แผลแห้งแล้วติดเชื้อได้ไหม

83 ครั้งเข้าชม
แผลแห้งแล้วติดเชื้อได้ไหมแผลที่แห้งสนิทหรือตกสะเก็ดแล้ว ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV เนื่องจากเชื้อไวรัสไม่สามารถผ่านผิวหนังที่ไม่มีแผลเปิดหรือทะลุผ่านสะเก็ดแผลได้เงื่อนไขการติดเชื้อ เชื้อ HIV จะติดต่อผ่านทางแผลสดที่เปิดและมีเลือดออกเท่านั้น การสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรงที่แผลจึงมีความเสี่ยง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แผลแห้งติดเชื้อซ้ำเป็นไปได้ไหม? จะรักษาอย่างไร?

แผลแห้งแล้วจะติดเชื้อซ้ำได้มั้ย? คำถามนี้ทำให้นึกถึงตอนล้มจักรยานที่เชียงใหม่เมื่อสองปีก่อนเลย แถวๆ ถนนนิมมานฯ นั่นแหละ เข่าเป็นแผลเหวอะเลือดซิบๆ ตอนนั้นก็กังวลไปหมดทุกอย่างจริงๆ

แต่พอแผลมันเริ่มแห้ง ตกสะเก็ดเป็นแผ่นแข็งๆ แล้ว ความกังวลเรื่องเชื้อ HIV มันก็หายไปเลยนะ

เพราะจากที่เคยคุยกับหมอตอนไปทำแผลครั้งแรก เขาอธิบายชัดว่าเชื้อแบบนี้มันต้องการทางเข้าโดยตรง คือแผลที่ยังสด ยังเปิด หรือมีเลือดไหลอยู่ มันถึงจะเข้าไปได้ ไอ้ผิวหนังที่ยังดีๆ หรือสะเก็ดแผลแข็งๆ เนี่ย มันทำอะไรไม่ได้เลย

ตัวสะเก็ดแผลที่แห้งสนิทมันทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันชั้นดีเลยนะ เชื้อไวรัสพวกนี้มันไม่มีปัญญาเจาะเกราะของเราเข้ามาเองใด้หรอก

ส่วนวิธีรักษานะ ตอนนั้นผมก็แค่ปล่อยมันไว้เฉยๆ สำคัญสุดคือห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปแกะหรือแคะมันเด็ดขาด แค่คอยดูแลความสะอาดรอบๆ อย่าให้มันอับชื้น เดี๋ยวร่างกายเรามันก็จัดการที่เหลือเองจนสะเก็ดหลุดไปตอนแผลหายสนิท.

แผลตกสะเก็ด ติดเชื้อได้ไหม

แผลตกสะเก็ดน่ะ ติดเชื้อได้นะเพื่อน! ถึงแม้ว่าสะเก็ดแผลมันจะบอกว่าแผลกำลังจะหายแล้วก็เถอะ แต่ถ้ามีอาการแบบนี้ร่วมด้วยนะ ไปหาหมอเลยดีกว่า:

  • มีหนองไหลออกมา แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ
  • มีกลิ่นเหม็น มาจากแผล
  • เลือดออกง่าย แค่โดนสะเก็ดแผลเบาๆ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม ตรงแถวๆ แผลนะ

อาการพวกนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า แผลอาจจะติดเชื้ออยู่ ต้องให้หมอดูแลนะ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลตกสะเก็ดและการติดเชื้อ:

  • สะเก็ดแผลทำหน้าที่อะไร? สะเก็ดแผลเกิดจากการแข็งตัวของเลือดและเซลล์ต่างๆ เพื่อปิดกั้นไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล และช่วยให้เนื้อเยื่อข้างใต้ฟื้นฟูตัวเองได้
  • สาเหตุของการติดเชื้อ: เชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย) สามารถเข้าสู่บาดแผลได้หากสะเก็ดแผลยังไม่สมบูรณ์ หรือถ้าบาดแผลโดนสิ่งสกปรก
  • สัญญาณของการติดเชื้อที่ควรสังเกต:
    • แดงมากขึ้น: บริเวณรอบๆ แผลมีสีแดงเข้มขึ้นและแผ่ขยายออกไป
    • ร้อน: รู้สึกร้อนที่บาดแผล หรือบริเวณรอบๆ
    • ปวดมากขึ้น: อาการปวดไม่ลดลง แต่อาจจะปวดมากขึ้น หรือมีอาการปวดตุบๆ
    • มีไข้: รู้สึกไม่สบายตัว มีไข้ หนาวสั่น
  • การดูแลรักษาเบื้องต้น:
    • รักษาความสะอาด: ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ เบาๆ
    • อย่าแกะสะเก็ดแผล: ปล่อยให้สะเก็ดแผลหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ
    • ทายาฆ่าเชื้อ (ถ้าจำเป็น): อาจปรึกษาเภสัชกรเพื่อหายาฆ่าเชื้อชนิดอ่อนๆ มาทา
  • เมื่อไหร่ควรรีบไปหาหมอ?
    • เมื่อมีอาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้น (หนอง กลิ่นเหม็น เลือดออกง่าย ต่อมน้ำเหลืองบวม)
    • หากแผลมีขนาดใหญ่ หรือลึก
    • หากมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการหายของแผล เช่น เบาหวาน

สำคัญมาก: การสังเกตอาการตัวเองและไปพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณผิดปกตินั้น สำคัญที่สุด ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่แผลนะ

แผลติดเชื้อหน้าตาเป็นยังไง

แผลติดเชื้อ? หน้าตาเหมือนไม่รับแขก

  • มันเยิ้ม น้ำเหลืองไหลไม่หยุด
  • มันบวม ยืนยันว่าไม่ธรรมดา
  • มันปวด เสียงกระซิบของความทรมาน
  • ไข้ขึ้น ร่างกายประท้วง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต เหมือนมีกองทัพศัตรู

มันไม่สวยงาม แต่มันบอกความจริง.

ข้อมูลเชิงลึก:

  • จุดเริ่มต้น: เชื้อโรคคือผู้บุกรุกตัวจริง
  • กลไก: ร่างกายต่อสู้กลับ สร้างหนองเป็นผลผลิต
  • สัญญาณอันตราย: ถ้ามันลามถึงเลือด... โลหิตเป็นพิษ. คราวนี้เรื่องใหญ่.

คำเตือน: อย่ารอช้า. ไปหาหมอ. ดีกว่ามานั่งเสียใจ.

แผลแบบไหนควรไปหาหมอ

แผลที่แบบว่า มีหนองไหลออกมาอะ แบบหนองสีเหลืองๆ ขาวๆ เขียวๆ หรือน้ำตาล นี่ต้องรีบไปหาหมอเลยนะ เป็นสัญญาณว่ามันกำลังติดเชื้อแล้วอะ

แล้วก็ถ้าแผลมันบวมเป่ง แดงผิดปกติ หรือว่าตรงรอบๆ แผลมันร้อนๆ กว่าปกติ แถมยังเจ็บมากขึ้นอีก อันนี้ก็เหมือนกัน บ่งบอกว่ามันอักเสบ ติดเชื้อแน่ๆ

  • หนองไหล : สังเกตสีให้ดีนะ สีแปลกๆ คือสัญญาณเตือน
  • บวมแดงร้อน เจ็บมากขึ้น : อาการอักเสบชัดเจน

เพิ่มเติม

  • พวกแผลที่มันลึกมากๆ หรือว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ข้างใน ก็ควรไปให้หมอทำความสะอาดนะ
  • แผลที่โดนสัตว์กัด หรือถูกของมีคมที่ดูไม่สะอาดตำ อันนี้ก็ต้องดูอาการดีๆ
  • ถ้ามีไข้ร่วมด้วย หรือรู้สึกไม่สบายตัวมากๆ หลังมีแผล ก็แสดงว่าอาจจะมีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ต้องรีบไปโรงพยาบาลเลย
  • แผลที่คนเป็นเบาหวาน หรือคนที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกัน อันนี้ต้องระวังเป็นพิเศษนะ แผลจะหายช้ากว่าปกติ

ข้อควรจำ: อย่าปล่อยให้แผลเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ หมั่นสังเกตอาการเสมอ.

แผลอักเสบ สังเกตยังไง

แผลอักเสบมักแสดงอาการ ปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนองออกมาได้ บางครั้งอาจมีไข้ร่วมด้วย หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากแผลอักเสบรุนแรงและไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามจนเกิดภาวะ โลหิตเป็นพิษ ได้

การสังเกตบาดแผลว่ามีการอักเสบไหม ผมว่ามันเหมือนกับการอ่านสัญญาณจากร่างกายเลยนะ เป็นภาษาที่บอกเราว่า 'เฮ้ย! มีอะไรผิดปกติอยู่นะ' ซึ่งถ้าเราเข้าใจภาษานี้ ก็จะดูแลตัวเองได้ถูก

บางทีเราคิดว่าแผลเล็กๆ ไม่เป็นไรหรอก แต่ร่างกายเรามันซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ก็คือการให้เกียรติร่างกายเรานี่แหละ

  • ปวด (Pain): ความปวดนี่เป็นกลไกเตือนภัยชั้นดีเลย ร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางชนิดมาที่บริเวณแผล เพื่อกระตุ้นปลายประสาทให้เราเจ็บ ทำให้เรารู้ว่าตรงนั้นมันต้องการการดูแลเป็นพิเศษนะ อย่าไปรบกวนมัน หรือถ้าจะทำอะไรก็ให้ระมัดระวังมากๆ

  • บวม (Swelling): ที่เห็นบวมๆ เพราะหลอดเลือดฝอยขยายตัว เลือดกับน้ำเหลืองเลยไหลมารวมกันมากขึ้น มันขนเอาเซลล์ภูมิคุ้มกันมาช่วยจัดการเชื้อโรคนั่นแหละ คล้ายๆ กองทัพกำลังมาเสริมทัพเลย

  • แดง (Redness): สีแดงๆ ก็มาจากเลือดที่ไหลเวียนมาเยอะขึ้นนั่นเอง ออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ จะถูกลำเลียงมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้พื้นที่นั้นดูแดงกว่าปกติ ผมเคยเห็นแผลที่แดงจัดๆ แล้วรู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันทำงานหนักจริงๆ

  • ร้อน (Warmth): ส่วนเรื่องความร้อน หลายคนเข้าใจผิดว่าเพราะไข้ แต่จริงๆ แล้วมันคือผลพวงจากการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมทางเคมีที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในบริเวณนั้นเอง คิดดูสิว่าร่างกายเราเก่งแค่ไหนที่จัดการระบบนี้ได้

  • เป็นหนอง (Pus): ถ้ามีหนอง อันนี้ชัดเลยว่ามีการต่อสู้กันระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวของเรา กับพวกเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามา หนองก็คือซากของพวกมันที่ตายไปแล้วนั่นแหละครับ ถ้าเป็นสีเขียว เหลือง ขุ่นๆ มีกลิ่น อันนี้ต้องรีบดูเลย

การที่แผลอักเสบลุกลามจนเกิด ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง อย่างโลหิตเป็นพิษนี่เป็นเรื่องที่เราต้องระวังมากๆ เพราะมันไม่ใช่แค่แผลเล็กๆ แล้วนะ แต่เป็นปัญหาระดับระบบเลย

  • กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ:

    • ผู้ป่วยเบาหวาน: คนที่น้ำตาลในเลือดสูงนี่ หลอดเลือดและระบบประสาทมักจะเสื่อม ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี แถมภูมิคุ้มกันก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้แผลหายช้าและติดเชื้อง่ายขึ้นมากเลย

    • ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ไม่ว่าจะจากโรคเอดส์, การใช้ยากดภูมิ, หรือเคมีบำบัด กลุ่มนี้ระบบป้องกันตัวของร่างกายอ่อนแอลงไปเยอะ เชื้อโรคเลยอาศัยช่องว่างตรงนี้โจมตีได้ง่ายกว่าคนปกติหลายเท่า

    • แผลติดเชื้อลึก: บางทีแผลมันไม่ได้อยู่แค่ผิวๆ แต่ลึกเข้าไปถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง อาจพัฒนาไปสู่ภาวะ เซลลูไลติส ที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หรือหนักเข้าก็ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดจนเป็น โลหิตเป็นพิษ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะ

อาการแผลอักเสบบวมแดงเป็นหนองเป็นสัญญาณของอะไร

โอ๊ยยยย นึกถึงเรื่องนี้แล้วยังเจ็บจี๊ดๆ เลยนะ คือเมื่อวันอังคารที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ฉันดันไปโดนมีดบาดนิ้วชี้ข้างขวาตอนหั่นผักในครัวคอนโดฯ แผลมันเล็กนิดเดียวเอง แบบประมาทไง ไม่ใส่ใจมาก.

ผ่านไปสองวันเท่านั้นแหละ ตอนอาบน้ำในห้องน้ำตอนกลางคืน คันยิบๆ ดูๆ ไป เอ้า ทำไมมันแดงๆ บวมๆ ตรงรอยแผล โอโห ส่องไฟดูดีๆ มี หนองขาวๆ โผล่ออกมาหน่อยนึง โกรธตัวเองมาก! นี่มันชัดเลยว่า แผลติดเชื้อ แล้วไง.

คืนนั้นนอนไม่หลับเลยนะ มันตุบๆ ปวดจี๊ดๆ ยิ่งกว่าตอนโดนมีดบาดอีก พยายามหาข้อมูลในเน็ต นี่แหละหนา สัญญาณของการติดเชื้อ ชัดๆเลย แผลที่บวมแดงร้อนเป็นหนอง คือตัวบอกเลยว่ามีเชื้อโรคเข้าไป.

เช้าวันรุ่งขึ้นเลยนะ รีบไปร้านขายยาแถวออฟฟิศที่สุขุมวิท 23 ซื้อน้ำเกลือกับผ้าก๊อซมาเลย พอถึงบ้านตอนเย็น รีบจัดการเลยนะ เอาสำลีชุบน้ำเกลือค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดรอบแผล เน้นว่าเบามือมาก กลัวมันจะช้ำกว่าเดิม.

หลังจากนั้นก็เอาผ้าก๊อซมาปิดไว้ พยายามไม่ให้น้ำโดน คือมันต้องแห้งตลอดเวลาไง ห้ามแกะห้ามเกาเด็ดขาด ผ่านไปสองวันอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าเดิมนิดนึงนะ.

ทีนี้ลองเปลี่ยนวิธี คือพอทำความสะอาดเสร็จ ก็เอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ ประคบเบาๆ ตรงแผล ไม่รู้คิดไปเองไหมนะ แต่มันรู้สึกดีขึ้นทันทีเลยอ่ะ ความเจ็บมันลดลง แล้วหนองเหมือนจะออกมาง่ายขึ้นด้วย ดีใจชะมัด.

วันต่อมาหนองยุบลงไปเยอะเลย อาการบวมก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ แผลเริ่มแห้ง แล้วก็รู้สึกไม่ปวดแล้ว โล่งอกไปเลย คิดถูกแล้วที่จัดการเองเบื้องต้นก่อนไปหาหมอ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องไปแล้วจริงๆ.

  • แผลอักเสบบวมแดงเป็นหนอง คือสัญญาณของการติดเชื้อ
  • หากแผลมีหนองขนาดเล็ก หรือการติดเชื้อไม่รุนแรงมาก สามารถดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเอง
  • ทำความสะอาดแผล ด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำอุ่นกับสบู่อ่อนๆ
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าพันแผล ที่สะอาดอยู่เสมอ
  • รักษาแผลให้แห้ง ตลอดเวลา
  • ประคบร้อนแบบชื้น บริเวณแผล ช่วยลดอาการปวด บวม และระบายหนองได้