไม่เกิน 100 นั่นแหละใช่.
เลสิก... เมื่อไหร่?
- รอให้สายตา "อยู่ตัว" ก่อน. แปลว่าค่าสายตาที่วัดได้ ไม่เปลี่ยนไปมาบ่อยๆ.
- เช็คเองแบบบ้านๆ: ปีนึง บวก/ลบ ไม่เกิน 100 ถือว่านิ่ง.
- แต่ถ้าให้ชัวร์? ไปหาหมอตา. เขาจะบอกได้แม่นยำกว่า.
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- สายตาคงที่: คือค่าสายตาไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาหนึ่ง.
- การวัดค่าสายตา: โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาว่าค่าสายตาคงที่แล้ว หากภายใน 1 ปี ค่าสายตาสั้น (Myopia) หรือสายตายาว (Hyperopia) ไม่เปลี่ยนแปลงเกิน 0.50 Diopter (D) หรือประมาณ 100 ในหน่วยที่วัด.
- ปัจจัยที่มีผลต่อความคงที่ของสายตา:
- อายุ: โดยทั่วไปสายตาจะเริ่มคงที่ในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป.
- พฤติกรรมการใช้สายตา: การใช้สายตาเพ่งมองระยะใกล้เป็นเวลานาน อาจทำให้สายตาเปลี่ยนแปลงได้.
- สุขภาพตาโดยรวม: โรคตาบางชนิด หรือภาวะสุขภาพบางอย่าง อาจส่งผลต่อความคงที่ของสายตา.
- การทำเลสิก:
- อายุที่เหมาะสม: แนะนำให้ทำเลสิกเมื่อมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และค่าสายตาคงที่แล้วอย่างน้อย 1 ปี.
- การประเมินก่อนทำ: การตรวจประเมินสภาพตากับจักษุแพทย์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อประเมินความเหมาะสม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น.
- เทคโนโลยีเลสิก: มีหลายเทคโนโลยี เช่น LASIK, Femto-LASIK, ReLEx SMILE แต่ละเทคโนโลยีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต