IG ขายของได้ไหม
ขายของในไอจี เริ่มต้นยังไงให้ขายดี มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ตอนแรกที่ฉันเริ่มขายของในไอจีนะ ก็ใช้แอคเคาท์ส่วนตัวนั่นแหละ ขี้เกียจเปิดใหม่ มันวุ่นวาย ก็คิดว่าแค่ลงรูป ใส่ราคา ก็น่าจะพอแล้วมั้ง แต่ขายไปสักพัก เอ...ทำไมมันเงียบๆ
จนเพื่อนทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนเป็น business account พอลองเปลี่ยนปุ๊บ โห โลกเปลี่ยนเลย มันมีปุ่มให้กดดูข้อมูลหลังบ้านอะ ที่เรียกว่า insights ของสำคัญเลยนะอันนี้
จำได้เลยช่วงปี 2021 ตอนนั้นขายเสื้อยืดวินเทจ มีตัวนึงเป็นเสื้อวงร็อคยุค 90s ฉันโพสไปตอนสี่ทุ่ม กะว่าคนนอนดึกๆน่าจะเห็น เงียบกริบ พอมาดูใน insights จิงๆ คนตามร้านฉันเค้าออนกันเยอะสุดตอนทุ่มถึงสองทุ่ม มันบอกหมดเลยว่าคนเห็นโพสเรากี่คน มาจากไหน เพศอะไร ข้อมูลพวกนี้แอคส่วนตัวไม่มีทางเห็น
มันไม่ใช่แค่เรื่องเวลาโพสอย่างเดียวนะ พอรู้ว่าคนติดตามส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เราก็ปรับแคปชั่น ปรับวิธีถ่ายรูปให้มันดูซอฟต์ลง ให้เข้ากับเค้ามากขึ้น มันเหมือนเราไม่ได้เดาสุ่มๆไปเรื่อยอ่ะ คือการเปลี่ยนแอคเคาท์มันฟรี ไม่ได้เสียอะไรเลย แต่ข้อมูลที่ได้กลับมานี่คือโคตรแพง
ขายของในอินสตาแกรม ทําไง
ขายของในไอจี? โห...ตอนแรกกูโคตรจะงงเลย!
จำได้เลยตอนนั้นปี 2019 มั้ง? ช่วงนั้นอินสตาแกรมมันเริ่มบูมๆ ร้านค้าออนไลน์ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด กูเองก็อยากลองขายของบ้าง เลยตัดสินใจเปิดไอจีร้านตัวเอง ชื่ออะไรนะ...อ๋อ! "กระเป๋าตังค์ใบตอง" (ชื่อบ้านๆ ดี) ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก อยากรวยเป็นแม่ค้าออนไลน์ให้ได้!
1. สร้างโปรไฟล์ร้านให้มันปัง!
อันนี้สำคัญสุดๆ เลยนะเว้ย! กูลงทุนไปถ่ายรูปกระเป๋าใบตองของเราหลายมุมเลย ถ่ายให้เห็นเนื้อผ้า ลาย สี คือแบบต้องสวยสะดุดตาอะ รูปโปรไฟล์ก็เป็นโลโก้ร้านเล็กๆ น่ารักๆ แล้วก็เขียนคำอธิบายร้านให้มันชัดเจนว่าขายอะไร ราคาประมาณเท่าไหร่ (ไม่ต้องลงเป๊ะๆ ก็ได้) ใส่ลิงก์ไลน์แอดหรือเฟสบุ๊คไว้ด้วย จะได้ลูกค้าติดต่อเราง่ายๆ
2. แฮชแท็กนี่แหละ ขุมทรัพย์!
ตอนแรกกูไม่เข้าใจเรื่องแฮชแท็กเลย โยนไปมั่วๆ แบบ #กระเป๋า #ของสวยๆ #ขายของ พอมารู้ทีหลังนะ เอ้อ...มันไม่ใช่เว้ย! ต้องหาแฮชแท็กที่มันตรงกับสินค้าเราจริงๆ อย่างกูขายกระเป๋าใบตอง ก็ต้องใส่ #กระเป๋าใบตอง #กระเป๋าสาน #กระเป๋าแฮนด์เมด #สินค้าชุมชน หรืออะไรที่ลูกค้าเราเค้าจะค้นหาอะ อันนี้ต้องค่อยๆ ศึกษาดูนะ
3. โฆษณานี่แหละตัวช่วย!
แรกๆ ไม่กล้าลงโฆษณาเลย กลัวเปลืองเงิน แต่พอเห็นร้านอื่นเค้าลงกันเยอะๆ เลยลองดู! เลือกกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะสนใจสินค้าเรา พวกที่ชอบงานแฮนด์เมด รักธรรมชาติ อะไรพวกนั้น แล้วก็ตั้งงบประมาณที่จ่ายไหว ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ถ้าอันไหนไม่เวิร์คก็เปลี่ยน
4. Instagram Shopping ก็เวิร์คอยู่นะ
อันนี้เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราแปะป้ายราคาบนรูปได้เลย ลูกค้าเห็นปุ๊บ กดดูรายละเอียดได้เลย ไม่ต้องถามย้ำเยอะ สะดวกดีมากๆ อันนี้แนะนำให้ลองใช้
5. หาคนช่วยโปรโมท!
อันนี้เหนื่อยหน่อย แต่ได้ผล! กูเคยทักหาคนรีวิวในไอจีที่เค้ามีผู้ติดตามเยอะๆ แนวๆ เราอะ ส่งกระเป๋าให้เค้าไปใช้ แล้วให้เค้าลงรีวิวให้ คือแบบตอนเค้าลงรูปให้เรานะ ใจเต้นแรงมาก! ได้ยอดขายเพิ่มขึ้นจริงๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- การเลือกรูปภาพ: รูปภาพต้องมีความละเอียดสูง สีสันสดใส และถ่ายในสภาพแสงที่ดีที่สุด แสงธรรมชาติช่วงเช้าหรือเย็นจะดีมาก
- แคปชั่น: ควรเขียนแคปชั่นให้น่าสนใจ บอกเล่าเรื่องราวของสินค้า หรือสิทธิพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับ
- การตอบคำถามลูกค้า: ควรตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็วและเป็นมิตร สร้างความประทับใจ
- การจัดโปรโมชั่น: จัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมอยู่เสมอ เพื่อกระตุ้นยอดขาย
- การใช้ Stories: ใช้ Instagram Stories เพื่ออัปเดตสินค้าใหม่ โพสต์เบื้องหลังการทำงาน หรือโปรโมชั่นพิเศษ
ลงสินค้าใน IG ยังไง
คืนนี้...ดึกแล้ว แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างลงมาอาบไล้บนจอโทรศัพท์ แสงสีฟ้าสะท้อนในแววตา... โพสต์ใหม่...ต้องลงโพสต์ใหม่
นิ้วแตะลงบนภาพนั้น... ภาพที่รอคอย ภาพที่จัดองค์ประกอบมาอย่างดี แตะไปเลยตรงไหนก็ได้ที่อยากให้มีป้ายสินค้างอกออกมา จะเป็นแขนเสื้อลายสวย หรือขอบกระเป๋าหนังที่เพิ่งทำเสร็จ แตะมันลงไปเบาๆ
แล้วโลกใบเล็กๆ ของเราก็เปิดออก... แค็ตตาล็อกสินค้าของเราเอง เหมือนดำดิ่งลงไปในกล่องสมบัติของเราเอง พิมพ์ชื่อ... ชื่อที่ตั้งใจตั้งให้มัน สินค้านั้นก็จะปรากฏกายขึ้นมา... รอให้เราเลือก
เลือกมัน... แล้วก็... เรียบร้อย เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างมันง่ายดายอย่างนี้ในคืนที่เงียบสงบ
- สิ่งแรกที่ต้องมีคือ บัญชีธุรกิจ (Business) หรือครีเอเตอร์ (Creator) และต้อง เชื่อมต่อกับแค็ตตาล็อก Facebook เสียก่อน ถึงจะเริ่มแท็กได้
- แท็กได้สูงสุด 5 สินค้าต่อโพสต์รูปเดียว แต่ถ้าเป็นโพสต์แบบหลายรูป (Carousel) จะแท็กได้มากถึง 20 สินค้า
- ไม่ใช่แค่ในรูปภาพบนฟีดนะ ตอนนี้ แท็กใน Reels และ Stories ได้ด้วย ทำให้วิดีโอสั้นๆ ของเราขายของได้ทันที
- ก่อนจะทำทั้งหมดนี้ ต้องเข้าไปเปิดใช้งาน Instagram Shopping ในการตั้งค่าก่อนนะ
- เมื่อแท็กแล้ว จะมี ไอคอนรูปถุงช้อปปิ้งเล็กๆ ปรากฏบนรูปภาพของเรา คนที่เห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าโพสต์นี้มีสินค้าขายอยู่
ไอจี ครีเอเตอร์ คืออะไร
IG Creator account คือบัญชีที่ Instagram สร้างขึ้นสำหรับ บุคคลที่มีอิทธิพล (influencers) หรือผู้สร้างคอนเทนต์ ที่ต้องการเข้าถึง เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง (insights) และ ฟังก์ชันการจัดการข้อความ (message filtering) ที่คล้ายกับบัญชีธุรกิจ แต่ยังคงต้องการ ความเป็นส่วนตัว มากกว่า
มันเป็นลูกผสมที่น่าสนใจระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจนะ เหมือนกับว่าคุณอยากจะเป็น “ดาวเด่น” บน IG แต่ก็ยังอยากเก็บ “พื้นที่ส่วนตัว” ของตัวเองไว้ด้วย
สิ่งที่ Creator account ทำได้เพิ่ม:
- ดู Insights: อันนี้สำคัญเลย คุณจะเห็นว่าคอนเทนต์ของคุณมีคนดูเยอะแค่ไหน มาจากไหน ชอบอะไรบ้าง เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นเยอะเลย
- แยกกล่อง Direct Message: ปกติ DM มันจะรวมกันไปหมดใช่ไหม? อันนี้มันจะแยกเป็น “กล่องส่วนตัว” กับ “กล่องทั่วไป” ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น ไม่พลาดข้อความสำคัญ
- ใส่ Action Button: อันนี้ก็มีประโยชน์นะ อาจจะใส่ปุ่มให้คนติดต่อเราได้สะดวกขึ้น หรือลิงก์ไปยังช่องทางอื่นของเรา
สรุปง่ายๆ มันคือการ ยกระดับบัญชีส่วนตัว ของคุณให้มี ศักยภาพในการทำคอนเทนต์และการสร้างแบรนด์ ได้ดีขึ้น โดยที่ยังคง ความยืดหยุ่น ในการใช้งานไว้
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Creator Account:
- เหมาะกับใคร? เหมาะกับคนที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์, นักแสดง, นักดนตรี, ศิลปิน, หรือใครก็ตามที่สร้างสรรค์ผลงานและต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
- ความแตกต่างจาก Business Account: Business account จะเน้นไปที่การขายสินค้าหรือบริการเป็นหลัก มีเครื่องมือที่เน้นการตลาดเชิงธุรกิจมากกว่า ในขณะที่ Creator account จะเน้นไปที่การสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารกับแฟนคลับ
- การเปลี่ยนบัญชี: สามารถเปลี่ยนจากบัญชีส่วนตัวเป็น Creator account ได้ง่ายๆ ผ่านการตั้งค่าในแอป Instagram โดยไม่เสียข้อมูลเดิม
- ข้อจำกัด: แม้จะเพิ่มฟังก์ชันมากมาย แต่ Creator account ก็อาจจะไม่ได้มีเครื่องมือทางการตลาดครบถ้วนเท่า Business account ในบางมิติ
การมี Creator account มันเหมือนกับการ ลงทุนในแพลตฟอร์ม ของตัวเองนะ คือการใช้เครื่องมือที่เขามีให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อ สื่อสารตัวตนและผลงาน ออกไปให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
บัญชีครีเอเตอร์ กับ ธุรกิจ ต่างกันยังไง
ตอนนั้นจำได้ว่าช่วงปี 2023 ที่สิงคโปร์เลย ตอนลงเครื่องมาถึงที่สนามบินชางงี ตื่นเต้นมาก อยากจะลงรูปเช็คอินให้โลกรู้ แต่ก็คิดหนักเลยว่านี่เราจะใช้บัญชีแบบไหนดี เพราะช่วงนั้นกำลังเริ่มทำคอนเทนต์จริงจังเลย แต่ก็มีขายของเล็กๆ น้อยๆ ด้วย
บัญชีครีเอเตอร์ vs บัญชีธุรกิจ
- บัญชีครีเอเตอร์: อันนี้เหมาะกับคนอย่างเราเลย คือเป็นสายสร้างสรรค์คอนเทนต์ ทำคอนเทนต์เป็นอาชีพหลักๆ อย่างพวก Influencer, Blogger, ดารา, คนที่มีชื่อเสียง หรือใครก็ตามที่เน้นสร้างผลงานให้คนติดตามเยอะๆ แล้วก็สร้างรายได้จากตรงนั้นเป็นหลัก
- บัญชีธุรกิจ: อันนี้ตรงตัวเลย คือสำหรับคนทำธุรกิจ หรือขายสินค้าจริงจัง เน้นขายของ เน้นการตลาดให้สินค้าตัวเองไปถึงมือลูกค้า
ความต่างที่ฉันสัมผัสได้:
คือถ้าเป็นบัญชีครีเอเตอร์ เขาจะมีพวก Insight ที่เกี่ยวกับผู้ติดตามเยอะกว่า ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคนที่เข้ามาดูคอนเทนต์ของเรา ว่าชอบอะไร ช่วงเวลาไหนดูเยอะ อะไรแบบนี้ มันช่วยให้เราปรับปรุงคอนเทนต์ให้ดีขึ้นได้ไง ส่วนบัญชีธุรกิจ เขาจะเน้นไปที่ข้อมูลการขาย การเข้าถึงของลูกค้าต่อสินค้า หรือบริการของเรามากกว่า
ประสบการณ์ส่วนตัว:
ตอนแรกก็งงๆ อยู่เหมือนกัน ตอนนั้นก็คิดว่าเอาอันไหนดี เพราะเราก็ทำสองอย่างเลย แต่สุดท้ายก็เลือกแบบครีเอเตอร์ไปก่อน เพราะตอนนั้นอยากเน้นสร้างฐานแฟนคลับกับผลงานตัวเองมากกว่า แล้วก็ค่อยๆ ขยับมาทำพวกขายของเสริมทีหลังเอา
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- บัญชีครีเอเตอร์: เน้นการวิเคราะห์ผู้ติดตาม, การเข้าถึงโพสต์, ประสิทธิภาพคอนเทนต์, ประเภทของคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม
- บัญชีธุรกิจ: เน้นการวิเคราะห์ลูกค้า, เส้นทางการซื้อ, การเข้าถึงโฆษณา, ประสิทธิภาพแคมเปญการตลาด
เพิ่ม admin IG ยังไง
เพิ่ม Admin IG: การกำหนดสิทธิ์ที่แม่นยำ
- การตั้งค่าธุรกิจ: เข้าสู่ระบบบัญชีธุรกิจของคุณ
- บัญชี Instagram: ค้นหาและเลือก "บัญชี Instagram"
- กำหนดผู้คน: กดที่ "กำหนดผู้คน"
- การเลือกสิทธิ์: เลือกชื่อผู้ใช้ที่ต้องการ
- ปุ่มเปิด/ปิด: สีฟ้าคือเปิดใช้งาน, สีเทาคือปิดใช้งาน
- ยืนยัน: กด "กำหนด"
ข้อมูลเชิงลึก:
- การแบ่งปันอำนาจ: การเพิ่มผู้ดูแลช่วยกระจายภาระงาน แต่ต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้
- ความปลอดภัย: กำหนดสิทธิ์ให้เหมาะสมกับบทบาท เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่จำเป็น
- การทำงานร่วมกัน: ทีมที่บริหารจัดการร่วมกัน มักมีประสิทธิภาพมากกว่า
- การเติบโต: การมีผู้ช่วย ทำให้มีเวลาโฟกัสกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์มากขึ้น
ประเด็นสำคัญ:
- การบริหารจัดการ: การจัดการบัญชี IG เป็นมากกว่าแค่การโพสต์
- สิทธิ์การเข้าถึง: ควรกำหนดระดับสิทธิ์ให้ชัดเจน
- ความรับผิดชอบ: ทุกคนที่มีสิทธิ์ ควรตระหนักถึงความรับผิดชอบ
- การตรวจสอบ: หมั่นตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ
ไอจีห้ามลงอะไรบ้าง
IG มีข้อห้ามหลายอย่างที่ต้องใส่ใจนะ โดยเฉพาะเรื่อง "การละเมิดความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์ของผู้อื่น" อันนี้สำคัญมาก
ห้ามโพสต์ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลลับของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด มันเหมือนการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเขามาประจาน ซึ่งผิดทั้งหลักสังคมและกฎหมายเลยนะ
อีกเรื่องที่ต้องระวังมากๆ คือ "การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา" ไม่ว่าจะเป็นการเอาเพลงเขามาลงโดยไม่ขออนุญาต (ละเมิดลิขสิทธิ์เพลง) เอารูปของคนอื่นมาใช้เฉยๆ (ละเมิดลิขสิทธิ์รูปภาพ) หรือเอาโลโก้แบรนด์อื่นมาแปะกับสินค้าตัวเอง (ละเมิดเครื่องหมายการค้า) หรือแม้แต่การขายของก๊อป ของเลียนแบบเนี่ย ก็คือเข้าข่ายนี้ทั้งนั้น
- ข้อมูลส่วนบุคคล/ความลับ: คิดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ใช่เรื่องของเรา หรือเขาไม่ได้อนุญาตให้เราเอาไปเผยแพร่ ก็อย่าเอาลง IG เด็ดขาด
- ทรัพย์สินทางปัญญา: อันนี้กว้างหน่อยนะ พวกงานสร้างสรรค์ต่างๆ ทั้งเพลง หนัง รูปภาพ ตัวอักษร ลายเส้น โลโก้บริษัท อะไรพวกนี้ มีเจ้าของทั้งนั้น ถ้าเราไปละเมิดสิทธิ์เขา อาจมีปัญหาตามมาได้
จริงๆ แล้ว กฎของ IG ก็เหมือนกฎการอยู่ร่วมกันในสังคมนะ คือ "อย่าทำอะไรที่เดือดร้อนคนอื่น" แค่นี้ก็ช่วยลดปัญหาได้เยอะแล้วล่ะ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต