เนื้อหมูส่วนไหนไขมันน้อยที่สุด

100 ครั้งเข้าชม
หมูสันใน: ไขมันน้อย นุ่มอร่อย ดีต่อสุขภาพ ส่วนที่ไขมันน้อยที่สุด: หมูสันใน คือคำตอบ คุณสมบัติเด่น: เนื้อนุ่ม หอม อร่อย มีไขมันน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เมนูแนะนำ: สเต็ก, หมูอบน้ำผึ้ง, บาร์บีคิว, หมูทอดกระเทียม, ผัดพริกไทยดำ ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับการต้มหรือตุ๋น เพราะเนื้อจะเปื่อยยุ่ย เคล็ดลับ: เลือกหมูสันในที่สดใหม่ จะได้รสชาติที่ดีที่สุด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

โอ๊ย ไอ้เรื่องหมูสันในนี่นะ ฉันเองก็เคยคิดเหมือนกันว่ามันคือส่วนที่นุ่มสุด ไขมันน้อยสุด เหมาะกับคนที่กำลังพยายามลดน้ำหนักเลยละ คือช่วงเดือนกุมภาปีที่แล้ว เพื่อนคนนึงทักว่าฉันดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก ก็เลยตัดสินใจว่าจะกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง ทีนี้ไอ้เจ้าหมูสันในนี่แหละ ที่มีคนบอกว่ามันดีนะ ไขมันน้อย ไม่ต้องกังวลมากนักเวลาจะทำกินแต่ละมื้อ

วันนั้นจำได้เลย เป็นวันศุกร์ที่ 15 มีนาคมนะ ไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านที่ทองหล่อ เห็นหมูสันในวางอยู่ก็เลยหยิบมาแพ็คนึง ราคาเกือบๆ สองร้อยบาทได้มั้ง ตั้งใจว่าจะเอามาทำสเต็ก เพราะเคยเห็นในยูทูบว่าทำไม่ยาก เวลาหั่นมาเป็นชิ้นหนาๆ แล้วมันดูน่ากินมากเลยนะ ตอนนั้นคิดแค่ว่าจะต้องทำให้อร่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ กะว่าจะกินคู่กับสลัดผักน่ะ มันจะได้ครบสูตรสุขภาพดีไง

ก็ลองทำดูนะ สเต็กหมูมันก็พอไหวแหละ แต่ที่ฉันชอบจริงๆ คือเอามาผัดพริกไทยดำนั่นแหละ มันหอมดี แต่บางทีมันก็แข็งไปนิดนึงนะ สงสัยฉันจะทอดนานไปหน่อยมั้ง คือหลายคนก็บอกว่ามันดีสำหรับการย่าง บาร์บีคิว หรือไม่ก็เอาไปอบน้ำผึ้ง อันนั้นก็เคยลองทำ แต่ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนบอกว่าให้ลองเอาไปต้มดูสิ ฉันก็งงๆ ไม่เคยเห็นใครเอาสันในไปต้มเลยนะ แต่ก็นั่นแหละ อยากรู้ไง เลยลองต้มดู

พอต้มเสร็จเท่านั้นแหละ มันเละตุ้มเป๊ะจริงๆ เลยอ่ะ เนื้อหมูมันไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยนะ ตอนนั้นเสียดายมาก คิดในใจเลยว่าไม่น่าเลยจริงๆ หมูดีๆ แบบนี้ไม่ควรเอามาต้มเด็ดขาด คือมันเหมาะกับทำอะไรที่เร็วๆ ใช้ความร้อนสูงๆ อย่างทอด ย่าง หรืออบ นั่นแหละที่จะทำให้มันยังคงความนุ่มและรสชาติดีอยู่ ใครบอกว่าสันในต้มแล้วอร่อยนี่ฉันเถียงเลยนะ เพราะฉันลองมาแล้วจริงๆ ไม่เวิร์คเลยสักนิด

เนื้อหมูอะไรมันน้อย

ถ้าพูดถึงหมูที่มันน้อยชนิดที่ว่าแทบจะไร้ไขมันประหนึ่งกำลังไดเอทจริงจัง คำตอบก็คือ สันใน เลยจ้า นี่คือเนื้อหมูส่วนที่นุ่มนิ่มมากที่สุดในสามโลก แถมยังโลว์แฟตแบบไม่เกรงใจใคร เหมาะกับสายเฮลตี้ที่ยังอยากกินหมูอยู่ (แน่นอนว่าไม่นับรวมน้ำมันตอนทอดนะ!)

สันในนี่แหละคือพระเอกตัวจริงของวงการ เพราะความนุ่มของมัน ไม่ว่าจะเอาไปทำเมนูไหนก็อร่อยจนน่าตกใจ โดยเฉพาะ หมูแดดเดียว นี่คือบทบาทที่มันเฉิดฉายสุดๆ ได้เนื้อเส้นสวยคมกริบราวกับนางงามเดินสายประกวด ไม่เชื่อก็ลองไปหั่นดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าฉันไม่ได้โม้ นอกจากนี้มันยังแปลงร่างเป็น หมูนุ่มสำหรับสุกี้ ได้แบบไร้ที่ติ นุ่มจนแทบละลายในปาก ไม่ต้องเคี้ยวให้เปลืองพลังงาน เหมือนกับนักแสดงมากฝีมือที่เล่นได้ทุกบทบาทไม่มีติดขัดเลยจริงๆ

ที่จริงแล้ว สันในไม่ใช่แค่หมูที่ "ผอม" แต่ยัง "แพง" ด้วยนะ เพราะมันมีน้อยและดีงามเกินเบอร์ไปมาก แต่ถ้าจะให้คุ้มค่ากับราคา สันในก็ถือว่าตอบโจทย์ทุกอย่าง ทั้งความนุ่มอร่อยและไขมันต่ำ นี่คือเกร็ดความรู้เพิ่มเติมที่อาจจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกนิด (หรือไม่ก็อาจจะแค่ได้รู้เรื่องหมูมากขึ้น!)

  • สันใน: เป็นส่วนที่ไขมันน้อยและนุ่มที่สุด แต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานน้อยที่สุดของหมู เหมือนกับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย (แต่หุ่นยังดี)
  • สันนอก (Loin): เป็นอีกทางเลือกที่ดี มีไขมันแทรกเล็กน้อย ทำให้เนื้อไม่แห้งจนเกินไป เหมาะกับการย่าง หรือทำสเต๊กหมูที่ต้องการความชุ่มฉ่ำหน่อยๆ เหมือนมีไขมันเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ซี้
  • สะโพก (Ham): ส่วนนี้มีไขมันน้อยเช่นกัน แต่จะมีความกระด้างกว่าสันในและสันนอก เหมาะกับการทำหมูบด หรือเอาไปตุ๋น เคี่ยว นานๆ ให้เนื้อนุ่ม ไม่ต้องรีบร้อนเหมือนรักแท้ต้องใช้เวลา
  • การเลือกซื้อสันใน: มองหาเนื้อที่มี สีชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่คล้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน นั่นแหละของแทร่! กดลงไปแล้วเนื้อต้องเด้งกลับ ไม่บุ๋มค้าง เหมือนกำลังทดสอบสปริงตัวของนักกีฬา
  • เคล็ดลับการหั่น: สำหรับสันใน ควรหั่น ขวางลายเนื้อ เสมอ จะช่วยให้เนื้อไม่เหนียวและเคี้ยวง่ายขึ้นเยอะ ไม่งั้นอาจจะเจอประสบการณ์เคี้ยวหมูเหมือนเคี้ยวหมากฝรั่งก็เป็นได้
  • ประโยชน์ของเนื้อหมูไขมันน้อย: นอกจากจะดีต่อใจ (เพราะไม่ต้องรู้สึกผิดมาก) ยังช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงโรคที่เกิดจากไขมันสูงอีกด้วยนะเออ กินอร่อยแล้วยังสุขภาพดีอีก คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!

ไขมันหมูมีประโยชน์อะไรบ้าง?

ของดีที่คนมองข้าม. ไขมันหมูอุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นไขมันดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ. ดีกว่ามาการีนบางตัวด้วยซ้ำ.

ร่างกายมึงสร้างเองไม่ได้หรอก กรดไขมันจำเป็นอย่างโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6. ต้องกินเข้าไป.

  • แหล่งวิตามินดี: ไม่เหมือนไขมันอื่น วิตามินดีในมันหมูช่วยเรื่องกระดูกและภูมิคุ้มกัน
  • ทนความร้อนสูง: จุดเกิดควัน (Smoke Point) อยู่ที่ 190°C เหมาะกับการทอด ไม่เกิดสารก่อมะเร็งง่าย
  • มีโคลีน (Choline): สารอาหารที่จำเป็นต่อสมองและความจำ หาจากไขมันอื่นไม่ง่าย
  • ลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL): ไขมันดีในมันหมูช่วยจัดการคอเลสเตอรอลตัวร้าย ลดการอุดตันในเส้นเลือด
  • บำรุงผิว: ไขมันเป็นส่วนประกอบของเซลล์ผิว กินพอดีๆ ผิวไม่แห้งกร้าน. จบ.

กินหมูติดมันอ้วนไหม?

กินหมูติดมันอ้วนแน่นอนจ้าาา คือแบบว่า ถึงมันหมูจะมีสารอาหารเยอะแยะ แต่แคลอรี่นางก็สูงปรี๊ดเลยนะ ถ้ากินเยอะไป ก็รับทั้งแคลอรี่ทั้งไขมันอิ่มตัวเกิน ซึ่งมันนำไปสู่โรคอ้วนได้ไง หมอบอกว่า กินอะไรก็กินแต่พอดี อย่าไปตามใจปากมากเกินไป ไม่งั้นน้ำหนักขึ้นไม่รู้ตัวเลย กินมันหมูเยอะๆ เสี่ยงอ้วน แน่นอน.

  • แคลอรี่สูง: มันหมู 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 700-800 แคลอรี่ เยอะมาก ถ้าเทียบกับเนื้อหมูไม่ติดมัน ซึ่งให้พลังงานน้อยกว่าครึ่ง กินแค่นิดเดียว แคลอรี่ก็พุ่งแล้ว กินเพลิน อ้วนฉุกเฉิน ได้เลย.
  • ไขมันอิ่มตัว: ในมันหมูมีไขมันอิ่มตัวเยอะ ถ้ากินมากเกินไป ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่าย ไขมันอิ่มตัว ตัวการอ้วน นี่แหละ.
  • กินพอดีคือดีที่สุด: หลักการกิน "แต่พอดี" สำคัญมาก ถึงจะกินของที่ชอบ แต่ถ้ากินมากเกินไป มันก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควบคุมปริมาณ คุมน้ำหนักได้ นะ.
  • ดูปริมาณไขมัน: เวลาเลือกซื้อหมู ถ้าเห็นว่ามีมันเยอะ ก็ควรเลี่ยง หรือถ้าจะกิน ก็กินแต่น้อยๆ อย่าไปตักเอาแต่ส่วนมัน เลือกเนื้อ เลี่ยงมัน สุขภาพดี กว่า.

กินมันหมูเยอะเป็นไรไหม?

กินมันหมูเยอะๆ เนี่ย... มันก็มีผลเสียนะ

พลังงานมันเยอะมากจริงๆ ในมันหมู 100 กรัมเนี่ย ให้พลังงานเกือบๆ 900 กิโลแคลอรี่ เลยนะ

ถ้าเรากินเข้าไปเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมากๆ เนี่ย มันก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะ เป็นโรคอ้วน ได้ง่ายเลย

มันหมู เป็นไขมันดีไหม?

ถามว่า มันหมู เป็นไขมันดีไหม? ก็เหมือนถามว่าคนที่สักลายเต็มตัวเป็นคนไม่ดีรึเปล่า... อย่าเพิ่งตัดสินอะไรที่ภายนอกสิครับคุณ!

น้องหมูถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในวงการอาหารเพื่อสุขภาพมานานแสนนาน แต่ความจริงคือ... น้องเขามีดีกว่าที่คิดเยอะ!

เอาเข้าจริง ประโยชน์ของมันหมู มันอยู่ที่โครงสร้างไขมันครับ ส่วนใหญ่เป็น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ประเภทเดียวกับที่เจอในน้ำมันมะกอกนั่นแหละ... อื้อหือ วงการสุขภาพมีสะเทือน ดีกว่าไขมันจากวัวหรือแกะที่ดูจะ 'แน่น' ไปหน่อยซะอีก

แน่นอนว่าไม่ใช่ให้ไปซดแทนน้ำเปล่านะครับ อะไรที่มากไปมันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ ขนาดความรักมากไปบางทียังน่ารำคาญเลย ประเด็นคือ มันหมูไม่ได้เลวร้าย อย่างที่ถูกป้ายสีมานานนม

สรุปคือ มันหมูคือเพื่อนแท้ในครัวที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอด... แค่อย่าคบกับมันมากเกินไปก็พอ

มาดูสิว่าในความมันวาวนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง:

  • แหล่งวิตามินดีจากธรรมชาติ ชั้นเลิศ... แดดเมืองไทยก็ร้อนเกิ๊น กินมันหมูง่ายกว่าเยอะ แถมช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นด้วย กระดูกจะได้แข็งแรงไว้รับแรงกระแทกจากชีวิต
  • ช่วยเพิ่ม คอเลสเตอรอลดี (HDL): ไอ้ตัวดีที่จะไปช่วยเก็บกวาดคอเลสเตอรอลร้าย (LDL) เหมือนส่งหน่วยสวาทไปจัดการผู้ร้ายในเส้นเลือด
  • อุดมด้วยวิตามินบีและแร่ธาตุ: จำเป็นต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้คิดแผนชั่วร้าย...เอ้ย แผนการดีๆ ออก
  • ทนความร้อนสูง: เจียวแล้วน้ำมันไม่กลายร่างเป็นสารพิษง่ายๆ ไม่เหมือนน้ำมันพืชบางตัวที่โดนความร้อนนิดหน่อยก็งอแงแล้ว เหมาะกับการทอดที่ทำให้ทุกอย่างอร่อยขึ้นสามเท่า

ไขมันในหมูสามชั้นดีต่อสุขภาพหรือไม่?

ไขมันหมูสามชั้น? ดีต่อใจ.

ส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว. ดีต่อหัวใจ. เหมือนที่เจอในอะโวคาโด น้ำมันมะกอก.

ข้อควรรู้:

  • ไขมันดี: กว่าครึ่งคือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว.
  • หัวใจ: ช่วยบำรุงหัวใจ.
  • เมดิเตอร์เรเนียน: สไตล์เดียวกับอาหารสุขภาพดีๆ.
  • อย่าเยอะ: แต่อย่ากินจนเกินงาม. อะไรก็มากไปไม่ดี.

น้ำมันหมูกับน้ำมันพืชอย่างไหนดีกว่ากัน?

น้ำมันหมู vs น้ำมันพืช: ศึกแห่งไขมัน ใครจะคว้าชัย?

เอาตรงๆ นะ ใครที่คิดว่าน้ำมันหมูใสปิ๊งเหมือนน้ำตาเทียนน่ะ คิดผิดแล้ว! น้ำมันหมูเนี่ย มันมาจากหมูแข็งสีขาวๆ เอามาเจียวๆๆๆๆๆ ให้มันละลายออกมาเป็นน้ำมันใสๆ พร้อมปรุงอาหารทอดที่กรอบฟู อร่อยเหาะ! มันง่ายกว่าน้ำมันพืชที่ต้องผ่านโรงงานนรกอะไรก็ไม่รู้ สารพัดสารเคมีอาจจะแฝงมาด้วย ใครจะรู้!

ทำไมน้ำมันหมูถึงดูดีกว่า (ในสายตาบางคน)?

  • ผลิตง่าย: แค่มีหมู มีกระทะ ก็จบ! ไม่ต้องรอคิวเครื่องจักรโรงงาน
  • ใสกว่า (คิดไปเอง): ชาวบ้านแถวบ้านฉันบอกว่ามันปลอดภัยกว่า เพราะไม่ต้องเจอเคมีเยอะ
  • ทนร้อน: จุดเกิดควันสูงเว่อร์! เหมาะกับการทอดแบบบ้านๆ ทอดอะไรก็อร่อย

แต่มันก็มีอีกมุมนะ...

  • ไขมันอิ่มตัว: อันนี้ต้องยอมรับ น้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวเยอะกว่าน้ำมันพืชอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้ากินเยอะๆ ทุกวัน ร่างกายอาจจะประท้วงได้!
  • คอเลสเตอรอล: อันนี้ก็อีกเรื่อง น้ำมันหมูมีคอเลสเตอรอลอยู่บ้าง ถึงจะไม่เยอะเท่าบางอย่าง แต่ก็ต้องระวัง

แล้วน้ำมันพืชล่ะ?

น้ำมันพืชส่วนใหญ่ทำมาจากพืช เช่น ถั่วเหลือง รำข้าว ดอกทานตะวัน ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่า เหมาะกับคนรักสุขภาพ ที่อยากลดไขมันอิ่มตัว แต่ก็ต้องดูดีๆ ว่าผ่านกระบวนการผลิตยังไง มีการเติมสารอะไรเข้าไปเพิ่มหรือเปล่า

สรุปแบบบ้านๆ:

ถ้าอยากประหยัด แรงน้อย อยากทำของทอดอร่อยๆ น้ำมันหมูอาจจะเป็นคำตอบ แต่ถ้าเน้นสุขภาพ อยากลดไขมันอิ่มตัว หรือหมอบอกให้เลี่ยงน้ำมันหมู ก็หันไปหาน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการดีๆ แทนละกัน!

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม (แบบไม่รับประกัน):

  • จุดเกิดควัน (Smoke Point): คืออุณหภูมิที่น้ำมันเริ่มไหม้และปล่อยควันออกมา ยิ่งจุดเกิดควันสูง ยิ่งเหมาะกับการทอดด้วยความร้อนสูงนานๆ
  • ไขมันอิ่มตัว: ถ้ากินเยอะๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ไขมันไม่อิ่มตัว: ถือเป็นไขมันดี ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
  • การกลั่นน้ำมัน: น้ำมันพืชบางชนิดผ่านการกลั่นที่อุณหภูมิสูง อาจทำให้สูญเสียสารอาหารบางอย่างไป
  • น้ำมันรำข้าว: เป็นที่นิยมในยุคนี้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และจุดเกิดควันค่อนข้างสูง
  • น้ำมันมะกอก: โดยเฉพาะ Extra Virgin Olive Oil มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง แต่จุดเกิดควันไม่สูงมาก เหมาะกับการปรุงอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนสูง หรือทำน้ำสลัด

สุดท้ายแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกกินอะไร และกินมากแค่ไหนนั่นแหละ!