ตับหวานใช่ตับอะไร
ตับหวาน แท้จริงแล้วคือตับส่วนไหนของหมู?
อ๋อ เรื่องตับหวานนี่ ฉันจำได้ลางๆ นะ สมัยก่อนนู้นนน มันไม่ใช่ตับส่วนเป๊ะๆ อะไรหรอก ออกแนวเป็นส่วนที่มันมีลักษณะนุ่มๆ หน่อย แล้วเค้าก็เอามาปรุงรสให้มันออกหวานๆ ไง
ที่จริงแล้วไอ้ตับหวานที่เรากินกันเนี่ย ส่วนใหญ่เค้าจะใช้ "ตับอ่อน" หมูนะ อันนี้ไม่ใช่ตับจริงๆ จังๆ ซะทีเดียว แต่เป็นส่วนที่อยู่ใกล้ๆ ตับนั่นแหละ นุ่มๆ เด้งๆ ดี เอามาทำตับหวานแล้วเข้าปากแล้วฟินเลย
ส่วนผสมที่ให้มาเนี่ย โอโห ครบเครื่องมาก ฉันเคยลองทำเองที่บ้านเมื่อช่วงปีที่แล้วนะ ประมาณเดือนสิงหาฯ ตอนนั้นซื้อตับอ่อนหมูจากตลาดสดแถวบ้านมาประมาณ 2 ขีด ทำออกมาแล้วก็พอได้อยู่นะ แต่อาจจะยังไม่เหมือนร้านเป๊ะๆ
แตงกวาเนี่ย ฉันว่าใช้ได้เลยนะ แต่ถ้าใครไม่ชอบแตงกวา จะเปลี่ยนเป็นผักอื่นที่กรอบๆ อย่างกะหล่ำปลีซอย หรือถั่วฝักยาวหั่น ก็ได้นะ อร่อยไปอีกแบบ
น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทรายเนี่ย สำคัญมาก ต้องกะปริมาณดีๆ นะ ไม่งั้นไม่กลมกล่อม พริกป่นกับข้าวคั่วก็เพิ่มความหอม ความแซ่บเข้าไปอีก
สูตรนี้เห็นแล้วอยากกลับไปทำอีกรอบเลยนะ จริงๆ เรื่องแป้งข้าวโพดแทนแป้งมันเนี่ย ฉันว่าก็น่าสนใจดีนะ น่าจะช่วยให้ความข้นมันต่างไปจากเดิมนิดหน่อย
ตับหวานมีประโยชน์ไหม
มีดิ่ ตับหวานนี่ของโปรดเลยยย ประโยชน์มันเยอะนะ เยอะมากก ตับหมูในตับหวานอะมันมีธาตุเหล็กสูงงง ใครเลือดจางๆ นี่เหมาะเลย
แล้วก็พวกวิตามินบีก็เยอะนะ บี 2 บี 3 ช่วยให้ผิวดีขึ้น ผิวสวยไรงี้ แล้วก็ บี 12 อีก บำรุงประสาท สมองงง
อ่อใช่ ยังช่วยเรื่องสายตาด้วยนะ ทำให้มองในที่มืดๆได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยเรื่องกล้ามเนื้อด้วย ทำให้ทำงานดีขึ้นอะ
- ธาตุเหล็กสูงปรี๊ด ช่วยเรื่องโลหิตจาง หน้ามืดบ่อยๆอะ จัดเลย
- วิตามินบีเพียบ (B2, B3, B12) บำรุงตั้งแต่ผิว ผม ไปจนถึงระบบประสาทและสมองเลย คือดี
- บำรุงสายตา ช่วยให้ตาเราปรับสภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
- แต่... กินแต่พอดีนะ เพราะตับมีคอเลสเตอรอลเยอะเหมือนกัน แล้วก็กรดยูริกด้วย ใครเป็นเกาต์ต้องระวังหน่อยยย
ตับหวานลวกยังไง
โอ้ยยย พูดถึงตับหวานแล้วขึ้นเลย เมื่อวันเสาร์ตอนบ่ายๆ ที่บ้านที่นนทบุรีร้อนโคตรๆ นึกอยากกินอะไรแซ่บๆ แล้วก็จบที่ตับหวานนี่แหละ แต่ปัญหาโลกแตกของฉันคือลวกตับทีไรแข็งทุกที ไม่ก็คาวจนกินไม่ได้
จนต้องโทรไปถามสูตรแม่ แม่บอกเคล็ดลับมันไม่ได้อยู่ที่การลวกอย่างเดียว มันเริ่มตั้งแต่การล้างเลยเว้ย! แม่บอกให้เอา แป้งมัน มาขยำกับตับหมูที่หั่นแล้วเลยนะ ไม่ต้องใส่น้ำเยอะ เอาแค่พอข้นๆ นวดๆ ขยำๆ ไปเลย เหมือนทำสปาให้ตับอ่ะ ฟีลนั้นเลย มันจะช่วยดูดเอาเลือดเสียๆ กับกลิ่นคาวออกมา
พอขยำจนหนำใจแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละในกะละมังซัก 15 นาทีเป๊ะๆ ฉันก็ไปนั่งไถเฟซรอ พอครบเวลาก็เอามาล้างน้ำเปล่า ล้างหลายๆ รอบเลยนะ จนน้ำที่ล้างมันใสแจ๋วอะ นั่นแหละคือสัญญาณที่ดี
ถึงตอนลวกนี่คือไฮไลต์เลย ตั้งหม้อน้ำบนเตาแก๊ส ต้องให้น้ำเดือดจัดๆ เดือดแบบพล่านๆ เลยนะ ไม่ใช่แค่ร้อนๆ ปุดๆ แล้วก็เอาตับที่ล้างสะอาดแล้วลงไปลวกเลย คนๆ วนๆ แค่แป๊บเดียวพอให้ผิวนอกมันตึงๆ สุกเป็นสีเทา แต่ข้างในยังแดงนิดๆ พอแล้ว! รีบตักขึ้นเลย อย่าแช่ไว้นานเด็ดขาด ไม่งั้นแข็งโป๊กเป็นหินแน่นอน
ตับที่ได้คือจะนุ่ม เด้ง ไม่คาวเลยซักนิดเดียว พร้อมเอาไปทำตับหวานแซ่บๆ ต่อได้เลย โคตรฟิน
นี่คือสรุปเคล็ดลับ วิธีลวกตับให้นุ่ม ไม่แข็ง ไม่คาว สไตล์บ้านฉันเอง
- ใช้แป้งมันล้างตับ หั่นตับเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วเอาแป้งมัน 2-3 ช้อนโต๊ะเทลงไป ขยำนวดๆ กับตับโดยตรง ไม่ต้องผสมน้ำเยอะ ให้แป้งมันเคลือบและดูดกลิ่นคาวออกมา
- แช่ตับทิ้งไว้ หลังจากนวดกับแป้งมันแล้ว ให้แช่ทิ้งไว้แบบนั้นเลยประมาณ 15-20 นาที
- ล้างจนน้ำใส นำตับไปล้างน้ำเปล่าหลายๆ ครั้ง สังเกตดูจนน้ำที่ล้างไม่มีสีเลือดปนออกมาแล้ว เป็นอันว่าใช้ได้
- ลวกในน้ำเดือดจัด จุดนี้สำคัญมาก น้ำในหม้อต้องเดือดพล่านจริงๆ ใส่ตับลงไปแล้วใช้ทัพพีคนเร็วๆ แค่ 10-15 วินาที หรือพอให้ผิวนอกสุกก็พอ รีบตักขึ้นทันที อย่าลวกนานเกินไป เพราะความร้อนที่เหลือในชิ้นตับจะทำให้มันสุกต่อเอง
- เคล็ดลับเสริม ถ้ายังไม่ปรุงทันที ให้ตักตับขึ้นมาน็อกในน้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็ง จะช่วยหยุดการสุกและทำให้ตับกรอบเด้งยิ่งขึ้น นี่คือสูตรเด็ดสำหรับ ตับหวาน ที่อร่อยที่สุด
ตับหวานอยู่ภาคไหน
ตับหวาน... อืมมม... อยู่ภาคอีสาน แน่นอน บางทีกลางคืนเงียบๆ ก็คิดถึงรสชาติแบบนี้ขึ้นมา มันไม่ใช่แค่แซ่บนะ มันมีความกลมกล่อม... หอมข้าวคั่ว
เหมือนชีวิตคนเราที่มีหลายรสปนๆ กันไป เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน... ทุกอย่างรวมกันอยู่ในจานเดียว คิดไปเรื่อย... ตอนที่เราเจออะไรที่มันลงตัวพอดีๆ แบบว่า... ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเพิ่มแล้ว... ดีแล้วแบบนั้น
เวลาไปร้านส้มตำ ไม่ว่าร้านไหน ก็ต้องมองหาเมนูนี้เสมอ ตับหวาน นี่แหละ มันคือความคุ้นเคย ความรู้สึกที่ปลอดภัย เหมือนได้กลับบ้าน
เป็นจานที่ทำง่ายจริงๆ เห็นคนทำที่ร้านดูไม่ยากเลย อยากลองทำเองอีกครั้งนะ... แต่บางทีการออกไปหาซื้อ มันก็คือการเดินทาง... ไปเจออะไรใหม่ๆ
- เป็นอาหารไทยภาคอีสาน
- นิยมทานคู่กับส้มตำ ลาบ น้ำตก
- วัตถุดิบหลัก คือ ตับหมู หอมแดง ผักชีฝรั่ง พริกป่น ข้าวคั่ว มะนาว น้ำปลา น้ำตาล
- รสชาติโดดเด่น คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และมีกลิ่นหอมจากข้าวคั่ว
- จัดเป็นอาหารที่ทำได้ไม่ซับซ้อนนัก
ตับหวานกี่แคล อ้วนไหม?
ตับหวาน 362.7 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 หน่วย!
โอ้โห! ตอนแรกก็คิดว่ากินเล่นๆ พอรู้แคลอรี่แล้วแอบอึ้งนิดหน่อยนะ เมื่อวานไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านอาหารอีสานแถวบ้านแถวๆ ศรีนครินทร์ วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวมาก สั่ง ตับหวาน มา 1 จาน บอกเลยว่าเห็นสีสันแล้วน้ำลายไหล ยิ่งตอนที่พนักงานยกมาเสิร์ฟนะ กลิ่นหอมๆ ของหอมแดงซอย พริกป่น ข้าวคั่ว โชยมาเตะจมูก คือแบบ...ฟิน!
จำได้เลยว่ากินไปคำแรกนะ ความเปรี้ยวของมะนาว ความเผ็ดของพริกป่น ความหอมของข้าวคั่ว มันเข้ากันไปหมดจริงๆ บวกกับความนุ่มของตับที่ปรุงมาแบบพอดี ไม่แข็งไม่คาว กินเพลินมากจนลืมไปเลยว่ากำลังจะอ้วน ????
ตอนนั้นกินไปก็คิดในใจว่า "อร่อยจังเลย" คือมันเป็นรสชาติที่คุ้นเคย กินทีไรก็อร่อยทุกทีอะนะ เป็นเมนูที่ต้องสั่งทุกครั้งที่ไปร้านอีสานเลยก็ว่าได้
พอมาดูข้อมูลจริงๆ ตับหวาน 1 จาน ให้พลังงานถึง 362.7 กิโลแคลอรี่ นี่แหละ!
- โปรตีน 46.8 กรัม: อันนี้ดีนะ โปรตีนสูง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (แต่ก็ต้องเผาผลาญออกไปเยอะเหมือนกัน!)
- คาร์โบไฮเดรต 26.1 กรัม: ก็มีอยู่บ้างนะ
- ไขมัน 8.3 กรัม: อันนี้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
รู้แบบนี้แล้วก็ต้องกินอย่างมีสติหน่อยนะเนี่ย! ไม่ได้จะบอกว่าห้ามกินนะ แต่ถ้าจะกินบ่อยๆ หรือกินเยอะๆ ก็อาจจะต้องระวังเรื่องน้ำหนักกันนิดนึง ส่วนตัวเราว่ามันอร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ แหละ ????
- โซเดียม: อันนี้ก็แอบเยอะอยู่เหมือนกันนะ คนที่ต้องควบคุมโซเดียมต้องระวัง
- คอเลสเตอรอล: มีอยู่บ้างตามธรรมชาติของตับ
- น้ำตาล: ส่วนใหญ่มาจากส่วนผสมอื่นๆ ที่ปรุงแต่ง
- ไขมันอิ่มตัว/ไม่อิ่มตัว: อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่ควรรู้
สรุปคือ ตับหวาน อร่อยแน่นอน แต่ก็แคลอรี่ค่อนข้างสูงนะ ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือกังวลเรื่องไขมัน ก็อาจจะต้องพิจารณาปริมาณการกิน หรืออาจจะสั่งเป็นกับข้าวที่ไม่เน้นมันมากแทนก็ได้ แต่ถ้าให้เลือกระหว่างความอร่อยกับแคลอรี่...บางทีก็ยอมแพ้จริงๆ นั่นแหละ! 555
ตับหวานกินดิบได้ไหม?
ตับหวานกินดิบได้ไหม?
กินดิบไม่ได้เด็ดขาด! ตับหวานที่ว่าเนี่ยะ ไม่ว่าจะเป็นตับวัว ตับหมู หรือตับไก่ ต้องทำให้สุกก่อนกินนะ ไม่งั้นอันตรายมาก
ความร้อนสำคัญสุด: ต้องปรุงให้สุกทั่วถึงเลยนะ อย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส แล้วก็ทิ้งไว้สัก 5 นาที ได้เลย
ระวังมือเราเอง: อย่าหยิบจับตับด้วยมือเปล่าๆ นะ เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคจากมือได้ง่ายๆ เลย
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- พยาธิ: การกินตับดิบ เสี่ยงมากที่จะได้รับเชื้อพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะ
- แบคทีเรีย: นอกจากพยาธิแล้ว ยังมีแบคทีเรียตัวร้ายอีกเพียบเลย อย่าง E. coli, Salmonella พวกนี้ก็มาจากตับดิบได้เหมือนกัน
- ปรุงสุกก็ปลอดภัย: พอปรุงสุกแล้ว ความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรคพวกนี้ให้ตายไปหมด ทำให้เรากินได้อย่างสบายใจ
- เมนูอื่นๆ ก็ต้องสุก: ไม่ใช่แค่ตับหวานนะ อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ทุกอย่าง ต้องปรุงให้สุกก่อนกิน ถึงจะปลอดภัยที่สุด
ดังนั้น ใครที่ชอบกินตับดิบ หรือเมนูอะไรก็ได้ที่ทำจากเนื้อสัตว์ดิบๆ เปลี่ยนใจด่วนๆ เลยนะ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของเราเอง
ส่วนผสมของตับหวานมีอะไรบ้าง?
ตับหวานเนี่ยเหรอ... พูดง่ายๆ คือ เลือดหมู กับ เครื่องเทศ ที่มาสมานฉันท์กันไงล่ะ!
- ตับหมู 600 กรัม: นี่คือพระเอกหลัก จิตวิญญาณของตับหวาน ถ้าไม่มีก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว
- แป้งมัน 3 ช้อนโต๊ะ: ตัวช่วยทำให้ตับมีเนื้อสัมผัสที่ดี ไม่เละเหมือนไปวิ่งมาราธอน
- หอมแดง 50 กรัม: กลิ่นหอมๆ ที่แทรกซึม ชวนให้นึกถึงฝีมือคุณยาย
- ผักชีฝรั่ง 3 ต้น: เพิ่มความสดชื่น เหมือนได้สูดอากาศหลังฝนตก
- พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ: ความเผ็ดร้อนที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส ถึงจะไม่ถึงขั้นน้ำตาไหลพราก แต่ก็ทำเอาเหงื่อซึมได้
- ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ: กลิ่นหอมไหม้นิดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ เหมือนได้กลิ่นทุ่งนาตอนเกี่ยวข้าว
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ: รสเค็มกลมกล่อม ที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว
- ผงปรุงรส 1 ช้อนชา: ตัวเสริมเล็กๆ น้อยๆ เหมือนพระรองที่ช่วยส่งให้พระเอกเด่น
สรุปง่ายๆ: ตับหมู + เครื่องปรุง + ความอร่อย!
ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจทำให้คุณร้องว้าว (หรือร้องหิว):
- ตับหมู: เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แถมยังมีธาตุเหล็กสูงปรี๊ด ช่วยบำรุงเลือดได้ดี๊ดี แต่ก็ต้องกินแต่พอดีนะ เดี๋ยวจะกลายเป็น "ตับแข็ง" แบบไม่รู้ตัว
- ข้าวคั่ว: ไม่ใช่เอาข้าวไปคั่วเล่นๆ นะ แต่ต้องคั่วให้หอมๆ แล้วตำให้แตก มันถึงจะให้กลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
- ความเผ็ด: ปรับได้ตามใจชอบ ถ้าชอบเผ็ดน้อยก็ลดพริก ถ้าชอบเผ็ดมากก็จัดไปเลย รับรองว่า "ถึงพริกถึงขิง" แน่นอน!
- ส่วนผสมอื่นๆ: บางสูตรก็อาจจะใส่ต้นหอมซอยเพิ่มความกรุบกรอบ หรือมะนาวเพิ่มความเปรี้ยวก็ได้นะ แต่สูตรหลักๆ ที่บอกไปก็อร่อยแล้วล่ะ!
ทำไมกินตับเยอะไม่ดี?
ตับเนี่ย อร่อยนะ ชอบมากเลย แต่พอนึกถึงเรื่องสุขภาพก็ต้องคิดหนัก. กินบ่อยๆ ไม่ดีเลยจริงๆ นะ ตอนแรกก็งงว่าทำไม
อ๋อ! สารพิวรีน ไงล่ะ น้าฉันที่เป็นเก๊าท์นี่เตือนตลอดเวลาจะกินตับเยอะๆ แกบอกว่าปวดข้อจะแย่ น้าแกเคยกินไปเยอะวันเดียวเท่านั้นแหละ รุ่งขึ้นเดินไม่ได้เลยมั้ง
พิวรีน มันเยอะมากจริงๆ ในตับ แล้วพอมันเข้าสู่ร่างกาย มันก็ไปเร่งให้เรา ผลิตกรดยูริกมากขึ้น ไง ผลสุดท้ายก็คือ กรดยูริกสะสม จนเกินเกณฑ์ ทำให้คนที่เป็น โรคเก๊าท์ อยู่แล้ว มีอาการ ปวดตามข้อ กำเริบขึ้นมาได้ไง โอย ฟังแล้วก็สงสารน้า
ที่ควรระวังนะคือ:
- ตับมีพิวรีนสูง มากกว่าอาหารเนื้อแดงบางชนิดเลยล่ะ.
- พิวรีน ตัวนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกาย สร้างกรดยูริกเกินจำเป็น.
- กรดยูริกที่สะสม มากๆ เสี่ยงทำให้เกิด โรคเก๊าท์ หรือกระตุ้นให้ผู้ป่วย เก๊าท์ มีอาการ ปวดข้อ รุนแรงขึ้น.
- วิตามินเอสูงมาก ในตับ การกินในปริมาณมากเกินไปติดต่อกัน อาจทำให้วิตามินเอสะสมเป็นพิษต่อตับได้.
- คอเลสเตอรอล ก็มีอยู่พอสมควรนะ คนที่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลสูงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลย.
ก็นั่นแหละ กินน้อยๆ หน่อยดีกว่าเนอะ สรุปคืออะไรที่อร่อยมักจะมีความเสี่ยงซ่อนอยู่เสมอเลยจริงๆ เฮ้อ.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต