อาการมึนหัวตาพร่ามัวเกิดจากอะไร

108 ครั้งเข้าชม
อาการมึนหัว ตาพร่ามัว เกิดจากอะไร?อาการมึนหัวร่วมกับตาพร่ามัวอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่เกิดได้จากหลายปัจจัย ระบบประสาท: การทำงานของสมองช้าลงจากการอดนอน ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ สภาวะจิตใจ: ความเครียดสะสม ความวิตกกังวล หรือความกลัว โรคประจำตัว: ภาวะผิดปกติในร่างกาย เช่น น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ, ไทรอยด์เป็นพิษ, โรคหัวใจ และโรคปอดเรื้อรัง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการมึนหัวตาพร่ามัวเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง? สาเหตุยอดฮิตและวิธีรับมือเบื้องต้น

เคยเป็นมั้ย อาการแบบวูบๆ มึนหัวแล้วภาพตัดไปแป๊บนึง ของผมนี่มาเต็มเลยช่วงที่ปั่นงานโปรเจกต์ใหญ่ตอนเดือนกรกฎาที่ผ่านมา นอนวันละสามสี่ชั่วโมงติดกันเป็นอาทิตย์ สมองมันตื้อไปหมด ตาพร่าๆ เหมือนมีฟิล์มบางๆมาเคลือบไว้

แล้วยิ่งถ้าคืนไหนไปดื่มกับเพื่อนนะ วันรุ่งขึ้นไม่ต้องพูดถึงเลย โลกหมุนติ้วๆ มันคือร่างกายมันฟ้องว่าระบบประสาทกำลังรวนเพราะพักผ่อนไม่พอ แถมเจอแอลกอฮอล์เข้าไปกดอีก มันไม่ใช่แค่มึนหัวธรรมดาแต่มันเบลอไปทั้งวัน

อีกรอบนึงที่จำได้แม่นเลยคือตอนเช้ารีบมาก ไม่ได้กินข้าวเช้า ไปถึงออฟฟิศที่อโศกประมาณสิบเอ็ดโมง อยู่ๆก็หน้ามืด มือสั่น ใจหวิวๆ ตาพร่าไปหมดเลย เพื่อนต้องรีบไปซื้อน้ำหวานมาให้กินแป๊บนึงถึงดีขึ้น น้ำตาลตกนี่เอง น่ากลัวเหมือนกัน

ความเครียดก็ตัวดีเลยนะ เวลากังวลมากๆ คิดวนไปวนมาเรื่องเดิมๆ ร่างกายมันเกร็งไปหมดโดยไม่รู้ตัว หายใจก็สั้นลงแปลกๆ แล้วอาการมึนหัวตาพร่ามันก็จะตามมาเป็นแพ็กเกจเลย

ถาม: อาการมึนหัวตาพร่ามัวเกิดจากอะไร? ตอบ: สาเหตุหลักๆ มาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดสะสม หรือภาวะที่ร่างกายผิดปกติ เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป รวมถึงโรคบางอย่างที่มีผลต่อสมองและระบบประสาท

ตาลายเกิดจากสาเหตุอะไร

ตาลาย มัว ๆ เหมือนหัวตื้อ เบลอ ๆ เนี่ยนะ... บางทีมันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังป่วยเป็นอะไรที่ร้ายแรงเลยจริง ๆ นั่นแหละ เหมือนร่างกายมันกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกมาเบา ๆ ในยามดึกแบบนี้

เราคิดว่าอาการพวกนี้มันเชื่อมโยงกับหลายอย่างเลยนะ อย่างแรกเลยก็ การใช้งานสายตาหนักเกินไป หรือ การพักผ่อนไม่พอ ช่วงนี้เราอาจจะนอนน้อยไปหน่อย จนร่างกายมันล้าไปหมดแล้ว

บางทีมันก็มาจาก อาการปวดหัวจากการใช้งานระหว่างวัน นั่นแหละ ทั้งกล้ามเนื้อ ทั้งเส้นเอ็นรอบ ๆ หัวเรามันตึงไปหมด จนรู้สึกมึน ๆ ไปหมดเลยนะ แล้วก็อีกเรื่องคือ สายตาเราเอง ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้มันเหมาะสมดีพอ

มันเหมือนทุกอย่างมันประดังเข้ามาพร้อมกันจนสมองเรามันเริ่มเบลอ ๆ ไปเองนั่นแหละ พอตกกลางคืนแบบนี้ ยิ่งคิดมันก็ยิ่งสับสนนะ ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่

  • ขาดน้ำ: ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อวัน
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ: เกิดจากการอดอาหารนานๆ หรือภาวะน้ำตาลตก
  • ความเครียดและความวิตกกังวล: ส่งผลต่อระบบประสาทและร่างกายโดยรวม
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด: ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดบางตัว
  • การเปลี่ยนท่าทางกะทันหัน: ลุกยืนเร็วเกินไป
  • สภาพแสงไม่เหมาะสม: แสงสว่างจ้าไป หรือมืดเกินไป
  • การนอนหลับไม่เป็นเวลา: รบกวนวงจรการนอนของร่างกาย
  • การมองเห็นในที่มืด: สายตาต้องปรับตัวมากเป็นพิเศษ

อาการเบลอๆ ลอยๆเกิดจากอะไร

เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เลยนะ ฉันกำลังเดินลงบันไดเลื่อนที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ตอนนั้นคนเยอะมากๆ เบียดกันสุดๆ ฉันรีบจะไปประชุมให้ทัน ตอนนั้นไม่ได้กินข้าวเช้ามาเลยตั้งแต่ตื่น ก็รู้สึกหิวๆ อยู่ แต่ก็คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปหาอะไรกิน

พอใกล้ถึงพื้นข้างล่างเท่านั้นแหละ โห โลกมันหมุนคว้างเลยอ่ะ ฉันแบบก้าวขาไม่ออก หน้ามืดไปหมดเลย เหมือนจะวูบลงไปตรงนั้น เหงื่อแตกเต็มหลังเลย มือเย็นเฉียบ ใจเต้นแรงตุบๆๆๆ แบบควบคุมตัวเองไม่ได้เลย โชคดีที่มือฉันคว้าจับราวบันไดเลื่อนได้พอดีนะ ไม่งั้นฉันคงได้ล้มทับคนข้างหลังแน่ๆ ตอนนั้นคือกลัวมาก แบบขาไม่มีแรง เดินต่อแทบไม่ไหวเลย ยืนพักหายใจอยู่ตรงนั้นเป็นนาทีเลยนะ แล้วค่อยๆ เขยิบตัวไปนั่งพักตรงม้านั่งแถวนั้นก่อน โอ๊ย เหนื่อยสุดๆ

ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นพักนึงเลยอ่ะ รู้สึกว่าร่างกายมันเพลียไปหมดจริงๆ ตอนนั้นนะ คิดไปว่า สงสัยคงไม่ได้กินอะไรเลย ตั้งแต่เช้าแน่ๆ เลย มันเลยเป็นแบบนี้ พอได้นั่งพักสักพักอาการมันก็ค่อยๆ ดีขึ้นนะ แต่ก็ยังรู้สึกโหวงๆ อยู่ข้างในใจเลย หลังจากนั้นฉันต้องแวะซื้อน้ำหวานกับขนมปังกินรองท้องก่อนเลยนะ ไม่กล้าเดินต่อทันที กลัวจะเป็นอีก นี่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ฉันระวังตัวเรื่องการกินข้าวเช้ามากๆ เลยนะ

อาการเบลอๆ ลอยๆ ที่เจอได้มาจากหลายสาเหตุ:

  • ปัญหาการไหลเวียนโลหิต: เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เช่น ความดันโลหิตต่ำ การเปลี่ยนท่ากะทันหัน
  • โรคหัวใจ: หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะหัวใจทำงานผิดปกติบางอย่าง
  • ออกซิเจนในเลือดต่ำ: เกิดจากโรคปอด หรือโรคโลหิตจางรุนแรง
  • ความผิดปกติของระบบประสาท: เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือไมเกรน
  • ปัญหาหูชั้นใน: โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือการอักเสบในหู
  • ภาวะขาดน้ำ: ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ปริมาณเลือดลดลง
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ: ไม่ได้กินอาหารนานๆ หรือภาวะน้ำตาลตก
  • ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิดส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนได้
  • ความวิตกกังวล: อาการแพนิก หรือเครียดจัดก็ทำให้รู้สึกเบลอๆ ได้

ตาลายทำยังไงถึงจะหาย?

ตาลายน่ะ มันก็น่าหงุดหงิดเหมือนโดนอำแต่ลืมตาไม่ขึ้นนั่นแหละ! วิธีรับมือแบบบ้านๆ ไม่ต้องคิดเยอะนะ อย่างแรกเลย ลุกจากที่นอนบ้างเถอะพ่อคุณแม่คุณ! ไม่ต้องไปวิ่งมาราธอนอะไรหรอก แค่ขยับเนื้อขยับตัวให้มันกระปรี้กระเปร่าหน่อย เช่น เดินไวๆ วิ่งเบาๆ ให้เหงื่อออกบ้าง หรือจะโยคะแก้ปวดหัวที่คอ บ่า ไหล่ ก็ช่วยได้เยอะนะ ร่างกายแข็งแรง ตาก็พลอยสดใสไปด้วยแหละ!

ถัดมา เรื่องปากท้องนี่สำคัญมากนะจ๊ะ กินข้าวให้มันตรงเวลาหน่อย ไม่ใช่ปล่อยท้องกิ่วจนไส้จะขาด! จัดเต็มไปเลยสารอาหารครบถ้วน ห้าหมู่ห้าสี ไม่ใช่กินแต่มาม่าทั้งเดือน ส่วนน้ำน่ะ ดื่มเข้าไปเถอะ! ดื่มให้มันเยอะๆ เข้าไว้ ร่างกายจะได้ไม่แห้งผากจนเหี่ยวเหมือนลูกเกด บางทีตาลายก็เพราะขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดนี่แหละ! ดื่มไปเถอะไม่ต้องกลัวเปลืองน้ำในตัว!

แล้วก็ยังมีเคล็ดลับจุกจิกอีกนะ ที่ช่วยให้ตาเราไม่ต้องทำงานหนักจนตาลาย:

  • พักสายตาบ้างนะ เวลาจ้องจอนานๆ ตาจะล้าเหมือนคนแบกหาม ลองใช้กฎ 20-20-20 ดูสิ ทุก 20 นาที พักมองไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที ช่วยได้เยอะเลยนะเออ
  • นอนให้มันพอเถอะ สำคัญสุดๆ เหมือนเติมแบตให้มือถือ ตาเราก็ต้องการพักผ่อนเหมือนกันนะ ถ้าอดนอน ตาจะเหมือนโดนทุบ มันก็จะเบลอๆ มัวๆ
  • แสงสว่างต้องพอดี เวลาอ่านหนังสือหรือทำงานน่ะ แสงต้องไม่มืดไป ไม่สว่างจ้าไป ไม่งั้นตาจะทำงานหนักจนน้ำตาจะไหลเป็นทางเลยนะ
  • ลดหน้าจอลงบ้าง ถ้าเป็นไปได้นะ ลองลดเวลาจ้องมือถือ คอมพิวเตอร์ ไอแพดลงบ้าง บางทีตาเราก็อยากพักผ่อนจากแสงสีฟ้าๆ บ้างเหมือนกันแหละ
  • หมั่นตรวจสุขภาพตา อันนี้สำคัญมาก อย่ารอให้ตาบอดสนิทก่อนถึงไปหาหมอ ตรวจเช็กบ้างอะไรบ้าง จะได้รู้ทันก่อนที่อะไรๆ มันจะแย่ไปกว่านี้จริงๆ นะ

มีวิธีแก้เวียนหัวตาลายอย่างไรบ้าง?

