โรคปอดห้ามทำอะไร

59 ครั้งเข้าชม
โรคปอดอักเสบ ห้ามกินอะไร?เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วและบรรเทาอาการ ผู้ป่วยโรคปอดควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น เครื่องดื่ม: งดชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ทุกชนิด อาหารกระตุ้นอาการไอ: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและมีกลิ่นฉุน อาหารระคายเคืองคอ: งดของทอด ของมัน และของหมักดอง เพราะอาจทำให้ไอมากขึ้นหรือคลื่นไส้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

เวลาเป็นปอดอักเสบเนี่ยนะ เรื่องกินนี่ต้องระวังเป็นพิเศษเลยนะ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนจนปอดอักเสบ หมอสั่งเด็ดขาดเลยว่าให้เลี่ยงอะไรบ้าง

อย่างพวกชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มันมีคาเฟอีนเยอะๆ นี่คือตัวดีเลยนะ ทำให้อาการแย่ลงได้จริงๆ ยิ่งน้ำเมานี่ไม่ต้องพูดถึงเลยนะ ยิ่งทรมานเข้าไปใหญ่.

แล้วอาหารรสจัดๆ เผ็ดๆ หรืออะไรที่มีกลิ่นแรงๆ นี่ก็ต้องบอกลาไปก่อนเลยนะ มันจะกระตุ้นให้เราไอจามไม่หยุด ทำให้ปอดที่กำลังอักเสบอยู่เนี่ย ยิ่งระคายเคืองไปกันใหญ่

ของทอดๆ เนี่ย รู้สึกเหมือนมันจะทำให้คอแห้งๆ คันๆ คล้ายๆ จะอาเจียนได้ ทำให้ไม่สบายตัวอีก.

ส่วนของหมักดองนี่ก็คงจะไปกระตุ้นอะไรในร่างกายเรานี่แหละ เลยต้องงดๆ ไปก่อน.

เอาจริงๆนะ ตอนนั้นนะ แค่ได้น้ำซุปอุ่นๆ หรือโจ๊กจืดๆ นี่ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว. เน้นอาหารที่ย่อยง่ายๆ ไม่ต้องปรุงรสเยอะ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น.

โรคปอดมีโอกาสหายไหม

โรคปอดหายไหม?

ใช่, โรคปอดหลายชนิดมีโอกาสหายขาดได้

ประสบการณ์ส่วนตัว:

จำได้แม่นเลย ตอนนั้นปี 2564 เกือบกลางปี หมอลงความเห็นว่าเป็น ปอดอักเสบ แบบเฉียบพลัน ไม่ใช่แค่หวัดลงปอดธรรมดานะ นี่มันหนักกว่านั้นมาก ตอนนั้นนอนซมอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ติดเตียงไปเลย หายใจแต่ละทีเหมือนมีอะไรมาทับอก แถมไอจนแทบจะกระอักเลือดออกมา หมอบอกว่าถ้าช้ากว่านี้ อาจจะอันตรายถึงชีวิตเลย ไม่ต้องคิดมากตอนนั้น สั่งแอดมิทโรงพยาบาลทันที

ตอนนั้นที่โรงพยาบาล…

นอนโรงพยาบาลไปเกือบสิบวัน ได้ยาฆ่าเชื้อแบบฉีดเข้าเส้นเลือดตรงๆ ทุก 6 ชั่วโมง หายใจลำบากมาก ต้องนอนตะแคงตลอดเวลา ข้าวปลาอาหารก็กินไม่ค่อยได้ รู้สึกแย่มากจริงๆ สุขภาพกายแย่ สุขภาพใจก็ย่ำแย่ตามไปด้วย คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวสุดๆ

หลังออกจากโรงพยาบาล…

อาการดีขึ้นเยอะมาก แต่ก็ยังต้องทานยาต่ออีกหลายอาทิตย์ และที่สำคัญคือ ต้องปรับพฤติกรรมชีวิตอย่างสิ้นเชิง หมอเน้นย้ำมากเรื่องการดูแลตัวเอง

  • การพักผ่อน: นอนให้เต็มที่จริงๆ จากที่เคยโต้รุ่งทุกคืน กลายเป็นต้องนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • อาหาร: เน้นอาหารที่มีประโยชน์มากๆ ผักใบเขียว ผลไม้ โปรตีนดีๆ งดของทอด ของมัน ของเค็มจัดๆ
  • ออกกำลังกาย: อันนี้สำคัญมาก ตอนแรกก็เริ่มจากเบาๆ เดินช้าๆ รอบบ้านก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ ปอดแข็งแรงขึ้นจริงๆ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: งดสูบบุหรี่เด็ดขาด (ทั้งของตัวเองและมือสอง) หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน มลพิษต่างๆ
  • การดูแลสุขภาพจิต: อันนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน พยายามหาอะไรทำที่ไม่เครียด ฟังเพลง อ่านหนังสือ

สรุปคือ…

โรคปอดอักเสบรักษาหายได้จริงๆ นะ แต่ต้อง รีบไปหาหมอ ถ้าเริ่มมีอาการ และที่สำคัญคือ ต้องร่วมมือกับหมอ ในการรักษา และ ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไม่งั้นมันจะกลับมาเล่นงานเราอีก

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ปอดอักเสบ (Pneumonia) เกิดจากการติดเชื้อในปอด อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา
  • อาการทั่วไป: ไอ มีเสมหะ (อาจมีสีเขียว เหลือง หรือแดง) ไข้ หนาวสั่น เจ็บหน้าอกขณะหายใจ หรือไอ หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ
  • การวินิจฉัย: แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด อาจมีการเอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด หรือเพาะเชื้อ
  • การรักษา: ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง อาจเป็นการให้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ยาต้านเชื้อรา การพักผ่อน การให้สารน้ำ และในกรณีที่รุนแรง อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาที่ใกล้ชิด
  • การป้องกัน: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบ การรักษาสุขอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

ทุกวันนี้...

สุขภาพปอดผมกลับมาแข็งแรงดีเหมือนเดิมครับ แต่ก็ยังระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ไม่ประมาทกับโรคภัยไข้เจ็บอีกต่อไป

กินอะไรช่วยฟื้นฟูปอด

แอปเปิ้ล: ผลไม้ลูกกลมๆ สีแดงๆ เขียวๆ ที่บางคนบอกว่ากินแล้วหมอบอกลา... หรือเปล่า? จริงๆ แล้วมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปอดเราทำงานได้ดีขึ้นนะ ดีกว่าไปนั่งสูดควันบุหรี่จนปอดดำปื้ดแน่นอน!

ถั่ว: ไม่ใช่แค่โปรตีนที่ทำให้กล้ามเนื้อโตนะ ถั่วบางชนิดก็มีสารอาหารที่ช่วยลดการอักเสบในปอดได้ เหมือนยามมาเกราะให้ปอดเรานั่นแหละ

กระเทียม: กลิ่นฉุนๆ ที่บางคนไม่ปลื้ม แต่คุณประโยชน์สุดยอด! กระเทียมมีสารต้านแบคทีเรียและไวรัส ช่วยเสริมภูมิต้านทานปอดให้สู้กับสิ่งแปลกปลอมได้ดี

แซลมอน: ปลาเนื้อส้มๆ ที่เต็มไปด้วยโอเมก้า 3 แสนดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะปอด เพราะมันช่วยลดการอักเสบได้เยี่ยมเลย ดีกว่ากินน้ำมันเครื่องนะ!

ชาสมุนไพร: จิบอุ่นๆ ชื่นใจ แถมยังช่วยปอดได้อีก! ชาบางชนิดมีสารที่ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ เหมือนมีแม่บ้านมาทำความสะอาดทางเดินหายใจให้

แครอท: สีส้มๆ หวานๆ ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง พอเข้าปาก ร่างกายเราจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงเยื่อบุผิวในปอดให้แข็งแรง

ขิง: เผ็ดร้อนนิดๆ หอมๆ สดชื่น! ขิงมีสารที่ช่วยลดการอักเสบ และอาจช่วยให้หลอดลมขยายตัว ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

น้ำขิง: ถ้าขิงสดว่าดีแล้ว น้ำขิงก็ดีไม่แพ้กัน แถมดื่มง่าย สบายท้อง ช่วยขับลมและบำรุงปอดไปในตัว

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ความสำคัญของปอด: ปอดคืออวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เป็นหัวใจของการดำรงชีวิตเลยนะ
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพปอด:
    • มลภาวะ: ฝุ่น PM2.5 ควันรถ ควันโรงงาน ทำร้ายปอดเราได้ไม่รู้ตัว
    • การสูบบุหรี่: ตัวการหลักที่ทำลายปอดแบบตรงไปตรงมา
    • การติดเชื้อ: ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ถ้าไม่ดูแลให้ดี อาจเรื้อรังได้
  • อาหารอื่นๆ ที่ดีต่อปอด:
    • บลูเบอร์รี่: สารต้านอนุมูลอิสระสูงปรี๊ด
    • พริกหวาน: วิตามินซีเพียบ ช่วยลดการอักเสบ
    • ผักใบเขียวเข้ม: เช่น คะน้า ผักโขม มีสารอาหารที่จำเป็นต่อปอด
    • ข้าวโอ๊ต: ใยอาหารสูง ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
    • น้ำผึ้ง: มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการไอ

จำไว้ว่า การกินอาหารดีๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลปอด การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงก็สำคัญไม่แพ้กันนะ!

โรคปอดน่ากลัวไหม

โรคปอดติดเชื้อ น่ากลัวนะ โดยเฉพาะกับพวกเด็กเล็กๆ ผู้ใหญ่ที่อายุเยอะแล้ว หรือคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วเนี่ย คือเสี่ยงมากจริงๆ อันตรายถึงชีวิต ได้เลยล่ะ เวลาหน้าฝนก็ต้องยิ่งระวังเป็นพิเศษเลย

ถ้ามีอาการพวกนี้ต้องรีบไปหาหมอนะ:

  • ไข้สูง: ไข้ขึ้นแบบสูงปรื้ดเลย
  • ไอ: ไอแบบไม่หยุด หรือไอแล้วเจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก: รู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่ทั่วถึง
  • เจ็บหน้าอก: เวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือไอแล้วเจ็บ
  • เสมหะ: มีเสมหะออกมาเยอะ สีผิดปกติ เช่น เหลือง เขียว หรือมีเลือดปน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคปอดติดเชื้อ:

  • สาเหตุ: เกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา
  • การแพร่กระจาย: มักจะแพร่จากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  • การป้องกัน:
    • ฉีดวัคซีน: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนนิวโมคอคคัส ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ
    • ดูแลสุขอนามัย: ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หรือที่ที่มีคนป่วย
    • สร้างภูมิคุ้มกัน: กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • การรักษา: ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อที่เป็น หมอมักจะให้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาอื่นๆ ตามอาการ

โรค ปอด มี วิธี รักษา อย่างไร

ปอดติดเชื้อแบคทีเรีย? ยาปฏิชีวนะคือคำตอบ. จัดไป 4-6 ชั่วโมง. ถ้าช็อก? 1 ชั่วโมง. เร็ว. จบ.

  • รักษาทันที: ยาต้านจุลชีพ. ด่วน.
  • ยับยั้งเชื้อ: ภายใน 4-6 ชั่วโมง.
  • อาการหนัก (ช็อก): ยาชนิดเดียวกัน. ภายใน 1 ชั่วโมง. รวดเร็ว.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ต้นเหตุ: แบคทีเรีย. ตัวร้าย.
  • อาการ: ดูให้รู้. อย่าปล่อย.
  • ป้องกัน: รักษาสุขภาพ. ง่ายๆ.

วิธีเช็คปอดว่าปกติไหม

วิธีการมาตรฐานที่ใช้กันคือ สไปโรเมตรีย์ (Spirometry) ครับ เป็นการวัดปริมาตรและความเร็วของลมหายใจที่เราเป่าออกมา มันบอกอะไรได้เยอะกว่าที่คิด

ค่าสำคัญที่หมอใช้ประเมินคือ FVC (Forced Vital Capacity) ซึ่งหมายถึงปริมาณอากาศทั้งหมดที่เราสามารถเป่าออกมาได้หลังสูดลมเข้าไปเต็มที่ และ FEV1 (Forced Expiratory Volume in 1 second) คือปริมาณลมที่เป่าออกได้ในวินาทีแรก

อัตราส่วนของ FEV1 ต่อ FVC นี่แหละที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ มันช่วยแยกโรคปอดประเภทอุดกั้น (obstructive) อย่างหอบหืด ออกจากประเภทจำกัดการขยายตัว (restrictive) ได้

การหายใจเป็นเรื่องพื้นฐานจนเราลืมให้ความสำคัญ การวัดมันออกมาเป็นตัวเลขจึงเป็นการสำรวจร่างกายในอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ

ตอนไปตรวจภูมิแพ้ล่าสุดก็ได้ทำสไปโรเมตรีย์นี่แหละครับ หมออยากดูว่ามีอาการหอบหืดแฝงไหม ผลออกมาก็ปกติ ดีไป

นอกเหนือจากสไปโรเมตรีย์แล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ใช้ประเมินปอดในแง่มุมต่างๆ กันไป

  • เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): วิธีนี้จะเน้นดู โครงสร้าง ของปอดและหัวใจ ว่ามีลักษณะทางกายภาพผิดปกติไหม เช่น มีฝ้า ก้อนเนื้อ หรือภาวะน้ำท่วมปอด แต่ไม่ได้บอกเรื่อง สมรรถภาพ การทำงานโดยตรง
  • การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation): ใช้เครื่องวัดปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) เป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดในการประเมินเบื้องต้นว่าปอดแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีพอหรือไม่ ค่าปกติคือ 95% ขึ้นไป
  • ซีทีสแกน (CT Scan): ให้ภาพตัดขวางของปอดที่มีความละเอียดสูงกว่าเอกซเรย์มาก ใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติที่ซับซ้อนหรือมองไม่เห็นจากเอกซเรย์ธรรมดา
  • เครื่องวัดอัตราการไหลของลมหายใจสูงสุด (Peak Flow Meter): เป็นอุปกรณ์พกพาที่ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักใช้เพื่อติดตามอาการของตัวเองที่บ้าน มันวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกมาได้