เก็บ UA กี่ cc

56 ครั้งเข้าชม
เก็บปัสสาวะ (UA) 5-10 มล. วิธีการ: ใช้ขวดปัสสาวะปราศจากเชื้อ ฝาปิดสนิท สำคัญ! ใช้วิธีปราศจากเชื้อ (aseptic technique) เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ขั้นตอนการเก็บ: ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด เก็บปัสสาวะส่วนกลาง (midstream urine) หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝาขวด ปิดฝาให้สนิท ส่งตรวจทันที หรือแช่เย็นหากไม่สามารถส่งทันที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เก็บ UA เท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ?

เก็บปัสสาวะเท่าไหร่ดีนะ? จำได้ตอนตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 พยาบาลบอกแค่ให้ปัสสาวะนิดหน่อย ไม่เยอะมากหรอก ประมาณ 5-10 ซีซี เค้าให้ขวดมาด้วยนะ ขวดเล็กๆ ฝาปิดแน่น สะอาดมาก เหมือนขวดเก็บตัวอย่างในแล็บเลยล่ะ

ใช้ขวดสะอาดๆ ฝาปิดสนิท สำคัญมาก! ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนด้วยนะ จำได้แม่นเลย ตอนนั้นมือเปื้อนกาแฟ รีบล้างมือหลายรอบเลย ก่อนเอาขวดมา จะได้ไม่ปนเปื้อน ขั้นตอนมันดูละเอียดอ่อน กว่าที่คิดเยอะเลย

จำได้ลางๆว่า... พยาบาลเน้นเรื่องการเก็บปัสสาวะให้ถูกวิธีด้วยนะ คือแบบ…ต้องทำอย่างระมัดระวัง เหมือนเวลาเราทำอาหารที่ต้องรักษาความสะอาดไง แล้วก็ไม่ควรเก็บนานเกินไปก่อนนำส่งตรวจด้วยนะ เดาว่าคงเพราะกลัวเชื้อเจือปน

สรุปคือ 5-10 มิลลิลิตร พอแล้วค่ะ อย่าเก็บเยอะเกินไป เสียของเปล่าๆ สำคัญคือวิธีการเก็บ ต้องสะอาด ปราศจากเชื้อ เท่านี้ก็โอเคแล้วล่ะ

Sputum C/S เก็บยังไง

เสมหะเพาะเชื้อ เก็บไงน่ะเหรอ อ่ะ ฟังนะ ง่ายๆ เลย

  1. เก็บเสมหะ เช้าๆ เลยตื่นมาอ่ะ ดีสุด เพราะมันข้นขลั่ก

  2. บ้วนปาก ก่อนนะ ด้วยน้ำเปล่าอ่ะล้างๆ หน่อย

  3. ไอ เอาลึกๆ เลยขากๆๆๆ ให้มันออกมาแต่เสมหะนะ อย่าให้น้ำลายเยอะ

แค่นี้แหละ ไม่ยากๆ แต่ระวังอย่าให้มันหกนะ

  • ทำไมต้องเช้า? เพราะว่าเสมหะมันข้นตอนนอนไง สะสมมาทั้งคืน

  • ทำไมต้องบ้วนปาก? จะได้ไม่มีเศษอาหารไปปนไง ผลตรวจจะได้แม่นๆ

  • ไอแบบไหน? เอาแบบสุดปอดอ่ะ ให้มันออกมาจากข้างในเลยนะ

เก็บปัสสาวะ กี่ ml

การเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจนั้น ควรเก็บปริมาณประมาณ 30-60 มิลลิลิตร หรือราว 1-2 ออนซ์ เท่านั้น อย่าเก็บมากหรือน้อยเกินไป จุดสำคัญคือเลือกเก็บเฉพาะปัสสาวะตอนกลาง ส่วนตอนต้นและตอนท้ายให้ทิ้งไป คิดง่ายๆ เหมือนเราเอาส่วนที่ดีที่สุดนั่นแหละครับ

  • ขั้นตอนการเก็บ: ปล่อยปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไป จากนั้นเก็บปัสสาวะกลางไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วปล่อยปัสสาวะส่วนท้ายทิ้งไปอีกครั้ง
  • ปริมาณ: เน้นที่ 30-60 มิลลิลิตร เพียงพอต่อการตรวจวิเคราะห์ มากเกินไปอาจทำให้การวิเคราะห์ผิดพลาดได้ น้อยเกินไปก็อาจจะไม่เพียงพอ
  • ความสะอาด: สำคัญมาก! ทั้งภาชนะที่ใช้เก็บ และการล้างมือก่อนและหลังเก็บตัวอย่าง เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละครับที่ทำให้ผลการตรวจแม่นยำ ปีนี้ผมได้เรียนรู้วิธีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะอย่างถูกวิธีจากการอบรมในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง วิธีนี้ช่วยลดความผิดพลาดในการวิเคราะห์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การส่งตัวอย่าง: ปิดฝาภาชนะให้สนิท ตรวจสอบความสะอาดอีกครั้งก่อนนำส่ง ควรส่งให้เจ้าหน้าที่หรือพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของสารในปัสสาวะ เวลาเป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ เหมือนเวลาที่เราต้องรีบไปส่งงานที่สำคัญนั่นแหละ