โอเค เวียนหัวอีกละ ทำไงดีนะ ต้องนิ่งๆ ก่อนเลย หาที่นั่งด่วนๆ อย่าฝืนเดินเด็ดขาด อาการบ้านหมุน นี่มันน่ากลัวจริงๆ ล้มหัวฟาดพื้นได้เลยนะ

แล้วก็เริ่มบริหารร่างกายเบาๆ จากที่เคยทำๆ มานะ

  • บริหารคอ: ก้มหน้าลงช้าๆ แล้วก็เงยหน้ามองเพดาน ทำตอนลืมตานะ ค่อยๆ ทำ ไม่ต้องรีบ ทำไปสัก 20 รอบ
  • บริหารตา: อันนี้ก็สำคัญ กรอกตามองขึ้นบนสุด ลงล่างสุด สลับกัน แล้วก็มองซ้ายสุด ขวาสุด ทำช้าๆ เหมือนกัน
  • ท่านั่ง: นั่งตัวตรงแล้วยักไหล่ขึ้นลง ช่วยได้เหมือนกันนะ ทำให้เลือดมันไหลเวียนดีขึ้นมั้ง
  • การเคลื่อนไหวศีรษะ: หันหน้าไปทางซ้ายช้าๆ แล้วก็หันขวา ทำสลับไปมา

เอ... หรือว่ามันเป็นเพราะ น้ำในหูไม่เท่ากัน? ที่เขาเรียกว่า BPPV รึเปล่า ถ้าใช่เลยนะต้องทำท่ากายภาพบำบัดเฉพาะทางเลย คือท่า Epley Maneuver อันนี้คือดีมาก แต่ต้องให้หมอสอนก่อนนะทำเองมั่วๆ ไม่ได้

บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอะไรเยอะ แค่นอนน้อย หรือกินน้ำน้อยไปเองก็มีส่วน ต้องดื่มน้ำเยอะๆ ลดเค็มด้วยนะ แล้วก็นอนให้พอ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

สาเหตุหลักๆ ของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน

  • ตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด (BPPV - Benign Paroxysmal Positional Vertigo)
  • โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease)
  • การอักเสบของหูชั้นใน หรือเส้นประสาทการทรงตัว
  • ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ

ตามัวหายเองได้ไหม?

โอ้โห คำถามนี้เหมือนถามว่า "ถ้าเราทำเมินแฟน แฟนจะหายงอนเองไหม" คำตอบคือ... แล้วแต่เวรแต่กรรมจ้ะ

ตามัวมันไม่มีสกิลการฮีลตัวเองเหมือนวูล์ฟเวอรีนนะพ่อคุณ ถ้ามันหายเองได้จริง ร้านแว่นคงต้องเปลี่ยนไปขายชานมไข่มุกกันหมดแล้วล่ะ การปล่อยให้ตามัวๆ ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนปล่อยให้รถยางแบนแล้วหวังว่าขับๆ ไปลมมันจะเต็มเอง... ซึ่งมันไม่!

บางทีอาการมัวแบบฉาบฉวย แค่พักสายตาจากจอ ออกไปมองต้นไม้ใบหญ้า มันก็ดีขึ้นได้ อันนั้นเหมือนมือถือแฮงค์แล้วเราแค่รีสตาร์ทเครื่อง แต่ถ้ามัวแบบติดบั๊กถาวร มัวเป็นภาพ 480p ตลอดเวลา อันนี้มันคือฮาร์ดแวร์ข้างในกำลังจะพังแล้วแม่คุณ การปรับพฤติกรรมมันแค่ชะลอ ไม่ใช่การซ่อม

เปรียบง่ายๆ ดวงตาเราคือกล้องไลก้ารุ่นลิมิเต็ด ไม่ใช่กล้องใช้แล้วทิ้งนะ จะมาใช้งานหนักๆ แล้วหวังให้มันซ่อมตัวเอง มันไม่ได้!

ถ้าอาการมันสะสมจนรู้สึกว่าโลกนี้มันซอฟต์โฟกัสไปหมด นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดแล้ว อย่ามัวแต่รอให้เทพเจ้าแห่งการมองเห็นมาเข้าฝัน รีบไปหาจักษุแพทย์เถอะ ไปให้เค้าส่องดูเลนส์ ส่องดูจอประสาทตา ดีกว่ามานั่งส่องดวงชะตาแล้วภาวนาให้มันหายเอง ไปหาหมอ ไปหาหมอนะจ๊ะ

ส่วนที่ทำเองได้ที่บ้านแบบกรุบกริบก็มี:

  • อัปเกรดระบบปฏิบัติการดวงตา: ไม่ใช่การผ่าตัดนะ หมายถึงการกินอาหารที่มีวิตามินเอสูงๆ พวกผักบุ้ง แครอท ฟักทอง เหมือนลงแอนตี้ไวรัสให้ดวงตาไง
  • เปิดโหมดพักหน้าจอ: ใช้กฎ 20-20-20 คือจ้องจอ 20 นาที พักสายตามองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ให้ดวงตาได้หายใจหายคอบ้าง ไม่ใช่จ้องจนตาแทบหลุดออกมาเต้น
  • ปรับความสว่างให้พอดี: ไม่ใช่เปิดไฟสว่างจ้าเหมือนอยู่ในห้องผ่าตัด หรือมืดตื๋อเหมือนดูหนังสยองขวัญ เอาที่มันสบายตาอะ สบายตา
  • ใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า: ถ้าชีวิตนี้หนีจอไม่พ้น ก็เหมือนใส่เกราะให้ดวงตาไปสู้รบกับแสงสีฟ้าซะ อย่างน้อยก็ช่วยลดความล้าได้เยอะเลยล่ะ

จำไว้ว่าอาการตามัวมันมีหลายสาเหตุมาก ตั้งแต่เรื่องขี้ปะติ๋วอย่างสายตาสั้น-ยาว-เอียง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติอย่างต้อกระจก ต้อหิน หรือเบาหวานขึ้นตา ซึ่งพวกหลังนี่รอไม่ได้เด็ดขาด ยิ่งปล่อยไว้นาน การมองเห็นยิ่งกู้คืนยาก เหมือนกู้ไฟล์ที่ลบทิ้งไปแล้วนั่นแหละ.

อาการตาพร่ามัว เป็นยังไง?

อาการตาพร่ามัวนี่ เหมือนโลกมันตั้งใจจะหลุดโฟกัสใส่เราน่ะสิ ภาพที่เห็นก็ไม่คมชัด เบลอ ๆ เหมือนไม่ได้ใส่แว่น ทั้งที่บางทีก็ใส่แล้วก็ยังเบลอได้ มองไกลก็เห็นแต่เงาตะคุ่ม ๆ มองใกล้ก็ยังไม่ชัด บางทีกลางคืนนี่แย่เลย เหมือนระบบปรับแสงมันพัง มองอะไรก็มืดมัวไปหมด แถมยังพ่วงอาการปวดหัว มักจะมาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจเลยนะเออ

ทีนี้มาขยายความให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกนิดนะ ว่าไอ้ความ "เบลอ" นี่มันไม่ใช่แค่เบลอ ๆ ทั่วไป แต่มันมีหลายเลเวลเลยล่ะ เหมือนบัฟเฟอร์วิดีโอที่เราดูไม่ทันอะ

  • กล้ามเนื้อตาหมดแรง: เหมือนเราใช้กล้องถ่ายรูปซูมเข้าซูมออกเยอะ ๆ จนมอเตอร์มันล้า ตาเราก็มีกล้ามเนื้อไว้เพ่ง พอใช้หนัก ๆ หรืออายุเยอะขึ้น มันก็งอแง ไม่ยอมทำงานเต็มที่ มองอะไรก็ไม่คมชัดเหมือนเดิม เป็นเพราะมันไม่มีแรงจะโฟกัสแล้วไง
  • ระบบปรับแสงมีปัญหา: กลางคืนที่เคยเห็นลาง ๆ ก็กลายเป็นมืดตึ๊ดตื๋อไปเลย รูม่านตาที่ควรจะขยายรับแสงตอนมืด ๆ ก็ไม่ยอมทำหน้าที่เท่าที่ควร บางคนก็เจอแสงจ้าแล้วแสบตาเวอร์ คือระบบมันเพี้ยนไปหมด
  • ปวดหัวมาด้วย: อาการตาพร่ามัวนี่ไม่ใช่มาเดี่ยว ๆ นะ ส่วนใหญ่ชอบพกเพื่อนมาด้วยคือ อาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องเพ่งสายตาหนัก ๆ เพื่อพยายามมองอะไรให้ชัดขึ้น มันเหมือนสมองเราทำงานโอเวอร์โหลดเพื่อชดเชยสิ่งที่ตาเราทำไม่ได้น่ะสิ
  • พฤติกรรมแปลก ๆ: บางคนอาจจะเริ่ม หรี่ตา หรือขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เพื่อพยายามให้เห็นชัดขึ้น ลองสังเกตตัวเองดูนะ ไอ้การทำหน้ายู่ ๆ แบบนั้นมันไม่ได้ช่วยให้ชัดขึ้นหรอก มีแต่จะทำให้ปวดหน้าเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ
  • โลกไม่ยอมเรนเดอร์: ลองคิดดูสิว่าเรากำลังเดินอยู่ในเกมที่กราฟิกไม่ยอมโหลดเต็มที่ วัตถุรอบตัวมันก็จะเป็นแค่พิกเซลเบลอ ๆ นั่นแหละความรู้สึกของคนตาพร่ามัว บางทีก็เหมือนมองผ่านกระจกที่โดนไอน้ำเกาะตลอดเวลา เช็ดแล้วเช็ดอีกก็ไม่หายนะเออ

ตาพร่ามัว 1 ข้างเกิดจากอะไร?

ตาพร่ามัว 1 ข้างเกิดจากอะไร?

"ตาพร่ามัว 1 ข้าง" เนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องชวนงงนะจ๊ะ สัญญาณเตือนชัดๆ เลย เหมือนใครมาปิดไฟแค่ข้างเดียวในโลกเราน่ะสิ! โดยเฉพาะถ้าโผล่มาปุบปับ ตอนอายุเกิน 60 ปี ขึ้นไป มันชอบมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียน

แขกพวกนั้นก็เช่น รูที่จุดรับภาพจอประสาทตา หรือบางทีก็เป็น จอตาหลุดลอก โอ้โห ฟังดูน่ากลัวเนอะ เหมือนผนังบ้านหลุดน่ะแหละ! หรือจะเจอ โรคเริมในดวงตา ก็มี หรือไม่ก็ ประสาทตาอักเสบ ไปเลย นี่มันครบวงจรเลยนะ

สายตาพร่ามัวข้างเดียวเนี่ย ก็น่ารำคาญไม่ต่างจากการมองผ่านกระจกที่โดนน้ำมันกระเด็นใส่ข้างเดียว มันทั้งมึน ทั้งงง ไม่ได้เห็นชัดเจนเหมือนข้างที่เหลือ นี่แหละนะชีวิตคนเรา ชอบมีเรื่องเซอร์ไพรส์ตลอด.

อายุที่เพิ่มขึ้นมันก็เหมือนการเปิดกล่องสุ่ม ได้ของแถมเป็นโรคภัยไข้เจ็บ สารพัด โดยเฉพาะดวงตาเนี่ย สำคัญนัก! อย่าคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ นะ ต้องรีบไปหาหมอ ถ้าไม่อยากใช้ชีวิตแบบสองมาตรฐานในการมองเห็น.

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรจะรู้ไว้เหมือนเป็นเกร็ดชีวิต:

  • อาการร่วมที่ต้องระวังเป็นพิเศษ: นอกจากพร่ามัวแล้ว อาจมี ปวดตา แสงแฟลชวูบวาบ เห็นจุดลอย หรือ เห็นเหมือนม่านมาบัง เหล่านี้คือสิ่งที่ต้องสังเกตให้ดีเลยนะ
  • สาเหตุอื่น ๆ ก็มีนะจ๊ะ: บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ตากุ้งยิง (แต่พร่ามัวข้างเดียวมักจะร้ายแรงกว่านั้น) หรือ ต้อกระจก ที่เพิ่งเริ่ม ก็ไม่ควรละเลยอยู่ดี
  • เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอแบบไม่รอช้า (วิ่งไปเลยก็ได้):
    • ถ้า สายตาพร่ามัวเกิดขึ้นฉับพลันทันที
    • มี อาการปวดตาอย่างรุนแรง ร่วมด้วย
    • เห็น แสงแฟลช หรือจุดลอยจำนวนมากผิดปกติ
    • สูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือทั้งหมด นี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบจัดการ!
  • ป้องกันไว้ดีกว่าแก้: หมั่นตรวจสุขภาพตาประจำปี โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น มันคือการลงทุนที่คุ้มค่ากับดวงตาคู่เดียวของเรา จำไว้เลยนะ อย่าขี้เกียจเด็ดขาด!

อาการปวดลูกกะตาเกิดจากอะไร?

ปวดลูกกะตาเหรอ? อื้อหือ… เหมือนใครเอาค้อนจิ๋วมาทุบอยู่ในเบ้าตาเลยนะ บางทีก็แค่เรื่องจิ๊บๆ บางทีก็เรื่องใหญ่โต เหมือนชีวิตเรานี่แหละ มีทั้งวันที่โลกสดใสกับวันที่เหมือนตกนรก

ส่วนใหญ่ อาการปวดตา มาจากเรื่องที่โลกสมัยใหม่สร้างสรรค์ให้เรา เช่น ตาล้า จากการจ้องจอทั้งวันทั้งคืน หรือตาแห้งเหมือนทะเลทรายตอนแล้งจัดๆ ภูมิแพ้ ก็อีกอย่าง เหมือนมีฝุ่นในระบบตลอดเวลา ตากุ้งยิง ก็แค่แบคทีเรียมันเผลอมาปาร์ตี้ผิดที่ผิดทาง หรือบางทีก็แค่ สิ่งแปลกปลอม ตัวเล็กๆ เข้าไปสร้างความรำคาญใจ คล้ายๆ ก้างปลาติดคอ

แต่ถ้ามันปวดแบบไม่ธรรมดา เหมือนมีอะไรผิดปกติในระบบ เหมือนเครื่องยนต์ใกล้พังน่ะ อันนั้นต้องรีบหน่อยนะ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับเร่งด่วน เช่น ต้อหินเฉียบพลัน ที่ความดันตาพุ่งเหมือนกราฟหุ้นตกหนักๆ ท่อน้ำตาอุดตัน เหมือนท่อระบายน้ำตัน ติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง หรือ เส้นประสาทตาอักเสบ ซึ่งเป็นเรื่องของระบบประสาทที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

บางครั้งอาการปวดตาก็เป็นแค่ 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ที่มากับปัญหาอื่นของร่างกาย เช่น ไมเกรน หรือไซนัสอักเสบ เวลาปวดนี่มันปวดลึกๆ เหมือนปวดไปถึงสมองเลยนะ

  • อาการปวดตา ไม่ได้มีแค่แบบเดียว บางทีก็แค่เมื่อยๆ หน่วงๆ บางทีก็ปวดจี๊ดๆ แสบๆ หรือปวดตุบๆ ตามจังหวะหัวใจเลยก็มี
  • พฤติกรรมทำร้ายตา ที่เราทำกันบ่อยๆ คือการจ้องจอนานเกินไป (ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือคอมพิวเตอร์) อยู่ในห้องที่แสงน้อยไป หรือมากไป และการใส่คอนแทคเลนส์โดยไม่รักษาความสะอาดให้ดี
  • โรคอื่นที่ส่งผลถึงตา ที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ ไซนัสอักเสบ ที่ทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ รอบกระบอกตา หรือ ไมเกรน ที่มาพร้อมอาการปวดตาและแพ้แสงจัดๆ จนอยากจะหลบไปอยู่ในถ้ำ
  • เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอ ถ้ามีอาการปวดตารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีอาการตามัวลงอย่างรวดเร็ว ตาแดงจัดๆ เห็นแสงวูบวาบ หรือมีไข้ร่วมด้วย รีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที นะ อย่ามัวแต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวก็หาย
  • การดูแลตาเบื้องต้น พักสายตาบ่อยๆ ทุก 20 นาทีมองไปไกลๆ สัก 20 วินาที ใช้น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และใส่แว่นกันแดดเมื่อออกแดดจ้า อย่าขยี้ตา เด็ดขาด! มันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้แย่ลง