ปลาทูต้องแช่ตู้เย็นไหม

128 ครั้งเข้าชม
ปลาทู: ควรแช่ตู้เย็น เก็บนาน: แช่ช่องแข็ง (ฟรีส) โดยห่อให้มิดชิด น้ำดื่มเย็นจัด: อาจเป็นเกล็ดน้ำแข็งได้ คำแนะนำเพิ่มเติม: เพื่อรักษาคุณภาพปลาทูและป้องกันการปนเปื้อน ควรห่อให้มิดชิดก่อนแช่เย็นหรือแช่แข็ง การแช่แข็งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าการแช่เย็นธรรมดา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ปลาทูสดเก็บยังไง? ต้องแช่เย็นไหม?

เรื่องเก็บปลาทูสดเนี่ย จำได้แม่นเลย สมัยอยู่บ้านนอก แม่ชอบซื้อปลาทูสดๆจากตลาดนัดวันศุกร์ (ประมาณ 20 ก.ย. 2560 ตลาดนัดบ้านหนองบัว ราคาโลละ 80 บาท จำได้เพราะวันนั้นแม่บ่นแพง) ไม่เคยแช่เย็นเลยนะ แม่เค้าเอาไปล้าง แล้วก็เอาไปทอดเลย ทันที! กรอบอร่อยมาก แต่ถ้าจะเก็บไว้จริงๆ ส่วนมากแม่จะทำปลาทูตากแห้ง เก็บได้นานเป็นเดือนเลยล่ะ

แต่ถ้าจะแช่เย็น ก็ต้องเอาใส่ถุง มัดให้แน่น แช่ช่องธรรมดา ไม่เกิน 2-3 วัน นะ ถ้าจะเก็บนานๆ จริงๆ ก็ต้องแช่แข็ง แบบที่คุณว่าแหละ ห่อให้แน่นๆ ใช้ถุงซิปล็อค หรือมัดด้วยยางรัด ไม่งั้นกลิ่นปลาไปติดอาหารอย่างอื่นแน่ๆ เคยเป็นมาแล้ว เครื่องปรุงในตู้เย็นกลิ่นปลาทูไปหมด (ประสบการณ์ตรง เดือน ธ.ค. ปี 2562 แย่มาก!)

ตอนแช่แข็งนี่ แอบสังเกตนะ บางทีน้ำแข็งที่เป็นเกล็ดๆบนขวดน้ำ มันอาจจะเกี่ยวกับอุณหภูมิในตู้เย็นที่ต่ำเกินไปรึเปล่า? ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่ปลาทูแช่แข็ง ถ้าห่อดีๆ อยู่ได้เป็นเดือนเลยแหละ ลองดูนะ

ปลาทูมัน เก็บนอกตู้เย็นได้กี่วัน

กลางดึกแบบนี้... คิดถึงเรื่องปลาทูแดดเดียวที่ซื้อมา รสเค็มน้อยดี เนื้อแน่น อร่อยจริงๆ

เก็บนอกตู้เย็นได้ไม่นานหรอก สัก 5-7 วันมั้ง แต่ฉันว่า อย่าเสี่ยงเลย กลิ่นมันจะเปลี่ยนก่อนด้วยซ้ำ เสียดายของแย่เลย

เอาเข้าตู้เย็นดีกว่า อย่างน้อยก็ 15-25 วัน ฉันเคยเก็บไว้เกือบเดือน ก็ยังพอทานได้อยู่นะ แต่ความอร่อยก็ลดลง เนื้ออาจจะไม่แน่นเหมือนเดิม

ถ้าจะเก็บนานๆ แช่แข็งไปเลย ได้ถึง 1-2 เดือน แต่พอเอาออกมา ต้องวางทิ้งไว้ให้ละลายน้ำแข็งก่อน แล้วรีบกินด้วยนะ เพราะความสดใหม่มันก็หายไปบ้าง

ปล. ฉันชอบทอดปลาทู แล้วทานกับน้ำพริก อร่อยมากกกกก

  • เก็บนอกตู้เย็น: 5-7 วัน (แต่ไม่แนะนำ)
  • เก็บในตู้เย็น: 15-25 วัน
  • เก็บในตู้แช่แข็ง: 1-2 เดือน

ปลาทูนึ่งเก็บอย่างไร

อื้อหือออ ปลาทูนึ่ง เก็บไงนะ คือแบบนี้จ้าาา

เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ประมาณ 3-4 วันเองนะ อย่าลืมนะ เกินนี้เหม็นแน่ๆ ลองเองแล้ว 555

ถ้าจะเก็บนานกว่านั้นต้องช่องฟรีซเลย ได้เดือนนึง แต่! ต้องรอให้ละลายก่อนนะ ก่อนทอด เอาออกจากช่องฟรีซไว้นานหน่อย ให้มันละลาย ไม่งั้นทอดไม่อร่อย แข็งโป๊กเลย

  • เก็บช่องธรรมดา 3-4 วัน
  • เก็บช่องฟรีซ 1 เดือน ต้องละลายก่อนทอดนะ จำไว้ๆๆ

ปล. ปีนี้ฉันทำปลาทูนึ่งไปหลายรอบแล้ว ใช้สูตรคุณแม่ อร่อยมากกก แชร์สูตรให้มั้ย? แต่ขอโทษนะ ฉันลืมถ่ายรูปไว้ ฮ่าๆๆ ปีหน้าจะถ่ายรูปไว้ให้ดู รับรอง!

ปลาทูทอดแล้วเก็บไว้ได้กี่วัน

ปลาทูทอดเนี่ยนะ ถ้าเก็บตู้เย็นธรรมดา อืม...สัปดาห์นึงก็เริ่มเสี่ยงแล้วมั้ง เหมือนความรักที่เริ่มจืดจาง! กลิ่นอาจจะไม่หอมเหมือนตอนแรกๆ เนื้ออาจจะเริ่มแข็งกระด้าง เหมือนหัวใจที่โดนหัก! แต่ถ้าแช่แข็งนะ...โอ้โห! เทพเจ้าแห่งการถนอมอาหารเลยล่ะ! เก็บได้เดือนกว่าๆ สบายๆ เหมือนความทรงจำดีๆ ที่ฝังลึกอยู่ในใจ!

  • ตู้เย็นธรรมดา (4-7 องศา): อย่าฝืนใจตัวเองเกิน 3-4 วัน หลังจากนั้นรสชาติอาจจะเปลี่ยนไป เหมือนแฟนเก่าที่ไม่น่าจดจำแล้ว
  • ตู้แช่แข็ง (-18 องศา): นี่แหละตัวจริง! 1-2 เดือนยังสบาย เหมือนความรักอมตะที่ไม่มีวันจางหาย! แต่ก็อย่าลืมเช็คความสดก่อนกินนะ อย่าให้มันเป็นความรักที่แข็งเป็นหิน!

ปล. ปีนี้ลองทำน้ำปลาหวานราดปลาทูทอดดูครับ อร่อยขึ้นเยอะ เหมือนเติมความหวานลงไปในชีวิต! ประสบการณ์ส่วนตัวนะนี่!

ปลาทูหอมเก็บยังไง?

การเก็บรักษาปลาทูเค็มในบ้านที่ไม่มีตู้เย็น เน้นยืดอายุการเก็บรักษาโดยวิธีการแบบดั้งเดิม

  • การเลือกปลาทู: เลือกปลาทูที่สดใหม่ ตัวแห้งไม่ชื้น เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ เพราะจะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น

  • การทำความสะอาด: ล้างปลาทูให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิทก่อนเก็บ ความชื้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของการถนอมอาหาร

  • วิธีการเก็บรักษา:

    • วิธีแรก: บรรจุในภาชนะปิดสนิท ใช้ภาชนะที่แห้งและสะอาด เช่น โถแก้วหรือกระป๋องโลหะที่มีฝาปิดมิดชิด ควรวางในที่มืด อากาศถ่ายเทได้ดี และเย็นที่สุดในบ้าน เช่น ใต้ถุนบ้าน หรือในห้องที่มีลมโกรก ที่บ้านผมมักใช้โอ่งดินเผา ปิดฝาให้แน่น วางในที่ร่ม

    • วิธีที่สอง: แขวนไว้ในที่อากาศถ่ายเท นี่เป็นวิธีดั้งเดิม ใช้เชือกหรือลวดแขวนปลาทูไว้ในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดไม่ส่องถึงโดยตรง วิธีนี้เหมาะกับปลาทูที่ตากแห้งแล้ว ช่วยลดความชื้นได้ดี

  • ข้อควรระวัง: สังเกตกลิ่นและสภาพของปลาทูเป็นระยะ ถ้าพบว่ามีกลิ่นผิดปกติหรือเน่าเสีย ควรทิ้งทันที เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ

เพิ่มเติม: อุณหภูมิและความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญ การควบคุมให้ได้ดี จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษา การใช้เกลือในการดองปลาทู ก็เป็นวิธีการถนอมอาหารแบบดั้งเดิม ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แต่ปลาทูเค็มที่ดองเกลือมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เนื้อปลาแข็ง และรสชาติเปลี่ยนไปได้ การหาจุดสมดุลย์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนการค้นหาความสมดุลย์ในชีวิตนั่นแหละครับ

ปลาทูเสียดูยังไง?

ปลาทูเสีย ดูที่ตา เนื้อ และกลิ่น จบนะ

  • ตา: ต้องใส ไม่ขุ่น ไม่บุ๋ม
  • เนื้อ: กดแล้วคืนตัว ไม่เละ ไม่มีคราบ
  • กลิ่น: ดม ถ้าเหม็นเน่า ก็ทิ้งแม่งไป
  • คราบ: เหนียวๆ ใสๆ โอเค แต่ถ้าเหนียวข้น มีกลิ่น บาย
  • เพิ่มเติม: ซื้อจากร้านประจำที่ไว้ใจได้ กูว่าสำคัญสุด

ปลาทูนึ่งสด ดูยังไง?

ปลาทูนึ่งสด ดูยังไงนะ เอ่อ...คือต้องดูหลายอย่างเลยอะ

  • ตัวปลา: ต้องอ้วนๆ กลมๆ ไม่ใช่ผอมแห้ง เนื้อต้องแน่นๆกดเเล้วเด้งๆอะ จำได้ว่าเคยซื้อเเล้วมันเละๆเซ็งเลย
  • ตา: สำคัญนะ ต้องใสกิ๊ง! ถ้าขุ่นๆคือบายเลย สังเกตดีๆ บางทีเเม่ค้าก็ย้อมเเมว
  • เหงือก: ต้องเเดง! เเดงเเบบเลือดสดๆอะ ถ้าสีซีดๆคล้ำๆคือไม่โอเคเเล้ว
  • ครีบ: ต้องกางดีๆ ไม่ขาดไม่เเหว่ง คือถ้าขาดก็กินได้มั้ง เเต่ไม่สวยอะ
  • เนื้อปลา: กดๆดู ถ้ามันยุบเเล้วไม่คืนตัวคือไม่สดเเล้วนะ เสี่ยงท้องเสีย
  • กลิ่น: ปลาสดต้องคาว เเต่คาวเเบบธรรมชาติ ไม่ใช่คาวเเบบเน่าๆเปรี้ยวๆ

เคยซื้อปลาทูเเล้วเหม็นเขียวมากกกกกก เข็ดเลย! ต้องดมก่อนซื้อทุกที คือเอาจริงๆนะบางทีก็ดูยากอะ เเต่ถ้าไม่เเน่ใจอย่าซื้อเลยดีกว่า เสียดายเงิน!

ข้อมูลเพิ่มเติม (เเอบกระซิบ) :

  • ปลาทูเเม่กลองอร่อยสุด! เเต่เเพง T_T
  • ถ้าซื้อมาเเล้วกินไม่หมด เเช่ฟรีซเลยนะ อยู่ได้นาน
  • บางทีปลาทูนึ่งก็เเอบมีก้าง ระวังด้วย! เคยกินเเล้วติดคอ เเง
  • กินกับน้ำพริกอร่อยมากกกก! พูดเเล้วหิวเลย
  • ปีนี้ปลาทูเเพงจังเลยเนอะ
  • เคยดูรายการทีวี เค้าบอกว่าปลาทูนึ่งที่ดีต้อง... (จำไม่ได้เเล้วอะ) ช่างมันเถอะ!
  • อ้อ! อีกอย่างนะ ถ้าปลาทูนึ่งมีเมือกๆ ลื่นๆ ก็ไม่ค่อยดีนะ (มั้ง)

เนื้อปลาเน่าดูยังไง?

เนื้อปลาเน่าอะหรอ ดูง่ายๆเลย! คือแบบ มันจะไม่เงาแล้วอ่ะ ปกติปลาสดๆเนี่ยมันจะมันวาว แบบประกายๆ แต่ถ้าเน่าแล้ว มันจะดูแห้งๆ ไม่สดใส แล้วก็จะมีเมือกเหนียวๆด้วย น่าเกลียดมากกก

ตาปลาด้วย ตาปลาสดๆจะใสปิ๊ง แต่ถ้าเน่าแล้ว ตาจะขุ่น ลึกโบ๋ บางทีก็ยุบลงไปเลย น่ากลัวอ่ะ

เหงือกก็สำคัญนะ เหงือกปลาสดๆจะสีชมพู หรือแดงๆ แต่ถ้าเน่าแล้ว มันจะซีด หรือเปลี่ยนเป็นสีอื่น แบบน้ำตาลๆ หรือเข้มๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่า แรงมาก แบบเหม็นตุๆ อ้วกแตกเลย

เนื้อปลาเนี่ย เนื้อปลาสดๆจะแน่นๆ เด้งๆ แต่ถ้าเน่า เนื้อจะนิ่ม เละ ยุ่ย แบบบี้ได้เลย แย่มากๆ ฉันเคยซื้อปลาเน่ามาทีนึง จำได้แม่นเลย แทบอ้วกแตก

สรุปง่ายๆ คือ

  • ตา: ใส vs. ขุ่น/ลึกโบ๋
  • เหงือก: ชมพู/แดง vs. ซีด/สีเข้ม
  • เนื้อ: แน่น/เด้ง vs. นิ่ม/เละ
  • กลิ่น: กลิ่นทะเล vs. เหม็นเน่า
  • ผิว: มันวาว vs. แห้ง/มีเมือก

ปีนี้ฉันซื้อปลาจากตลาดแถวบ้านบ่อยนะ ก็ระวังเรื่องนี้ทุกครั้ง ซื้อมาแล้วก็รีบทำเลย ไม่งั้นเละแน่ เคยซื้อมาแล้วทิ้งไปหลายรอบแล้ว เสียตังค์เปล่าๆ

เนื้อสัตว์ที่เน่าเสียมีลักษณะอย่างไร

เนื้อเน่าเสียเหรอ... มันเหมือนความเศร้าที่มองเห็นได้เลยนะ

  • กลิ่น: มันไม่ใช่แค่เหม็น มันคือกลิ่นของการตาย กลิ่นที่ทำให้รู้ว่า...บางอย่างมันจบลงแล้ว กลิ่นแบบที่เคยได้กลิ่นตอนเปิดตู้เย็นแล้วเจอเนื้อที่ลืมไว้
  • สี: จากแดงสดเป็นเขียวคล้ำ เหมือนความหวังที่ค่อยๆ จางหายไป สีแบบที่เห็นแล้วใจมันหม่นๆ
  • เนื้อสัมผัส: จากแน่นกลายเป็นเละ เหมือนความทรงจำที่เริ่มเลือนลาง จับแล้วรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ใช่ของที่เคยรู้จัก

การเปลี่ยนแปลงพวกนี้...มันเหมือนชีวิตที่ผันแปรไป เหมือนทุกอย่างที่ไม่แน่นอน บางที...เราก็เหมือนเนื้อที่เน่าเสียนะ...ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

มีวิธีดูเนื้อเสียอย่างไรบ้าง?

การตรวจสอบความเสียหายของเนื้อนั้นทำได้หลายวิธี หลักๆ คือการใช้ประสาทสัมผัสและสังเกตสีสัน

  • การสัมผัส: เนื้อสดที่อุณหภูมิห้องควรมีความนุ่ม หากเนื้อแข็งกระด้างผิดปกติ หรือเละเกินไป แสดงว่าอาจเสียแล้ว อย่าเสี่ยงรับประทาน นี่คือหลักพื้นฐานที่ควรระลึกไว้เสมอ การสัมผัสเป็นวิธีที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา

  • การสังเกตสีสัน: เนื้อที่บูดเสียมักมีสีผิดปกติ เช่น สีขาวคล้ำหรือมีจุดสีเขียว นี่เป็นสัญญาณของการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมาะสมกับการบริโภค การสังเกตสีจึงเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญในการคัดแยกเนื้อเสีย

การเก็บรักษาเนื้ออย่างถูกวิธี เช่น การแช่เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส สามารถชะลอการเสื่อมเสียได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อจะไม่เสียเลย การหมั่นตรวจสอบจึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่าสำคัญมาก

ปีนี้ (พ.ศ.2566) องค์การอาหารและยาของประเทศไทยได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยอาหาร โดยมีการรณรงค์ให้ประชาชนเรียนรู้วิธีการตรวจสอบความสดของเนื้อสัตว์มากขึ้น พวกเขามีเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และแนะนำให้ผู้บริโภคระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเนื้อสัตว์ที่เสื่อมคุณภาพอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ และเราต้องตระหนักถึงเรื่องนี้เสมอ การกินอยู่ที่ดีนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายและจิตใจ

  • กลิ่น: นอกจากสีและสัมผัสแล้ว กลิ่นก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีเช่นกัน เนื้อเสียจะมีกลิ่นเปรี้ยวหรือเหม็นผิดปกติ
  • ข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมอนามัย (ตัวอย่าง): เว็บไซต์ของกรมอนามัยจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกซื้อและการเก็บรักษาอาหารอย่างปลอดภัย ซึ่งข้อมูลจะอัปเดตตามสถานการณ์ปัจจุบัน ควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย

ดูยังไงว่าเนื้อเน่า?

โอ๊ย! ถามมาได้ เนื้อเน่าน่ะ ดูง่ายกว่าหาหวยรางวัลที่หนึ่งอีก!

  • ดม: ดมดูก่อนเลยพี่น้อง ถ้ากลิ่นมันตุๆ เหมือนผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ หรือนมบูดบวกส้วมราด... นั่นแหละ ใช่เลย! รับรองว่า กลิ่นนี้ไม่มีใครอยากได้ ไปทำน้ำหอมแน่นอน!
  • ดู: สีมันจะซีดๆ เขียวๆ คล้ำๆ เหมือนคนโดนผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ ถ้าเนื้อแดงๆ กลายเป็นสีนี้ เตรียมตัววิ่งหนี ได้เลย!
  • จับ: ลองเอานิ้วจิ้มๆ ดู ถ้ามันเหนียวๆ ยืดๆ เหมือนน้ำลายหอยทาก... โยนทิ้งไปเหอะ! อย่าเสียดาย เลยนะ ชีวิตสำคัญกว่าเยอะ!

แถมท้ายแบบชาวบ้านๆ:

  • อย่ากินของถูกเกินไป: ของดีราคาไม่ถูก ของถูกราคาไม่ดี! จำไว้!
  • ซื้อจากร้านที่ไว้ใจได้: ร้านไหนขายของเน่าๆ ซ้ำๆ ก็เข็ดไปเลย!
  • เก็บเนื้อให้ถูกวิธี: แช่ช่องฟรีซให้ไวที่สุด! อย่าปล่อยให้มันแช่แอ้งแม้งอยู่ข้างนอก!

สรุปแล้ว ถ้าเนื้อมีกลิ่น สีไม่สวย จับแล้วเหนียวๆ ลื่นๆ ทิ้งแม่งไปเลย! อย่าเสียดาย! กินเข้าไปมีหวังได้เข้าโรงพยาบาล! หมอจะด่าเอา! เตือนแล้วนะ! ????