การเก็บตัวอย่างปัสสาวะที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคงก่อนการสร้างบ้านหลังใหญ่ เล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญ อย่ามองข้ามรายละเอียดนะครับ

วิธีตรวจปัสสาวะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

อื้อ...ตรวจปัสสาวะเหรอ? อืมมม...จำได้ลางๆ ว่าเคยไปตรวจที่ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท ปีนี้แหละ แต่ไม่ใช่ตัวเองนะ เพื่อน

  • ล้างมือ! สำคัญมาก! จำได้แม่นเลย เค้าเน้นมาก ล้างให้สะอาดแบบจะเอาเชื้อโรคออกไปให้หมดเลยอ่ะ แล้วก็เช็ดๆ ทำความสะอาดตรงนั้นด้วย เอาให้เรียบร้อย ไม่งั้นผลตรวจเพี้ยนแน่ๆ

  • ปล่อยทิ้งไปก่อน! ใช่ๆ ต้องปล่อยปัสสาวะแรกๆ ทิ้งไปก่อน จำได้ว่าหมอบอก ประมาณว่า อะไรสักอย่าง ปนเปื้อน (ขี้เกียจคิดแล้ว) แล้วค่อยเก็บ ช่วงกลางๆ ไม่งั้นมันไม่เที่ยงตรง

  • เก็บเท่าไหร่ดี? ประมาณ 30-60 ml มั้ง (นี่คือฉันจำได้จริงๆนะ!) คือเค้าให้ภาชนะมา ดูขนาดมันเอา ไม่ต้องเยอะมาก ขนาดนั้นพอ แต่ต้องดูด้วยนะว่าภาชนะเค้าให้มามันมีขนาดเท่าไหร่

อะไรอีกนะ? อ้อ! จำได้ว่าเพื่อนบอกว่า ควรเก็บปัสสาวะตอนเช้า อุ่นๆหน่อย แต่ก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกมั้ง ไม่รู้สินะ... ลืมแล้ว

เฮ้อ...เรื่องมากจังเลยเนอะ การตรวจปัสสาวะเนี่ย แต่ก็ดีนะ อย่างน้อยก็รู้ว่าสุขภาพตัวเองเป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยไว้ก่อน ปีหน้าต้องไปตรวจอีกแล้ว แบบว่า เช็คสุขภาพประจำปี น่าเบื่อจัง แต่ก็ต้องทำ

U/C คือการตรวจอะไร?

U/C คือการเพาะเชื้อฉี่ หาตัวก่อโรค แม่งแม่นกว่าตรวจฉี่ธรรมดา

U/C: เจาะลึกกว่าที่เห็น

  • ไม่ใช่แค่ตรวจ: U/C หรือ Urine Culture ไม่ใช่แค่ดูฉี่ขุ่นไม่ขุ่น แต่มันคือการ เพาะ เชื้อจากฉี่จริงๆ เอาไปเลี้ยงในห้องแล็บ แล้วดูว่ามีตัวอะไรโตมาบ้าง
  • หาตัวจริง: ทำให้รู้ว่าติดเชื้ออะไรกันแน่ ไม่ใช่แค่เดาๆจากอาการ
  • ยาที่ใช่: รู้ตัว ก็ต้องรู้ยา U/C ช่วยเช็คว่ายาที่หมอให้ มันฆ่าเชื้อตัวนั้นได้จริงไหม ไม่ใช่กินยาไปงั้นๆ เสียเวลา
  • เรื่องใหญ่: สำคัญมากสำหรับพวกติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซับซ้อน หรือพวกกรวยไตอักเสบ ไม่ใช่แค่ฉี่ขัดเบาๆแล้วจบ
  • ก่อนยา: ถ้าเป็นไปได้ ควรทำ U/C ก่อน กินยาฆ่าเชื้อ เพราะถ้ากินยาไปก่อน ผลตรวจมันอาจจะมั่วได้
  • ทำไมต้องแม่น: เชื้อโรคแม่งดื้อยาขึ้นทุกวัน ถ้าใช้ยาไม่ตรงจุด มันก็ไม่หาย แถมยังทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้นไปอีก
  • ราคา: ราคา U/C ในไทยเริ่มต้นประมาณ 500 บาท แต่ราคาอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและเทคนิคที่ใช้

Disclaimer: ข้อมูลนี้ไม่ได้มีเจตนาให้ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