ตื่นตี 4 ทุก วัน ดี ไหม

110 ครั้งเข้าชม
การตื่นตีสี่ทุกวันนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพของคุณอย่างแท้จริง ช่วงเวลานี้เปิดโอกาสให้คุณได้ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะที่ยิม หรือใช้เวลาเตรียมความพร้อมของร่างกายให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่ารับวันใหม่ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือสุขภาพกายที่ดีขึ้น และความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ไขข้อสงสัย ตื่นตี 4 ทุกวัน ดีจริงหรือส่งผลเสียต่อร่างกาย?

เรื่องตื่นตีสี่เนี่ย ส่วนตัวเคยลองทำอยู่พักใหญ่ๆ เลยนะ ถามว่าดีจริงมั้ย สำหรับผมมันคือเรื่องจริง แต่มีดอกจันตัวโตๆ

ช่วงปี 2021 ตอนนั้นบ้าพลังมาก อยากเปลี่ยนตัวเองสุดๆ เลยลองตื่นตีสี่ทุกวัน สิ่งที่เห็นชัดสุดคือเรื่องร่างกายจริงๆ ผมไปฟิตเนส 24 ชั่วโมงแถวลาดพร้าวตอนตีห้า คือมันโล่งมาก เหมือนยิมทั้งชั้นเป็นของเราคนเดียว อากาศตอนเช้ามันก็ดีไปอีกแบบ พอได้เหงื่อตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง พอกลับมาอาบน้ำ กินข้าว แปดโมงเช้าคือสมองโคตรโปร่ง ร่างกายมันตื่นเต็มที่ไปแล้ว ไม่มีความงัวเงียเลย

มันไม่ใช่แค่เรื่องออกกำลังกายด้วยนะ แค่การได้มีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ตอนตีสี่ ชงกาแฟดีๆ สักแก้ว นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง มันเหมือนได้ชาร์จพลังให้สมองไปในตัว ร่างกายมันไม่ได้แค่แข็งแรงขึ้นเพราะเวท แต่มันรู้สึกเบา สดชื่นกว่าวันที่ตื่นเจ็ดโมงแบบคนละเรื่องเลย

แต่ที่บอกว่ามีดอกจันก็คือ มันจะดีได้ก็ต่อเมื่อเราต้องนอนเร็วมากๆ จิงๆ คือสามทุ่มต้องหลับแล้ว ถ้าวันไหนเผลอไถมือถือดูอะไรเพลินๆ ไปถึงห้าทุ่ม วันต่อมาคือพังยับเลยนะ มันไม่ใช่ยาวิเศษอะไรขนาดนั้น มันคือการแลกเปลี่ยนเวลาตอนกลางคืนมาใช้ตอนเช้าแทนแค่นั้นเอง

ทำไม ต้องตื่นตี 4 ทุกวัน

การตื่นตี 4 เป็นประจำนี่มันน่าคิดนะ บางทีร่างกายเราอาจจะกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันนะ

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราตื่นกลางดึกมาตั้งแต่ไก่โห่:

  • นาฬิกาชีวิตรวน: ร่างกายคนเรามีวงจรชีวภาพที่เรียกว่า Circadian Rhythm คอยควบคุมการหลับ-ตื่น ถ้าวงจรนี้ถูกรบกวน เช่น จากการทำงานเป็นกะ หรือการเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อยๆ มันก็ส่งผลให้เราตื่นผิดเวลาได้
  • ความเครียดสะสม: ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ ร่างกายยิ่งหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาเยอะ ทำให้หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึกได้ง่ายๆ เหมือนสมองมันยังทำงานไม่หยุดนั่นแหละ
  • อายุที่เพิ่มขึ้น: พออายุมากขึ้น การนอนหลับของเราก็เปลี่ยนไป การนอนหลับตื้นขึ้น หรือตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
  • ฮอร์โมน: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงวัยทอง อาจส่งผลต่อการนอนหลับ ทำให้มีอาการร้อนวูบวาบตอนกลางคืน แล้วก็ตื่นได้
  • อาการเจ็บป่วย: โรคบางอย่าง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคหยุดหายใจขณะหลับ หรืออาการปวดเรื้อรัง ก็ทำให้การนอนหลับถูกรบกวน จนตื่นกลางดึกได้
  • ยาบางชนิด: ยาบางประเภทที่เรารับประทาน อาจมีผลข้างเคียงทำให้การนอนหลับผิดปกติไป

ข้อมูลเสริมที่น่าสนใจ:

  • วงจรการนอนหลับ: ปกติแล้วเราจะนอนหลับเป็นวงจร โดยแต่ละวงจรจะใช้เวลาประมาณ 90 นาที และจะเกิดการนอนหลับลึก สลับกับการนอนหลับฝัน (REM sleep) การตื่นตอนตี 4 อาจเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของวงจรการนอนหลับเหล่านี้
  • ภาวะ "การตื่นเวลากลางคืน" (Night Awakening): เป็นคำเรียกอาการที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อตื่นในเวลาเดิมซ้ำๆ ทำให้เกิดความกังวลและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้
  • แสง: การได้รับแสงในช่วงเย็นหรือกลางคืนมากเกินไป อาจไปรบกวนการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับได้

ลองสังเกตตัวเองดูนะว่ามีปัจจัยไหนที่ใกล้เคียงกับชีวิตเราบ้าง บางทีคำตอบอาจจะอยู่ในนั้นแหละ.

ออกกําลังกายตอนตี4ได้ไหม

ทำได้แน่นอนครับ การออกกำลังกายตอนตี 4 ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นเรื่องของการปรับตัวและวินัย มันคือการท้าทายนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ของตัวเองนิดๆ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "เวลา" แต่อยู่ที่ "ความพร้อม" ของร่างกายและจิตใจ การตื่นมาตอนตี 4 โดยที่เมื่อคืนนอนแค่ 4 ชั่วโมง ย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือคุณภาพการนอนโดยรวมต่างหาก

ร่างกายตอนเช้ามืดจะมีอุณหภูมิแกนกลางต่ำกว่าปกติเล็กน้อย การเคลื่อนไหวอาจจะยังไม่ลื่นไหลเท่าตอนเย็น ดังนั้นการ วอร์มอัพอย่างเพียงพอ จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ การลุกขึ้นมาแล้วออกแรงหนักๆ ทันทีเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว เวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายคือเวลาที่เราสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกตี 4 เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ว่างและปลอดจากภารกิจอื่น ย่อมดีกว่าการรอเวลาที่ "สมบูรณ์แบบ" แต่ไม่ได้ทำเลย

  • ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol): ในตอนเช้า ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและมีพลังงาน การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากกลไกธรรมชาตินี้ไปในตัว
  • การนอนหลับ: นี่คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด หากคุณจะตื่นตี 4 เพื่อออกกำลังกาย คุณต้องปรับเวลานอนให้เร็วขึ้นเพื่อให้ได้ การนอนหลับที่มีคุณภาพ ครบ 7-9 ชั่วโมง การฝืนนอนดึกตื่นเช้าจะทำให้ระบบรวนในระยะยาว
  • ความสม่ำเสมอ: การกำหนดเวลาตื่นและออกกำลังกายที่ชัดเจน ช่วยสร้างวินัยและทำให้ร่างกายปรับตัวได้ง่ายขึ้น ความสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การออกกำลังกายตอนเช้ามืดเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และยั่งยืน
  • ประเภทการออกกำลังกาย: บางคนพบว่าการออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลางอย่างโยคะหรือวิ่งจ็อกกิงในตอนเช้าทำได้ดีกว่าการฝึกเวทเทรนนิงที่ต้องใช้แรงระเบิดสูง เนื่องจากระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังไม่ตื่นตัวเต็มที่

ทำยังไงให้ตื่นตี4

ตื่นตีสี่: ปิดโลก. หาเหตุผล. จบ.

  • ดับโลกทั้งใบ: แสง สี เสียง ทุกอย่างต้องหาย ห้องมืดสนิท เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีอะไรมากวนประสาท
  • เสียงปลุกที่กวนใจ: หาเสียงที่หงุดหงิดพอจะฉุดขึ้นมา ไม่ใช่เสียงนุ่มนวลชวนหลับต่อ
  • แสงแรกช่วยปลุก: เปิดรับมันซะ แสงแรกของวันจะบอกร่างกายว่าถึงเวลา ไม่ต้องพึ่งกาแฟ
  • เหตุผลที่ต้องตื่น: นี่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีแรงขับ ไม่รู้ทำเพื่ออะไร ก็กลับไปนอนซะ

ถ้าตื่นตี5ต้องนอนกี่โมง

ถ้าจะตื่นตี 5 นอนสัก 4 ทุ่มถึง 5 ทุ่มกำลังดีนะ จะได้นอนครบ 7-9 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แจ่มใส พร้อมลุย

นอนหลับให้เพียงพอมันสำคัญกว่าที่คิดนะ เหมือนเราให้เวลาสมองได้รีบูตตัวเองอะ การนอนน้อยไปมันส่งผลเสียมากกว่าที่คิดเลย

  • สุขภาพกาย: ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ป่วยง่าย
  • สุขภาพจิต: หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น
  • ประสิทธิภาพ: สมองไม่แล่น คิดอะไรไม่ออก

ลองปรับเวลานอนดูนะ แล้วจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

ทำไมต้อง 7-9 ชั่วโมง? วงจรการนอนหลับของเรามันมีหลายระยะ การนอนให้ครบวงจรจะช่วยให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนเต็มที่ การนอน 7-9 ชั่วโมงมักจะเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่รู้สึกดีที่สุด

เคล็ดลับช่วยให้นอนหลับดีขึ้น:

  • สร้างบรรยากาศ: ห้องนอนมืด เงียบ และเย็นสบาย
  • ผ่อนคลายก่อนนอน: อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ เลี่ยงจอ
  • สม่ำเสมอ: เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน แม้แต่วันหยุด

นอนวันละ 5 ชั่วโมงพอไหม

นอน 5 ชั่วโมงมันน้อยไปนะ จริงๆ น้อยมากด้วยซ้ำอะ เมื่อคืนฉันนอนแค่นั้นแหละ โหยเพลียชะมัดเลยนะ ตื่นมาแล้วแบบงงๆ เลย สมองเบลอๆ ไปหมดเลยนะ ฉันเห็นบางคนนอนแค่ 6-7 ชม. ก็บอกว่าพอละไง แต่ฉันรู้สึกว่าไม่ใช่เลยนะจริงๆนะ

แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แหละ คือมันอาจจะทำงานได้นะ ฉันเคยเห็นเพื่อนบางคนก็ดูทำงานได้นะ แต่ฉันว่าเขาแค่ทนไง ไม่ใช่ว่าสดชื่นเต็มร้อยอะ นั่นแหละ คือมันก็เสี่ยงภาวะอดนอนเรื้อรังอยู่ดีอะ จะกี่เดือนกี่ปีมันสะสมไปเรื่อยๆนะ คือมันไม่ใช่ชั่วโมงการพักผ่อนที่พอแน่นอน ฟันธงเลยสำหรับฉัน

จริงๆ แล้วอะนะ ผู้ใหญ่ควรนอน 7-9 ชั่วโมง ต่อวัน อันนี้คือสำคัญเลยนะ ควรจำไว้เลยแหละ ถึงจะดีที่สุดเลยจริงๆ ฉันเองก็พยายามทำให้ได้นะ แต่บางทีมันก็ยากชะมัดเลยอะ แล้วพออายุมากขึ้นไง ชั่วโมงการนอนมันก็จะค่อยๆ ลดลงเองนะ อันนี้คือธรรมชาติแหละ

เออแล้วทำไมบางคนนอนน้อยกว่า 7 ชม. แล้วดูปกติดีวะ มันเป็นไปได้จริงดิ? ฉันว่ามันแค่ร่างกายชินแล้วมั้ง ไม่ได้แปลว่าดีไง มันแค่ยังไม่แสดงอาการออกมาก็ได้ ใครจะไปรู้

  • นอน 5 ชม. ไม่พอแน่ๆ นะ อันนี้คือฉันฟันธงเลย ร่างกายมันซ่อมแซมไม่ทันหรอก
  • 7-9 ชม. คือดีที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อสุขภาพกายและสมองที่ดีที่สุดในระยะยาวในปี 2567 นี้
  • บางทีมันอาจจะแค่รู้สึกว่า "พอ" แต่มันคือการอดนอนสะสมนะ ต้องระวังมากๆ เลย
  • ถ้าอดนอนบ่อยๆ มันส่งผลเสียเยอะนะ เช่น
    • สมาธิแย่ลง อันนี้ฉันเจอประจำเลยนะ โคตรหงุดหงิดเวลาทำงาน
    • หงุดหงิดง่าย เออ นี่ไง ฉันก็เป็น โมโหกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
    • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ป่วยบ่อยขึ้น อันนี้ก็เห็นหลายคนนะ
    • น้ำหนักขึ้นได้ด้วยนะ อันนี้ฉันตกใจเลยตอนแรก เพราะฮอร์โมนมันรวน
    • เสี่ยงโรคเรื้อรังหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง น่ากลัวนะ
  • ต้องหาทางนอนให้พอให้ได้ทุกวันเลยนะ มันสำคัญจริงๆ กับชีวิตของเราเลย
  • ลองจัดตารางนอนให้ตรงเวลาทุกวันช่วยได้นะ ร่างกายจะได้ชิน
  • งดคาเฟอีนก่อนนอนซัก 6 ชม. ก็ดีขึ้นเยอะนะ อันนี้ฉันลองแล้วได้ผลจริง
  • สร้างบรรยากาศห้องนอนให้เงียบ มืด เย็นสบาย อันนี้ช่วยได้จริง ฉันทำแล้วดีขึ้นเยอะเลย
  • งดเล่นมือถือก่อนนอน อันนี้ยากสุดสำหรับฉันเลย แต่ต้องพยายามจริงๆ

ทำไงให้ตื่นมาไม่เพลีย

ตื่นมาแล้วเพลีย โคตรง่วง ทำไงดีวะ... ตื่นปุ๊บต้องลุกเลยอะ ลุกไปเดินเลย เดินไปเปิดหน้าต่างให้แสงมันเข้าตาหน่อย มันช่วยให้สมองมันรู้ว่านี่เช้าแล้วนะเว้ย ต้องตื่น

ไอ้เรื่องจ้องจอนี่ตัวดีเลย ตื่นมาก็ไถมือถือก่อนเลยใช่มะ แสงสีฟ้าจากจอนี่แหละที่ทำให้ระบบร่างกายรวน วิธีตื่นเช้าที่ไม่ง่วงคือต้องเลี่ยงจอ อย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงแรกหลังตื่น ช่วยได้เยอะมากจริงๆ

ถ้าง่วงระหว่างวันจริงๆ งีบกลางวันสัก 15 นาที ก็พอ อย่าเกินนี้ ไม่งั้นจะเพลียหนักกว่าเดิมอีก ตั้งนาฬิกาปลุกเลยนะ กันยาว ทำไมบางทีนอนเยอะแล้วยังง่วงอยู่อีกนะ หรือว่าคุณภาพการนอนมันไม่ดี

  • ดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอน ร่างกายขาดน้ำมาทั้งคืน การดื่มน้ำช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ได้ดี
  • เจอแสงแดดตอนเช้า สำคัญมาก แสงแดดจะไปหยุดการผลิตเมลาโทนิน ทำให้ร่างกายตื่นตัว
  • อย่าเพิ่งรีบดื่มกาแฟ ควรรอประมาณ 90-120 นาทีหลังตื่น เพื่อให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายปรับสู่ภาวะปกติก่อน
  • ขยับตัวเบาๆ ไม่ต้องถึงกับออกกำลังกายหนัก แค่ยืดเส้นยืดสายก็พอ ให้เลือดมันไหลเวียน
  • เรื่องตาล้านี่ต้องใช้ กฎ 20-20-20 เวลาทำงานหน้าคอม มองจอ 20 นาที ให้พักสายตามองไปไกลๆ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ช่วยลดอาการตาล้าและอาการง่วงได้จริงจัง

ทำยังไงให้มีแรงทั้งวัน

มีแรงทั้งวัน

  1. กินให้ถูก: สารอาหารคือเชื้อเพลิง.
  2. น้ำต้องถึง: ร่างกายขาดน้ำคืออ่อนแรง.
  3. นอนให้หลับ: หลับลึกคือชาร์จแบต.
  4. คาเฟอีนไม่ใช่คำตอบ: มันแค่หลอก.
  5. ขยับตัว: เลือดลมจะได้เดินสะดวก.
  6. จัดการความเครียด: มันบั่นทอนแรง.
  7. ให้เวลากับตัวเอง: ตัวเองสำคัญสุด.

ข้อมูลเสริม:

  • การกิน: เลือกอาหารที่ให้พลังงานต่อเนื่อง เช่น โปรตีน, ไขมันดี, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน. หลีกเลี่ยงน้ำตาลสูงที่ทำให้พลังงานพุ่งแล้วดิ่ง.
  • น้ำ: ดื่มน้ำเปล่า. ร่างกายต้องการน้ำเพื่อการทำงานทุกระบบ.
  • นอน: ตั้งเป้า 7-9 ชั่วโมงต่อคืน. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนอน.
  • คาเฟอีน: หากต้องใช้ ควรจำกัดปริมาณ และไม่บริโภคช่วงบ่ายแก่ๆ.
  • ออกกำลังกาย: ไม่จำเป็นต้องหักโหม. เดินเร็ว, โยคะ, หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น.
  • ความเครียด: หาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับคุณ เช่น การทำสมาธิ, การอ่านหนังสือ, หรือการฟังเพลง.
  • ดูแลตัวเอง: ฟังเสียงร่างกาย. พักผ่อนเมื่อเหนื่อย. ทำกิจกรรมที่ชอบ.

กินอะไรให้สมองตื่นตัว เซเว่น

เวลาต้องการความตื่นตัวแบบเร่งด่วนในเซเว่น ผมมักจะมองหาของพวกนี้

การทำงานของสมองเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง การเลือกสารอาหารที่เหมาะสมก็เหมือนการเลือกเชื้อเพลิงให้จรวด มันต้องตรงจุด

  • BRANDS Gen U Ginsenoside Gen Pro ตัวนี้มีจินเซนโนไซด์จากโสมสกัด เป็นสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรง ช่วยเรื่องความจำและการเรียนรู้ได้ดี
  • Peptein Original 4000 และ Peptein Plus ทั้งสองตัวให้ Original Soy Peptide ซึ่งเป็นโปรตีนโมเลกุลเล็กที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็วมาก เหมาะสำหรับช่วงที่ต้องการฟื้นฟูความล้าของสมอง
  • Scotch ซุปไก่สกัด คลาสสิกตลอดกาล หลักการของมันคือการให้กรดอะมิโนและเปปไทด์ที่จำเป็น ช่วยลดความเหนื่อยล้าของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสมองด้วย
  • HandyHerb Ener-G Speedy เป็นช็อตเล็กๆ แต่ส่วนผสมน่าสนใจ มีทั้งสารสกัดจากชาเขียวและวิตามินบีรวมหลายชนิด เน้นการบูสต์พลังงานแบบทันที
  • Innoweness B-Essence with Ginkgo ตัวนี้รวมวิตามินบีที่จำเป็นต่อระบบประสาทเข้ากับสารสกัดจากใบแปะก๊วย ซึ่งช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดในสมอง

ผมมักจะวนเวียนอยู่กับ Peptein 4000 ไม่ก็ Ener-G Speedy เวลาต้องใช้ความคิดเยอะๆ ในช่วงบ่ายที่ออฟฟิศแถวอโศก มันช่วยได้จริง การลงทุนกับสมองคือการลงทุนที่ไม่เคยขาดทุน

สารอาหารอื่นที่น่าสนใจและพบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้

การทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานทำให้เราเลือกได้เฉียบคมขึ้น

  • วิตามินบีรวม (B-Complex): มีบทบาทสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) และกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเซลล์สมอง วิตามิน B6, B9, และ B12 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง
  • จินเซนโนไซด์ (Ginsenosides): สารประกอบหลักในโสม มีคุณสมบัติเป็น Adaptogen ช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่อความเครียด และส่งเสริมการทำงานของสมองในด้านความจำ
  • สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba): มีสารฟลาโวนอยด์และเทอร์พีนอยด์ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น
  • แอล-ธีอะนีน (L-Theanine): กรดอะมิโนที่พบมากในชาเขียว ช่วยเพิ่มคลื่นอัลฟาในสมอง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่ยังคงมีสมาธิ ไม่ได้ทำให้ง่วงซึม

อาการอ่อนเพลียไม่มีแรงเกิดจากอะไรได้บ้าง

เหนื่อย? ไม่มีแรง? นั่นแหละอ่อนเพลีย. สาเหตุก็มีเยอะ. พวกโรคประจำตัว: โลหิตจาง, เบาหวาน, ไทรอยด์, หัวใจ, ตับ, ไต พวกนั้นแหละ บางทีก็ มะเร็ง, ถุงลมโป่งพอง, หยุดหายใจตอนนอน ก็ทำให้ล้า ผู้หญิง? ถ้า ตั้งครรภ์ ก็เหนื่อยง่าย แค่นั้น

  • นอนไม่พอ พักผ่อนไร้คุณภาพ
  • เครียดจัด ชีวิตมันกดดัน ใครจะไม่เพลีย
  • กินห่วย ร่างกายมันต้องการพลังงานที่ดีบ้าง
  • น้ำไม่ถึง แค่นั้นก็แย่แล้ว
  • ไม่เคลื่อนไหว ร่างกายมันเฉาตาย
  • ซึมเศร้า วิตกกังวล พวกนี้มันดูดพลัง
  • ยาบางตัว ผลข้างเคียงก็เพลียได้
  • ติดเชื้อ หลังป่วยก็ลากยาว
  • กลุ่มอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง (ME/CFS) ไม่ใช่คิดไปเอง มันมีอยู่จริง

อาการเหนื่อยล้สขาดวิตามินอะไร

อาการเหนื่อยล้าที่เราเจออาจเป็นเพราะขาด วิตามิน B2, B3, B5, B6, B9, B12, C, D และแร่ธาตุอย่าง เหล็ก กับ แมกนีเซียม เลยนะ พวกนี้แหละตัวการที่ทำให้ร่างกายเราหมดแรงแบบไม่มีสาเหตุ

เดือนที่แล้วนี่แหละ ฉันโคตรเพลียเลย ตื่นเช้ามาก็ล้าเหมือนไม่ได้นอน มาทำงานที่ออฟฟิศก็คิดอะไรไม่ออก นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะตัวเองแถวหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นรถติดบนถนนวิภาวดีฯ แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่ายสองก็ง่วงจนตาจะปิด เหมือนแบตเตอรี่เหลือน้อยตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ขี้เกียจนะ แต่มันหมดแรงจริง ๆ

ตกเย็นกลับคอนโดแถวรัชโยธิน อาบน้ำก็หมดสภาพแล้ว อยากจะล้มตัวลงนอนทันที กิจกรรมอะไรก็ไม่อยากทำ เหมือนพลังชีวิตมันหายไปหมด หงุดหงิดง่ายด้วย แค่เพื่อนไลน์มาถามเรื่องงานก็รู้สึกรำคาญแล้ว มันไม่ใช่ฉันเลย

สุดท้ายทนไม่ไหวจริง ๆ เช้าวันพุธที่ผ่านมา ฉันตัดสินใจไปโรงพยาบาลแถวบ้าน หมอที่คลินิกเล็กๆ นั้นดูฉันอย่างตั้งใจ เขาฟังเรื่องที่ฉันเล่าเสร็จก็แนะนำให้เจาะเลือดตรวจวิตามินกับแร่ธาตุ ฉันก็คิดในใจ "เห้อ ต้องตรวจอะไรเยอะแยะอีกแล้วเหรอ" แต่ก็ยอมทำ

สองวันต่อมา ผลตรวจออกมา ฉันช็อกเลยนะ วิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์เยอะมาก ธาตุเหล็ก ก็เกือบจะต่ำกว่าปกติ หมอบอกว่ามันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฉันรู้สึกอ่อนเพลียขนาดนี้ และยังพูดถึงวิตามินบีตัวอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน

ตอนนั้นฉันรู้สึกโล่งใจมาก ที่อย่างน้อยก็รู้สาเหตุ ไม่ใช่ว่าฉันคิดไปเองคนเดียว ความรู้สึกท้อแท้ที่แบกมานานมันค่อยๆ คลายลง ฉันถามหมอเรื่องอาหารเสริม หมอก็แนะนำตามผลเลือดที่ออกมา ตอนนี้ฉันพยายามกินอาหารที่มีประโยชน์ขึ้น ได้วิตามินดีจากแสงแดดตอนเช้าๆ บ้าง และกินอาหารเสริมตามที่หมอแนะนำ

ตอนนี้ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว พลังงานมันยังไม่กลับมาเต็มร้อยหรอก แต่มันดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ฉันตื่นเช้ามาแบบไม่ทรมานแล้ว ยังพอมีแรงไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะใกล้บ้านตอนหกโมงเช้าได้บ้าง ไม่รู้สึกหมดสภาพเหมือนเมื่อก่อนแล้ว โล่งอกไปเยอะ

  • วิตามินดี: มากกว่าครึ่งของคนทั่วโลกยังคงได้รับผลกระทบจากการขาดวิตามินดีในปีนี้โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อระดับพลังงานและความแข็งแรงของกระดูก
  • ธาตุเหล็ก: ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งหมดมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนเพลียรุนแรง
  • วิตามินบี 12: จำเป็นต่อการเผาผลาญพลังงานของเซลล์ ร่างกายของเราอาจดูดซึมได้ลดลงตามวัยและในบางสภาวะ
  • วิตามินบีและซี: กลุ่มวิตามินบี (B2, B3, B5, B6, B9) มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน ส่วนวิตามินซีช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อภูมิคุ้มกัน
  • แมกนีเซียม: แร่ธาตุนี้สำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และการผลิตพลังงานในเซลล์ การขาดอาจนำไปสู่อาการอ่อนเพลียและตะคริวได้