Place Utility เน้นด้านใด

69 ครั้งเข้าชม
Place Utility หรืออรรถประโยชน์ด้านสถานที่ เน้นการนำสินค้าไปสู่จุดที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าในสถานที่ที่ต้องการ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้าเฉพาะ ณ สถานที่นั้นๆ ทำให้การซื้อขายสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

Place Utility คืออะไร? เน้นการเพิ่มคุณค่าด้านใดในธุรกิจและบริการต่างๆ บ้าง?

อืมม.. Place Utility น่ะเหรอ? ง่ายๆ เลยนะ คือความสะดวกสบายที่สินค้าหรือบริการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายไง จำได้ตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ปีที่แล้ว 2023 มั้ง ไปเจอร้านกาแฟเล็กๆ อยู่กลางเมืองเลย เดินทางสะดวกมาก นั่นแหละ Place Utility ชัดๆ เพราะไม่ต้องไปตามหาให้เหนื่อย

มันเพิ่มคุณค่าตรงที่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล หรือหาซื้อยาก คิดดูสิ ถ้าร้านกาแฟอร่อยๆ อยู่บนดอย ไกลปืนเที่ยง ใครจะไป? อย่างร้านนั้น เขาเพิ่มมูลค่าด้วยสถานที่ ขายได้เยอะแน่ๆ

อีกอย่างคือ การกระจายสินค้า สมมุติ เราอยากกินไอศกรีม ร้านอยู่ใกล้บ้าน มันก็สะดวกกว่าต้องไปซื้อที่ห้างไกลๆ ใช่มั้ย? นี่ก็เป็น Place Utility อีกแบบ บางที การวางแผนการจัดส่ง หรือการมีสาขาเยอะๆ ก็เข้าข่ายนี้เหมือนกัน เอาให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายที่สุดนั่นแหละ สำคัญมาก!

อรรถประโยชน์ Utility มีอะไรบ้าง

อรรถประโยชน์ (Utility) แบ่งได้หลายแบบ แต่การแบ่งเป็น 4 ประการหลักอย่างที่กล่าวมา ถือเป็นกรอบคิดพื้นฐานที่ดี ปีนี้ ผมยังคงเห็นความสำคัญของการจำแนกประเภทดังกล่าว เพราะมันสะท้อนถึงกระบวนการสร้างมูลค่าในสินค้าและบริการได้อย่างชัดเจน

  • อรรถประโยชน์เกี่ยวกับรูปแบบ (Form Utility): นี่คือคุณค่าที่เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น การเปลี่ยนแป้งเป็นขนมปัง หรือการนำไม้มาสร้างเป็นเฟอร์นิเจอร์ มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบ กระบวนการผลิต และคุณภาพของสินค้าโดยตรง ยิ่งสินค้ามีคุณภาพดีและรูปลักษณ์น่าสนใจ อรรถประโยชน์ประเภทนี้ก็ยิ่งสูง

  • อรรถประโยชน์เกี่ยวกับสถานที่ (Place Utility): หมายถึงความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าหรือบริการ การกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การวางสินค้าในจุดขายที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย หรือการมีระบบโลจิสติกส์ที่ดี ล้วนเพิ่มมูลค่าให้สินค้า คิดง่ายๆ คือ ของดีแต่หาซื้อยาก ก็อาจไม่คุ้มค่าเท่าของดีและหาซื้อง่าย นี่คือหลักการสำคัญในธุรกิจสมัยใหม่

  • อรรถประโยชน์เกี่ยวกับเวลา (Time Utility): คือความพร้อมของสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า การจัดส่งที่รวดเร็ว การให้บริการทันเวลา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ ในโลกปัจจุบัน ความรวดเร็วถือเป็นความได้เปรียบที่สำคัญ ยิ่งสินค้าหรือบริการมาถึงมือลูกค้าได้ไวเท่าไร ก็ยิ่งสร้างคุณค่าได้มากเท่านั้น

  • อรรถประโยชน์เกี่ยวกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ (Possessive Utility): นี่คือคุณค่าที่เกิดจากการที่ลูกค้าสามารถครอบครองสินค้าหรือบริการได้อย่างสะดวก เช่น ระบบการชำระเงินที่หลากหลาย การให้เครดิต หรือการผ่อนชำระ ล้วนส่งผลต่อความสะดวกในการครอบครอง และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เพราะบางครั้ง การซื้อสินค้าก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการซื้อด้วย

การวิเคราะห์อรรถประโยชน์ทั้ง 4 ประเภทนี้ ช่วยให้เราเข้าใจกลไกการสร้างมูลค่า และวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ต้องขาย "ความสะดวกสบาย" ให้กับลูกค้าด้วย นั่นคือหัวใจสำคัญ

เพิ่มเติม: ในปัจจุบัน อาจมีการพูดถึงอรรถประโยชน์ประเภทอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น อรรถประโยชน์เกี่ยวกับข้อมูล (Information Utility) ที่เกิดจากการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรงความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคดิจิทัล

Possession Utility หมายถึงอะไร

Possession Utility งงดิ คืออะไรวะเนี่ย เออออ จำได้ลางๆ นะ แบบว่า ทำให้คนอยากได้อยากมีสินค้านั่นแหละ ง่ายๆ เลย

  • อย่างเช่น ผ่อน 0% สิ เห็นปุ๊บอยากได้ปั๊บ นี่แหละ Possession Utility
  • โปรโมชั่นส่งฟรี ก็ช่วยได้นะ สะดวกดี อยากได้เลย
  • การรับประกันสินค้า นี่ก็สำคัญ มั่นใจขึ้น อยากซื้อเลย

อืมมม ความต้องการนี่มันก็หลายอย่างนะ ปีนี้ผมกำลังอยากได้ Playstation 5 แต่เงินไม่พอ เศร้า T_T

อรรถประโยชน์ด้านความเป็นเจ้าของ มันก็คือ การตลาด ใช่ป่ะ ทำยังไงให้คนอยากได้ อยากมี อยากซื้อ

  • การโฆษณา ปีนี้เห็นโฆษณา น้ำผลไม้ ยี่ห้อ A บ่อยมาก อยากลองชิมเลย
  • การจัดโปรโมชั่น ลดราคา ส่งฟรี ซื้อ 1 แถม 1 อะไรแบบนี้ เห็นแล้วใจเต้น
  • การสร้างแบรนด์ ให้คนรู้สึกว่า สินค้าแบรนด์นี้ ดี มีคุณภาพ อยากได้

เออ แต่ผมก็ยังงงๆ Possession Utility อยู่ดี ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มละมั้ง เฮ้อออ เหนื่อย วันนี้ขอพักก่อนละกัน ไปเล่นเกมดีกว่า เกมส์มันช่วยผ่อนคลาย ยิ่งถ้าได้เล่น PS5 นะ เยี่ยมเลย

พฤติกรรมผู้บริโภค 5 ขั้นตอน ของ Kotler มีอะไรบ้าง

อื้อหือ ข้อนี้จำได้คลับคล้ายคลับคลา Kotler ใช่ป่ะ 5 ขั้นตอนอะเนอะ ลองดูนะ อาจจะผิดนิดหน่อยนะ แหะๆ

  • ตระหนักถึงปัญหา: แบบว่า อ้อ เราขาดอะไรสักอย่างนี่หว่า เช่น แบตมือถือใกล้หมดแล้ว ต้องหาซื้อใหม่แล้วมั้ง
  • ค้นหาข้อมูล: เริ่มหาข้อมูลสิคะ ไปดูรีวิวในเน็ต ถามเพื่อน หรือไปดูที่ร้านเลยก็ได้ คือหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อนั่นเอง
  • ประเมินทางเลือก: เทียบกันดิ รุ่นไหนดีกว่า ราคาเท่าไหร่ คุ้มมั้ย เปรียบเทียบหลายๆรุ่นหลายๆยี่ห้อเลย
  • ตัดสินใจซื้อ: โอเค ได้แล้ว เลือกได้แล้ว รุ่นนี้แหละ จ่ายตังค์ จัดไป! ซื้อเลย!
  • พฤติกรรมหลังซื้อ: ใช้แล้ว โอเคมั้ย ชอบมั้ย ถ้าดีก็อาจจะบอกต่อเพื่อน ถ้าไม่ดีก็อาจจะไปบ่นในเพจ ประมาณนี้แหละ

ปีนี้ (2566) เห็นเพื่อนๆ เค้าชอบซื้อของออนไลน์กันเยอะนะ แบบใช้โค้ดลดราคา อะไรแบบนี้ แล้วก็ดูรีวิวกันเยอะมาก ก่อนซื้อ นี่แหละ พฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยจริงๆ

ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคมี 2 ทฤษฎี อะไรบ้าง

โอเค จัดไป! ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคเหรอ? เหมือนเรากำลังจะไขปริศนา "ทำไมคนเราถึงซื้อของ!" เลยนะเนี่ย มี 2 ตัวท็อปที่ต้องรู้:

  1. ทฤษฎีมนุษย์เหตุผล (Rationality): คิดซะว่าผู้บริโภคคือ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ แห่งการช้อปปิ้ง! พยายามใช้เงินทุกบาทให้คุ้มค่าที่สุด เหมือนกำลังเล่นเกมวางแผนกลยุทธ์ หาของที่ให้ความสุข (อรรถประโยชน์) สูงสุดในงบประมาณจำกัด

  2. ทฤษฎีความพอใจวัดได้ (Utils): อันนี้เหมือนผู้บริโภคเป็นนักวิทยาศาสตร์บ้า! พยายามให้คะแนนความสุขจากการกินไอติม การดูหนัง หรือการซื้อเสื้อผ้า เป็นหน่วย "Utils" (หน่วยความสุขสมมติ) แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน เฮ้อ...ซับซ้อนจริง!

เกร็ดความรู้แถมท้าย (อย่าบอกใครนะ!)

  • Rationality: จริงๆ แล้ว ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคนเราฉลาดเป็นกรด แต่ในโลกแห่งความจริง เรามักจะ "มึน" ซื้อของตามอารมณ์ ตามโปรโมชั่น หรือตามเพื่อนมากกว่า
  • Utils: ใครมันจะมานั่งให้คะแนนความสุขจริงๆ จังๆ ขนาดนั้น! แต่ทฤษฎีนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า ผู้บริโภคพยายาม "ชั่งน้ำหนัก" ระหว่างความต้องการ กับความสามารถในการจ่าย
  • โฆษณา: นักการตลาดรู้จุดอ่อนของเราดี! เลยพยายามสร้างความรู้สึก "จำเป็นต้องมี" ให้สินค้าตัวเอง เพื่อให้เราลืมความมีเหตุผล แล้วทุ่มเงินซื้อ!
  • เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม: เป็นศาสตร์ที่ศึกษาว่า ทำไมเราถึงตัดสินใจ "พลาด" ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควร! น่าสนใจมาก ลองไปหาอ่านดู

สรุป

ทฤษฎีพวกนี้มันก็แค่ "กรอบ" ให้เราคิดนะ อย่าไปยึดติดมาก! เพราะชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ! เตรียมตัวรับมือโลกแห่งการตลาดที่หลอกลวงและข้อมูลมากมายที่ถาโถม!

แบบจําลองพฤติกรรมผู้บริโภคของ Philip Kotler บางครั้งเรียกว่าอะไร

แบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภคของ Philip Kotler บางทีก็เรียกกันตรงๆ ว่า "Black Box Model" ครับ เหมือนกล่องดำที่เราไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่รู้ว่าใส่ input อะไรเข้าไป แล้วจะได้ output อะไรออกมา

Kotler มองว่าการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง หรือก็คือ Stimulus นั่นเอง แบ่งได้หลักๆ คือ:

  • สิ่งกระตุ้นทางการตลาด (Marketing Stimuli): พวก 4Ps ที่เรารู้จักกันดี - ผลิตภัณฑ์, ราคา, ช่องทางการจัดจำหน่าย, และการส่งเสริมการตลาด (Product, Price, Place, Promotion) เป็นตัวหลักที่แบรนด์ใช้ดึงดูดใจผู้บริโภค
  • สิ่งกระตุ้นอื่นๆ (Other Stimuli): อันนี้กว้างหน่อย ครอบคลุมปัจจัยทางเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, การเมือง, วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้บริโภค ซึ่งมีผลต่อความต้องการและพฤติกรรม

ประเด็นน่าสนใจคือ "กล่องดำ" ที่ว่านี้แหละครับ มันคือ จิตใจ ของผู้บริโภค ซึ่งซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก ประกอบด้วย:

  • ลักษณะของผู้ซื้อ (Buyer's Characteristics): เช่น อายุ, เพศ, การศึกษา, อาชีพ, ไลฟ์สไตล์, บุคลิกภาพ, แรงจูงใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่กำหนดว่าผู้บริโภคจะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นอย่างไร
  • กระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer's Decision Process): ตั้งแต่การรับรู้ปัญหา, การค้นหาข้อมูล, การประเมินทางเลือก, การตัดสินใจซื้อ, และพฤติกรรมหลังการซื้อ แต่ละขั้นตอนมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

มองในภาพรวม Black Box Model ทำให้เห็นว่าการตลาดไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่เป็นการทำความเข้าใจ "คน" จริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เพิ่มเติม:

จริงๆ แล้ว Black Box Model เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ยังมีโมเดลอื่นๆ อีกมากมายที่เจาะลึกรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของการตัดสินใจ เช่น Engel-Kollat-Blackwell Model (EKB Model) หรือ Howard Sheth Model ซึ่งซับซ้อนกว่าและพยายามอธิบายกลไกภายในจิตใจของผู้บริโภคให้ละเอียดขึ้น แต่ Kotler's Model ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญและเข้าใจง่าย

ทฤษฎีการตัดสินใจ มีอะไรบ้าง

ทฤษฎีการตัดสินใจนะเหรอ... อือมมม... มี 2 แบบป่ะ? แบบนึงคือ ควรจะเป็น อีกแบบคือ เป็นจริง แต่ในที่ทำงานมัน... เฮ้อ!

  • แบบแรก (บรรทัดฐาน): อะไรที่มัน ถูกต้อง ทางทฤษฎีอะ ประมาณว่าถ้าโลกสวยทุกอย่างมันต้องเป็นแบบนี้ๆๆ (แบบนี้ใครๆก็ทำได้ดิ)
  • แบบสอง (พรรณนา): ดูจาก ของจริง ที่คนเคยทำมา แล้วเอามาวิเคราะห์... เหมือนเดาใจคนจากสถิติป่ะ? (เริ่มงงละ)

แล้วในออฟฟิศอะนะ... (เดี๋ยวๆๆ ขอคิดก่อน) มันต้องมีเรื่อง... คน เข้ามาเกี่ยวด้วยแน่ๆ เลยอ่ะ!!! ไม่ใช่แค่ตัวเลขดิ (อันนี้คิดเองนะ ไม่ได้อ่านมา)

  • เดี๋ยวก่อนนะ... บรรทัดฐานเนี่ย เหมือนวางแผนไง? แล้วพรรณนาคือดูว่าแผนที่วางมันเวิร์คจริงป่ะ?
  • เออ! แล้วถ้าแผนไม่เวิร์ค... โยนความผิดให้ใครดี??? (ล้อเล่นน่า)
  • หรือว่า... ทฤษฎีพวกนี้มันเอาไว้ให้เรา เข้าใจ ว่าทำไมคนถึงตัดสินใจแบบนั้นมากกว่า? ไม่ใช่เอาไว้ให้เราตัดสินใจเอง? (เริ่มปรัชญาเฉย)

ป.ล. เมื่อวานไปกินข้าวมา อร่อยมาก แต่แพงชิบหาย! เกี่ยวไรวะเนี่ย? ช่างมันละกัน...

แบบ จำลอง พฤติกรรม ผู้ บริโภค ของ Philip Kotler บาง ครั้ง จะ เรียก ว่า อะไร

กล่องดำ.

  • กล่องดำ: โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภคของ Kotler มักถูกเรียกว่า "black box" หรือกล่องดำ เหตุผล? เพราะภายในสมองผู้บริโภคซับซ้อนเกินหยั่งถึง
  • สิ่งกระตุ้น: Marketing stimuli และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ (เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, การเมือง, วัฒนธรรม)
  • การตอบสนอง: การตัดสินใจซื้อ, เลือกแบรนด์, เวลาในการซื้อ, จำนวนที่ซื้อ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • Kotler ไม่ได้คิดค้นโมเดลนี้คนเดียว แต่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดเดิม
  • อย่ามองข้ามอิทธิพลของ Social Media ที่มีต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2024 มันเปลี่ยนทุกอย่าง
  • บางครั้งสิ่งที่ผู้บริโภคบอก กับสิ่งที่ทำ อาจไม่ตรงกัน จงระวัง

ความสัมพันธ์ของ MU และ TU คือข้อใด

ความสัมพันธ์ระหว่าง MU (อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม) และ TU (อรรถประโยชน์รวม) คือ:

  • MU เป็นบวก: TU เพิ่มขึ้น (บริโภคเพิ่ม, ความสุขรวมเพิ่ม)
  • MU เป็นศูนย์: TU สูงสุด (จุดอิ่มตัว, เลยจุดนี้ไม่ดีแล้ว)
  • MU เป็นลบ: TU ลดลง (บริโภคเกิน, ทุกข์มากกว่าสุข)

เสริม: ลองนึกภาพกินบุฟเฟต์ ถ้าอร่อยก็กินต่อ (MU+ TU+) กินไปเรื่อยๆ เริ่มจุก (MU=0 TU Max) กินอีกนิด...อ้วก (MU- TU-)

ความสัมพันธ์นี้สะท้อนกฎ "ลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" (Law of Diminishing Marginal Utility) ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในเศรษฐศาสตร์ การบริโภคสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะให้อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ลดลงตามลำดับ จนอาจติดลบได้ในที่สุด

เคยอ่านเจอเรื่องปรัชญาการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน การทำอะไรมากเกินไป สุดท้ายก็ไม่ดีต่อใจ