อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส จะพบในกรณีใด

134 ครั้งเข้าชม
อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส เกิดจากความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh ระหว่างแม่และลูก โดยแม่มีเลือด Rh ลบ และลูกมีเลือด Rh บวก ทำให้ร่างกายแม่สร้างแอนติบอดีต่อต้านเม็ดเลือดแดงของลูก ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงของทารกถูกทำลายในครรภ์หรือหลังคลอด ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางรุนแรงในทารกได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส: เมื่อความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh ก่อภัยแก่ทารกในครรภ์

อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส (Erythroblastosis fetalis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคเฮโมไลติกของทารกแรกเกิด (Hemolytic disease of the newborn, HDN) เป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในทารกในครรภ์หรือหลังคลอด สาเหตุหลักมาจากความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh ระหว่างแม่และลูก แม้ว่าโดยทั่วไปจะอธิบายว่าเกิดจากแม่ที่มีเลือด Rh ลบ และลูกที่มีเลือด Rh บวก แต่ความจริงแล้ว มีความซับซ้อนมากกว่านั้น และเราควรทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงและกลไกการเกิดโรคอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh: มากกว่าแค่ Rh ลบและ Rh บวก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ Rh บวกหรือ Rh ลบอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสัมผัสของร่างกายแม่กับแอนติเจน RhD โดยปกติแล้ว แม่ที่มีเลือด Rh ลบ จะไม่สร้างแอนติบอดีต่อต้าน RhD เว้นเสียแต่ว่าจะเคยได้รับการสัมผัสกับเม็ดเลือดแดงที่มีแอนติเจน RhD มาก่อน การสัมผัสนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุการณ์ เช่น:

  • การตั้งครรภ์ก่อนหน้าที่มีทารก Rh บวก: ในระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งแรก หรือการคลอดบุตร เลือดของทารกอาจเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ ทำให้ร่างกายแม่เริ่มสร้างแอนติบอดีต่อต้าน RhD
  • การแท้งบุตรหรือการทำแท้ง: แม้การตั้งครรภ์จะไม่ถึงกำหนดคลอด แต่การสูญเสียเลือดของทารกก็อาจทำให้แม่ได้รับแอนติเจน RhD เช่นกัน
  • การได้รับเลือด Rh บวก: การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่มีแอนติเจน RhD เช่น การผ่าตัด

เมื่อแม่ที่มีแอนติบอดีต่อต้าน RhD ตั้งครรภ์อีกครั้ง และทารกมีเลือด Rh บวก แอนติบอดีเหล่านี้จะสามารถผ่านรกเข้าสู่กระแสเลือดของทารก ทำลายเม็ดเลือดแดงของทารก ซึ่งนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ภาวะตัวเหลือง และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกได้

การวินิจฉัยและการป้องกัน

การตรวจคัดกรองหมู่เลือด Rh เป็นสิ่งสำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง การตรวจวัดระดับแอนติบอดีต่อต้าน RhD ในเลือดแม่ สามารถช่วยในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษา หากพบว่าแม่มีระดับแอนติบอดีสูง แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจสอบสภาพของทารก และอาจพิจารณาการให้เลือดแก่ทารกหลังคลอด

การฉีด Rho(D) immunoglobulin (RhoGAM) เป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ โดยการฉีดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายแม่สร้างแอนติบอดีต่อต้าน RhD โดยทั่วไปจะให้ฉีดในช่วงตั้งครรภ์ และหลังคลอด หากทารกมีเลือด Rh บวก

สรุป

อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส เป็นภาวะที่ร้ายแรง แต่สามารถป้องกันได้ ด้วยการตรวจคัดกรองหมู่เลือดอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ RhoGAM ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจกลไกการเกิดโรคอย่างละเอียด จะช่วยให้ทั้งแพทย์และผู้หญิงตั้งครรภ์ สามารถเตรียมตัวรับมือและปกป้องสุขภาพของทารกได้อย่างดีที่สุด