โรค SLE หายขาดได้ไหม

216 ครั้งเข้าชม
SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง ไม่หายขาด การรักษาเน้นควบคุมอาการให้สงบ ยาจากแพทย์ช่วยลดอาการและการกำเริบ ปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือ การขาดยา ติดเชื้อ ความเครียด และแสงแดด การดูแลตนเองจึงสำคัญ ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อยืดระยะเวลาการสงบของโรค และลดโอกาสการกำเริบ ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การพบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ ช่วยติดตามอาการและปรับเปลี่ยนการรักษาได้ทันท่วงที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรค SLE หายขาดได้หรือไม่? วิธีรักษาและดูแลตัวเองอย่างไร?

เอสแอลอีหายขาดได้มั้ยเหรอ? อืม...เท่าที่จำได้นะ เหมือนจะไม่ได้นะสิ

เคยมีคนรู้จักป่วยเป็นโรคนี้อยู่ (น่าจะช่วงปี 2558-2560 นี่แหละ) เห็นเค้าต้องกินยาตลอดเลยอ่ะ แล้วก็ต้องระวังตัวมากๆ ด้วย

จำได้ว่าตอนนั้นเค้าบอกว่ายาที่กินมันช่วยคุมอาการ ไม่ให้กำเริบเฉยๆนะ ไม่ได้รักษาให้หายขาดได้เลย

แล้วอะไรที่ทำให้โรคนี้มันกำเริบได้บ้าง? อ๋อ...เท่าที่รู้มาคือ ขาดยาเนี่ยตัวดีเลย แล้วก็พวกติดเชื้อ เครียดมากๆ หรือโดนแดดจัดๆ ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ

เหมือนว่ามันเป็นโรคที่ต้องดูแลตัวเองดีๆตลอดชีวิตเลยนะเนี่ย สู้ๆนะทุกคนที่เป็นโรคนี้

ยารักษา SLE มีอะไรบ้าง

โอเค จัดไป แบบบ้านๆ เลยนะ

ยา SLE เหรอ… คือแม่เราเป็น SLE อ่ะ ตั้งแต่เราอยู่ ม.ปลาย ตอนนั้นตกใจมาก หมอที่ศิริราชบอกว่า มียากลุ่มกดภูมิฯ หลายตัวเลย ที่ใช้กันบ่อยๆ ที่บ้านเราคุ้นๆ ก็จะมี เอซาไธโอปรีน (จำยากชะมัด) แล้วก็ เมโธเทรกเซท (อันนี้คุ้นเพราะแม่บ่นว่ากินแล้วคลื่นไส้) ไมโคฟีโนเลท โมฟิทิล (อันนี้ชื่อยาวเฟร่อ) แล้วก็ ไซโคลฟอสฟาไมด์ (อันนี้น่ากลัวสุด เพราะแม่บอกว่าฉีดเข้าเส้น)

ยากลุ่มนี้ อ่ะ ที่หมอบอกคือ มันจะช่วยคุมการอักเสบในร่างกายได้ดี แต่ไม่ได้ออกฤทธิ์แบบสเตียรอยด์นะ คือสเตียรอยด์มันเหมือนยาแรงอ่ะ กินไปนานๆ มีผลข้างเคียงเยอะ หมอก็เลยพยายามให้กินกลุ่มกดภูมิฯ พวกนี้แทน จะได้ลดสเตียรอยด์ลง

  • เอซาไธโอปรีน: ตัวนี้แม่กินมานานมาก กินแล้วต้องตรวจเลือดบ่อยๆ เพราะมันมีผลต่อตับกับไขกระดูก (อันนี้แม่บอกเอง)
  • เมโธเทรกเซท: ตัวนี้แม่กินแล้วคลื่นไส้ เลยต้องกินยาแก้อาเจียนควบคู่ไปด้วย (สงสารแม่เลย)
  • ไมโคฟีโนเลท โมฟิทิล: ตัวนี้แม่บอกว่าแพงกว่าตัวอื่น แต่กินแล้วอาการดีขึ้น (แต่ก็ต้องตรวจเลือดเหมือนกัน)
  • ไซโคลฟอสฟาไมด์: ตัวนี้แม่ฉีดเป็นช่วงๆ ตอนที่อาการกำเริบหนักๆ (น่ากลัวสุดแล้ว)

สรุปคือ ยาพวกนี้มันไม่ได้รักษาให้หายขาดนะ แต่มันช่วยคุมอาการไม่ให้แย่ลง แล้วก็ช่วยลดผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ได้เยอะเลย แต่ต้องอยู่ในการดูแลของหมออย่างใกล้ชิดนะ สำคัญมาก!

โรค SLE ห้ามกินยาอะไรบ้าง

SLE: ยาต้องระวัง

  • ยาคุมกำเนิดบางชนิด (ปี 2566) เพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
  • ยาสมุนไพร หลีกเลี่ยง ปฏิกิริยาไม่คาดคิด
  • ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (กลุ่มใดควรปรึกษาแพทย์) เสี่ยงแย่ลง
  • ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน อันตราย เพิ่มความรุนแรงโรค

ข้อควรจำ: ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ทุกชนิด รวมทั้งวิตามิน อาหารเสริม ชีวิตคือการเลือก เลือกอย่างรอบคอบ

SLE ห้ามกินยาอะไรบ้าง

SLE หรือโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ซับซ้อน การใช้ยาบางชนิดอาจกระตุ้นหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มยาที่ก่อให้เกิดภาวะนี้ได้โดยตรงและกลุ่มยาที่มีความสัมพันธ์

  • ยาที่ก่อให้เกิด SLE ได้อย่างแน่นอน (ข้อมูล ณ ปี 2566): กลุ่มนี้มักก่อให้เกิดอาการ SLE ชัดเจน ถ้าแพทย์จำเป็นต้องสั่งจ่าย ควรมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และพิจารณาความเสี่ยง-ประโยชน์อย่างถี่ถ้วน กลุ่มยาที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็นอย่างยิ่งได้แก่:

    • Chlorpromazine
    • Hydralazine
    • Isoniazid
    • Methyldopa
    • Phenytoin
    • Procainamide
  • ยาที่มีความสัมพันธ์กับการเกิด SLE (ข้อมูล ณ ปี 2566): กลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับการเกิด SLE แต่ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนเท่ากลุ่มแรก การใช้ยาเหล่านี้ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน และมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึง:

    • Penicillamine
    • Quinidine

ข้อควรระวัง: การเกิด SLE จากยาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงปริมาณยา ระยะเวลาการใช้ยา และภูมิต้านทานของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติครอบครัวเป็น SLE หรือมีอาการผิดปกติ การดูแลสุขภาพที่ดีและการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค SLE เพราะชีวิตคือการเดินทางที่ต้องดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เราไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อมๆกัน เพราะมันสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยและการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้หรือหยุดใช้ยาใดๆ อย่าลืมว่าสุขภาพที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตที่มีความสุข

กินยากดภูมิ ห้ามกินยาอะไร

กินยากดภูมิ ห้ามกินยาอะไร? เอาจริง ๆ นะ หมอเตือนฉันเรื่องนี้หลายรอบมาก ตอนไปรับยาที่โรงพยาบาลศิริราช (คือฉันปลูกถ่ายไตมา) หมอเน้นย้ำเลยว่าห้ามกินยาบางอย่างคู่กับยากดภูมิเด็ดขาด ไม่งั้นไตพังแน่ ๆ

  • Rifampicin: ยาตัวนี้ใช้รักษาวัณโรค แต่ดันไปต้านฤทธิ์ยากดภูมิเฉย
  • ยากันชัก: พวกนี้ก็ตัวดีเลย ไปกวนการทำงานของยากดภูมิอีก
  • Sirolimus + Cyclosporine: คู่นี้ห้ามเด็ดขาด! Cyclosporine ก็มีผลต่อไตอยู่แล้ว พอเจอ Sirolimus เข้าไปอีก ไตยิ่งแย่ แถมไขมันในเลือดสูงปี๊ดอีก
  • ยากดภูมิฯ (Cyclosporine, Sirolimus, Tacrolimus): พวกนี้ต้องผ่านตับนะ แล้วตับก็มีเอนไซม์ที่คอยทำลายยาชื่อ... (จำชื่อไม่ได้จริง ๆ หมอเคยบอก แต่มันยากเกิ๊น)

คือเรื่องยาเนี่ย sensitive สุด ๆ อย่าซื้อยาอะไรกินเองเด็ดขาด ปรึกษาหมอก่อนเท่านั้น!

ทำไมต้องให้ยากดภูมิ

ยากดภูมิ? จำเป็นสิวะ ไม่งั้นไตใหม่ก็ไป ชีวิตก็จบ

  • ป้องกันไตใหม่ถูกปฏิเสธ (สลัดไต)
  • ยืดอายุการใช้งานของไตปลูกถ่าย
  • ข้อเท็จจริง: ปีนี้สถิติผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่ต้องใช้ยากดภูมิยังสูงอยู่ (ขอโทษ ข้อมูลละเอียดระดับนั้นฉันไม่เปิดเผย)

ง่ายๆแค่นี้แหละ ไม่ต้องคิดมาก

เพราะเหตุใดผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายอวัยวะ จึงจำเป็นต้องกินยากดภูมิ

ยากดภูมิฯ หลังปลูกถ่ายอวัยวะจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะร่างกายเราฉลาดเกินไป มันมองอวัยวะใหม่เป็น "ผู้บุกรุก" จากภายนอก ยากดภูมิฯ จึงเปรียบเสมือน "ทหาร" ที่คอยระงับการโจมตีจากระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง หากไม่ทานยา ร่างกายจะต่อต้านอวัยวะใหม่ นำไปสู่ภาวะ "สลัดอวัยวะ" ซึ่งอันตรายถึงชีวิต และทำให้อวัยวะที่ปลูกถ่ายมาไม่สามารถทำงานได้

  • ป้องกันการปฏิเสธ (Rejection): ระบบภูมิคุ้มกันของเราทำงานโดยการโจมตีสิ่งแปลกปลอม ยากดภูมิฯ ช่วยลดการทำงานของระบบนี้
  • ยืดอายุอวัยวะ: การทานยาต่อเนื่อง ช่วยให้ร่างกายยอมรับอวัยวะใหม่ได้ในระยะยาว และอวัยวะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ความสมดุล: การใช้ยากดภูมิฯ ต้องปรับให้สมดุล เพื่อไม่ให้กดภูมิฯ มากเกินไป จนเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การทานยากดภูมิฯ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะยาเหล่านี้มีผลข้างเคียง และต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ผมว่าชีวิตก็เหมือนการปรับสมดุลย์ยากดภูมิฯ นี่แหละ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี ⚖️

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงกับตัวบุคคล