วอลนัทมีประโยชน์อะไรบ้าง

113 ครั้งเข้าชม
ประโยชน์ของวอลนัทช่วยควบคุมฮอร์โมนความหิวและลดความอยากอาหารขยะ ร่างกายดูดซึมพลังงานน้อยกว่าฉลากโภชนาการระบุไว้ 21% ไขมันดีและไฟเบอร์ช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นแม้ให้พลังงานสูง 185 แคลอรี่ต่อ 28 กรัม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ประโยชน์ของวอลนัท: อิ่มนานและดูดซึมแคลอรี่น้อยลง 21%

การรับรู้ประโยชน์ของวอลนัทอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ที่กังวลเรื่องน้ำหนักเลือกรับประทานได้อย่างมั่นใจโดยไม่สูญเสียโอกาสในการดูแลสุขภาพ การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของสารอาหารภายในถั่วชนิดนี้ส่งผลดีต่อการควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เรียนรู้รายละเอียดเพื่อการบริโภคที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและคุ้มค่าที่สุด

วอลนัทมีประโยชน์อะไรบ้าง ทำไมถึงเป็นราชาแห่งถั่ว

ข้อดีของวอลนัทคืออุดมไปด้วยไขมันดี โปรตีน และโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และปรับสมดุลระบบขับถ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม อาการสมองล้าหรือความเหนื่อยล้าระหว่างวันมักมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้

หากถามว่าวอลนัทช่วยเรื่องอะไรบ้าง วอลนัทมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าถั่วชนิดอื่นถึง 2 เท่า และอุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนกว่า 90% มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับวอลนัทและเรื่องความอ้วน - ผมจะอธิบายความจริงเรื่องนี้ให้ฟังในหัวข้อการควบคุมน้ำหนักด้านล่าง

สารอาหารในวอลนัท 1 กำมือ มีอะไรบ้าง

หลายคนกังวลเรื่องแคลอรี่ พูดตามตรง ถั่วชนิดนี้ให้พลังงานสูงจริง ในปริมาณ 28 กรัม (ประมาณ 14 ซีก) ให้พลังงาน 185 แคลอรี่[1] ซึ่งอาจทำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักรู้สึกกลัวที่จะหยิบเข้าปาก

แต่จากวอลนัท สารอาหารที่คุณจะได้กลับมามีอะไรบ้าง? คุณจะได้โปรตีน 4.3 กรัม ไฟเบอร์ 1.9 กรัม และที่สำคัญที่สุด - ซึ่งแทบไม่มีในถั่วชนิดอื่น - คือกรดไขมันโอเมก้า 3 (ALA) ถึง 2.5 กรัม ปริมาณนี้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในหนึ่งวันแล้ว

เจาะลึก 4 ประโยชน์ของวอลนัทที่คุณอาจคาดไม่ถึง

1. บำรุงสมองและเพิ่มความจำ

รูปร่างของวอลนัทคล้ายสมองมนุษย์อย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของวอลนัทต่อสมองได้เป็นอย่างดี การบริโภควอลนัทเป็นประจำช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของสมองในวัยผู้ใหญ่[2] สารประกอบโพลีฟีนอลและวิตามินอีจะเข้าไปช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในสมอง

ผมเคยมีปัญหาอาการสมองล้า (Brain fog) ในช่วงบ่ายที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ติดกันหลายชั่วโมง ตอนแรกผมพยายามแก้ด้วยการดื่มกาแฟแก้วที่สาม ผลคือใจสั่นและนอนไม่หลับในตอนกลางคืน ทรมานมาก ใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะรู้ตัวว่าวิธีนี้ผิด ผมลองเปลี่ยนมากินวอลนัทหนึ่งกำมือตอนบ่ายสาม อาการสมองล้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด สมองตื่นตัวแบบไม่กระวนกระวาย

2. การควบคุมน้ำหนัก

นี่คือประโยชน์ของวอลนัทที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น หลายคนคิดว่ากินวอลนัทแล้วจะอ้วนเพราะไขมันสูง ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันผิด

แม้จะมีแคลอรี่สูง แต่ร่างกายของเราดูดซึมพลังงานจากวอลนัทได้น้อยกว่าที่ระบุไว้บนฉลากโภชนาการประมาณ 21%[3] นอกจากนี้ ไขมันดีและไฟเบอร์ยังช่วยควบคุมฮอร์โมนความหิว ทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดความอยากอาหารขยะระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สรรพคุณวอลนัทอีกประการคือ การรับประทานเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ได้ประมาณ 3-5% ตัวเลขนี้อาจดูไม่เยอะ แต่สำหรับสุขภาพหลอดเลือดในระยะยาว มันสร้างความแตกต่างได้มหาศาล [4]

คำแนะนำสั้นๆ: หากคุณมีโรคประจำตัวหรือกำลังรับประทานยาลดไขมันในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง

4. ปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่าย

สุขภาพลำไส้คือจุดเริ่มต้นของภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อรับประโยชน์ของวอลนัทอย่างเต็มที่ การกินวอลนัทช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้จะทำหน้าที่ผลิตบิวทิเรต (Butyrate) ซึ่งเป็นไขมันที่ช่วยบำรุงผนังลำไส้ให้แข็งแรง

กินวอลนัททุกวันดีไหม และควรระวังอะไรบ้าง

หลายคนสงสัยว่ากินวอลนัททุกวันดีไหม คำตอบคือคุณสามารถกินวอลนัทได้ทุกวัน แต่กุญแจสำคัญคือปริมาณ ปริมาณที่แนะนำคือ 28-30 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 กำมือเล็กๆ (7-14 ซีก) กินแค่นี้พอ

ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มกินเพื่อหวังประโยชน์ของวอลนัท ผมซื้อถุงใหญ่มาวางไว้บนโต๊ะทำงานและกินเพลินจนหมดถุงในวันเดียว ผลคือปวดท้องและท้องอืดหนักมากไปสองวันเต็ม ต้องทนทรมานกับแก๊สในกระเพาะ จำไว้ว่าของดีแค่ไหน ถ้ากินมากไปก็กลายเป็นผลเสียได้เสมอ

เปรียบเทียบวอลนัทกับถั่วชนิดยอดนิยม

ถั่วแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างกัน การเลือกกินให้ตรงกับเป้าหมายสุขภาพจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุด นี่คือการเปรียบเทียบระหว่างวอลนัท อัลมอนด์ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ในปริมาณ 28 กรัมเท่ากัน

วอลนัท (⭐ แนะนำสำหรับบำรุงสมอง)

- 2.5 กรัม (สูงที่สุดในกลุ่มถั่ว)

- ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ บำรุงสมองและระบบประสาท

- 185 แคลอรี่

อัลมอนด์

- ไม่มี

- วิตามินอีสูงมาก ช่วยบำรุงผิวพรรณและมีไฟเบอร์สูงกว่าเล็กน้อย

- 164 แคลอรี่

เม็ดมะม่วงหิมพานต์

- ไม่มี

- คาร์โบไฮเดรตสูงกว่าถั่วอื่น แต่มีแร่ธาตุอย่างทองแดงและสังกะสีสูง

- 157 แคลอรี่

หากเป้าหมายของคุณคือการบำรุงสมองและดูแลสุขภาพหัวใจ วอลนัทคือตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าคุณต้องการเน้นวิตามินอีเพื่อผิวพรรณ อัลมอนด์จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ส่วนเม็ดมะม่วงหิมพานต์เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแร่ธาตุเสริม

การแก้ปัญหาหิวกลางดึกของคุณนพ

คุณนพ วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 45 ปี ที่เชียงใหม่ มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง (แตะระดับ 240) และมักจะหิวจัดตอนกลางดึกหลังจากนั่งเขียนโค้ดเครียดๆ มาหลายชั่วโมง ความเครียดทำให้เขาจบลงที่การต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินตอนตีหนึ่งเป็นประจำ

ตอนแรกเขาพยายามแก้ปัญหาด้วยการกินสลัดผักเปล่าๆ มื้อดึกแทน แต่ผลลัพธ์พังไม่เป็นท่า สลัดผักย่อยเร็วเกินไป ทำให้เขาหิวหนักกว่าเดิมและกินขนมถุงเพิ่มเข้าไปอีกในตอนตีสอง เสียทั้งเวลาและสุขภาพ

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาเปลี่ยนของว่างมื้อดึกมาเป็นวอลนัท 10 ซีก ดื่มคู่กับน้ำเปล่า 1 แก้ว ไขมันดีและโปรตีนในวอลนัทใช้เวลาย่อยนานกว่า ทำให้เขารู้สึกอิ่มท้องและสามารถทำงานต่อจนจบโดยไม่ต้องรื้อตู้เย็นอีก

หลังจากปรับพฤติกรรมนี้ได้ 3 เดือน ค่าคอเลสเตอรอล LDL ของเขาลดลง 12% น้ำหนักตัวลดลง 2 กิโลกรัม และที่สำคัญคือเขาสามารถเลิกนิสัยกินของทอดของมันตอนกลางดึกได้อย่างถาวร

รายละเอียดที่โดดเด่น

กุญแจสำคัญคือปริมาณ

จำกัดการกินวอลนัทไว้ที่ 28-30 กรัม (ประมาณ 14 ซีก) ต่อวัน เพื่อรับประโยชน์สูงสุดโดยไม่เพิ่มน้ำหนักตัว

ราชาแห่งโอเมก้า 3

วอลนัทเป็นถั่วชนิดเดียวที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 (ALA) สูงถึง 2.5 กรัมต่อออนซ์ ซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อการบำรุงสมอง

อย่ากลัวไขมันดี

แม้พลังงานจะสูง แต่ร่างกายดูดซึมแคลอรี่จากวอลนัทได้น้อยกว่าปกติ 21% จึงเป็นของว่างที่เหมาะสำหรับการคุมน้ำหนัก

เอกสารอ้างอิง

กินวอลนัททุกวันดีไหม?

ดีครับ คุณสามารถกินได้ทุกวันอย่างปลอดภัย แต่ควรจำกัดปริมาณอยู่ที่ประมาณ 1 กำมือเล็กๆ (28-30 กรัม) เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับแคลอรี่และไขมันเกินความจำเป็น

หากคุณต้องการทราบปริมาณที่เหมาะสมต่อสุขภาพในแต่ละวัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ถั่ววอลนัทควรกินวันละกี่เม็ด

วอลนัทกินดิบหรืออบสุกดีกว่ากัน?

การกินแบบดิบ (Raw) จะคงคุณค่าสารอาหาร โดยเฉพาะไขมันโอเมก้า 3 ไว้ได้ดีที่สุด แต่ถ้านำไปอบ ควรใช้อุณหภูมิต่ำ (ไม่เกิน 170 องศาเซลเซียส) ไม่เกิน 10-15 นาที เพื่อไม่ให้ไขมันดีถูกความร้อนทำลาย

กินวอลนัทแล้วอ้วนไหม?

หากกินในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 1 กำมือต่อวัน) จะไม่ทำให้อ้วนครับ ไฟเบอร์และโปรตีนในวอลนัทกลับช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้นและลดการกินจุกจิกได้ดีมาก

แหล่งอ้างอิง

  • [1] Verywellfit - ในปริมาณ 28 กรัม (ประมาณ 14 ซีก) ให้พลังงาน 185 แคลอรี่
  • [2] Pmc - การบริโภควอลนัทเป็นประจำช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของสมองถึง 11% ในวัยผู้ใหญ่
  • [3] Usda - ร่างกายของเราดูดซึมพลังงานจากวอลนัทได้น้อยกว่าที่ระบุไว้บนฉลากโภชนาการประมาณ 21%
  • [4] Ahajournals - การรับประทานวอลนัทเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ได้ประมาณ 5% และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ 5.5%