เป้าหมายในการทํางาน เขียนยังไง

60 ครั้งเข้าชม
เขียนเป้าหมายการทำงาน ให้ปัง! สั้น กระชับ ตรงประเด็น: บอกไปเลยว่าคุณจะทำอะไรให้องค์กร ปรับให้เข้ากับตำแหน่ง: เป้าหมายต้องสอดคล้องกับงานที่คุณสมัคร ชูจุดแข็ง: เน้นทักษะและประสบการณ์ที่คุณมี คุณสมบัติเด่น: ระบุสิ่งที่ทำให้คุณโดดเด่น สร้างมูลค่า: แสดงให้เห็นว่าคุณจะนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กรได้อย่างไร
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ตัวอย่างเป้าหมายในการทำงานระยะสั้นและระยะยาว เขียนยังไง?

เป้าหมายสั้นยาวนี่มันแล้วแต่คนจริงๆ นะ

ช่วงที่เคยไปสัมภาษณ์งานเมื่อสักปีสองปีก่อน แถวๆ ออฟฟิศสีลมเนี่ยนะ เค้าก็ถามเหมือนกัน

เค้าอยากรู้ว่าเราจะทำอะไรให้บริษัทได้บ้างใน 3-6 เดือนข้างหน้า แบบเห็นผลชัดๆ อ่ะ

อย่างตอนนั้นเราสมัครตำแหน่ง Marketing Associate เขาอยากให้เราช่วยเพิ่ม engagement บนโซเชียลมีเดียก่อนเลย

ส่วนเป้าหมายระยะยาวน่ะเหรอ อาจจะประมาณ 1-2 ปี ก็จะเป็นเรื่องการดูแลโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น พัฒนาทีม หรือสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์

สำคัญคือ ต้องแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจธุรกิจเค้าจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ

ตอนนั้นนะ เราก็พูดไปเลยว่า เราจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อหา insight ที่จะนำไปสู่แคมเปญที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

แล้วก็เน้นว่าเรามีความสามารถในการเขียนคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ทำให้คนอยากแชร์ต่อ

จริงๆ แล้ว การเขียนเป้าหมายมันก็เหมือนการเล่าเรื่องของเราเองนะ

ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และจะไปไหนกับเค้า

ถ้าเรามีทักษะที่เค้าต้องการก็ใส่ลงไปตรงๆ เลย

อย่างเราตอนนั้น ก็บอกไปเลยว่า เราเคยทำแคมเปญออนไลน์ที่ยอด reach พุ่งขึ้น 30% ใน 2 เดือน

แล้วก็บอกว่าเราเป็นคนเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง พร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ เสมอ

การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและพลังบวกนี่สำคัญมากนะ

เวลาที่เค้าเห็นว่าเรามีความกระตือรือร้นจริงๆ เค้าก็อยากจะรับเราเข้ามาร่วมทีมแหละ

มันไม่ใช่แค่การลิสต์สิ่งที่อยากได้นะ แต่มันคือการแสดงวิสัยทัศน์ของเราเลย

ถ้าเราตอบคำถามพวกนี้ได้ดี ก็เหมือนเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ เลยนะ

จุดมุ่งหมายในการทํางานเขียนยังไง

เคอร์เซอร์มันกระพริบๆ อยู่ตรงหน้าไอ้ช่อง "จุดมุ่งหมายในการทำงาน" บนเว็บสมัครงานตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ในคอนโดแถวลาดพร้าว... แม่งเป็นช่องที่ผมโคตรเกลียดเลย

ตอนนั้นนึกย้อนไปตอนสัมภาษณ์งานที่เอเจนซี่เล็กๆ แห่งหนึ่งแถวอโศกเมื่อปี 2022 ในเรซูเม่ผมนี่เขียนไปสวยหรูเลย "ต้องการนำความรู้ความสามารถมาประยุกต์ใช้เพื่อความสำเร็จขององค์กร"... พี่ HR เขาแค่เหลือบตามองแล้วก็พลิกหน้ากระดาษไปเฉยเลย โคตรจุก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศธาตุ

คือเบื่อ เบื่อมากกับการต้องเขียนอะไรที่มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ตัวตนของเราเลย มันเหมือนพยายามยัดตัวเองลงในกล่องที่คนอื่นสร้างไว้ สุดท้ายมันก็ไม่มีใครจำเราได้อยู่ดี

คืนนั้นผมเลยลบทิ้งแม่งให้หมดเลย ไอ้ประโยคสวยหรูแต่กลวงโบ๋พวกนั้น แล้วเขียนใหม่ เขียนจากสิ่งที่อยากทำจริงๆ เขียนแบบเฉพาะเจาะจงไปเลยว่า เป้าหมายของผมคือการนำทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลมาปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของบริษัทคุณ เพื่อลดระยะเวลาจัดส่งลง 10% ภายใน 6 เดือน โคตรตรง โคตรชัด

มันไม่ใช่เรื่องเงินหรือตำแหน่งอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการประกาศไปเลยว่า "นี่คือสิ่งที่ผมจะทำให้คุณได้" มันคือการยื่นข้อเสนอ ไม่ใช่การร้องของาน... แล้วผมก็ได้งานนั้นจริงๆ

  • เลิกเขียนอะไรกว้างๆ: อย่าเขียนว่า "อยากพัฒนาองค์กร" แต่ให้บอกไปเลยว่า อยากพัฒนาระบบอะไร ด้วยสกิลไหน ของเรา มันทำให้เขาเห็นภาพว่าเรามีประโยชน์ยังไง
  • เชื่อมโยงกับเป้าหมายของเขา: เข้าไปส่องเว็บ ส่องโซเชียลมีเดียของบริษัทเลย เขาอยากทำอะไรในปีนี้ เราจะเข้าไปช่วยตรงจุดไหนได้ การบ้านเรื่องข้อมูลบริษัทคือสิ่งสำคัญที่สุด
  • ใส่ตัวเลขเข้าไป: ถ้าทำได้นะ การบอกว่า "จะช่วยเพิ่มยอดขาย" มันธรรมดาไป แต่ถ้าบอกว่า "จะใช้ประสบการณ์ด้าน SEO ช่วยเพิ่ม organic traffic ให้ได้อย่างน้อย 15% ในไตรมาสแรก" แบบนี้มันจับต้องได้มากกว่าเยอะ
  • เขียนจากความจริงใจ: เขียนในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ความอิน ความแพสชั่นมันส่งผ่านตัวอักษรได้ คนอ่านเขาสัมผัสได้จริงๆ นะเว้ย

Profile ใน Resume คืออะไร?

โอ้ยยยย ถามถึงไอ้ท่อน Profile หรือ Summary ในเรซูเม่เรอะ? มันก็คือป้ายโฆษณาบิลบอร์ดแปะไว้หน้าสุดของเรซูเม่นั่นแหละ! เป็นการชะโงกหน้าออกมาตะโกนใส่หน้า HR ว่า "ทางนี้โว้ยยย คนเก่งอยู่นี่! อ่านของกูก่อนนนน!"

มันคือการ สรุปย่อแบบสับๆ ไม่ต้องเยิ่นเย้อ เอาแค่เนื้อๆ เน้นๆ มายำรวมกันใน 3-4 บรรทัดพอจบ! จับเอาประสบการณ์ทำงานสุดจ๊าบ สกิลเทพๆ ที่มี และการศึกษาสุดปังมายัดรวมกันให้ HR รู้เรื่องในสิบวิแรก ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน จะไปทำอะไรให้บริษัทเขาเจริญขึ้นได้บ้าง

คิดสภาพตามนะ... HR เขามีเวลาดูเรซูเม่เราแค่แวบเดียวจริงๆ แวบเดียวยิ่งกว่าตอนเราปัดทินเดอร์อีก! ถ้าไอ้ท่อนเปิดตัวนี่มันจืดชืดเป็นแกงจืดโรงพยาบาลล่ะก็... กระดาษของคุณก็จะกลายไปเป็นที่รองแก้วกาแฟทันที แม่เจ้าโว้ยยย

  • ขายตัวเอง ไม่ใช่เล่าประวัติศาสตร์ชาติไทย: บอกไปเลยว่าคุณเป็นใคร ทำอะไรเก่ง (เน้นสกิลที่ตรงกับตำแหน่งงาน) แล้วอยากจะเข้าไปทำตำแหน่งอะไรเพื่อสร้างประโยชน์ให้เขา ไม่ต้องเล่าว่าตอนอนุบาลเคยประกวดมารยาทงามได้ที่หนึ่ง

  • อย่าเขียนเรียงความยาว 8 หน้า:ความยาวในอุดมคติคือ 3-5 บรรทัด พอ! ยาวกว่านี้เขาไม่อ่าน เขาจะข้ามไปดูรูปโปรไฟล์แทนแล้วก็ตัดสินว่า "หน้าตาดูไม่น่าจะทำงานหนัก" จบข่าว!

  • เลี่ยงคำซ้ำซากจำเจ: ขยัน อดทน ทำงานเป็นทีมได้ดี... พักก่อนนนน! ใครๆ ก็เขียนได้ ขนาดแมวที่บ้านยังเป็น team player เลยเวลาขอข้าว ให้บอกไปเลยว่า "มีประสบการณ์บริหารทีม 5 คน เพิ่มยอดขายได้ 150%" อะไรแบบนี้ มันดูจับต้องได้ ไม่ใช่คำพูดลอยๆ เหมือนนักการเมืองหาเสียง

  • เป้าหมายคือทำให้อยากอ่านต่อ: ท่อนนี้มีหน้าที่เหมือนหนังตัวอย่างนั่นแหละ ทำให้เขาตื่นเต้น สงสัย และอยากจะเลื่อนลงไปอ่านต่อว่าไอ้คนนี้มันมีดีอะไรอีกวะ ถ้าอ่านโปรไฟล์แล้วหลับได้... ก็เตรียมหางานใหม่ได้เลยจ้าาาา

Personal Profile ต้องมีอะไรบ้าง?

Personal Profile ต้องมีอะไรบ้าง?

โอ้โห! โปรไฟล์ส่วนตัวในเรซูเม่เนี่ยนะ เหมือนจะง่าย แต่ถามจริงๆ เถอะ ถ้าจะเขียนให้มันเริ่ด มันปัง มันต้องใส่ของดีๆ เข้าไปเยอะแยะไปหมด! มันไม่ใช่แค่ป้ายชื่อบอกว่า "นี่คือฉัน" นะจ๊ะ แต่มันคือการขายของ! ขายตัวเองให้เค้าอยากจ้างเราไงล่ะ!

  • ประวัติการศึกษา: อันนี้ก็ต้องใส่แบบเน้นๆ ไม่ใช่บอกแค่ว่าเรียนจบอะไรที่ไหนนะจ๊ะ แต่ต้องบอกด้วยว่า เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ (ถ้ามันสวยอะนะ! ถ้าไม่สวยก็เบลอๆ ไปหน่อย 555) หรือถ้าเคยได้ รางวัลอะไรเด็ดๆ ระหว่างเรียนก็ใส่ไปเลย! เดี๋ยวเค้าจะหาว่ามาเรียนเฉยๆ ไม่ได้อะไรกลับไป!
  • ตำแหน่งที่สนใจ: ตรงนี้แหละ! อย่ามัวแต่เกรงใจ! บอกไปเลยว่า อยากทำงานตำแหน่งอะไร! ไม่ต้องอ้อมค้อม! จะเป็น "ผู้บริหารระดับสูง" หรือ "คนปั้นโปรเจกต์พันล้าน" ก็ว่าไป! ยิ่งเจาะจงยิ่งดี! เหมือนสั่งอาหารอะนะ จะบอกว่า "เอาอะไรก็ได้" กับ "ขอผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวไม่ใส่ถั่วฝักยาว" อันไหนมันชัดกว่ากันล่ะ?
  • ประสบการณ์การทำงาน: อันนี้คือไฮไลท์! ไม่ใช่แค่บอกว่าเคยทำอะไร แต่ต้อง เล่าผลงาน ให้มันดูเว่อร์วังอลังการ! เช่น "เคยลดต้นทุนได้ 50%" หรือ "เพิ่มยอดขายจนไฟไหม้บริษัท" อะไรแบบเนี้ย! ถ้าไม่มีผลงานชัดๆ ก็เน้น ทักษะ ที่ได้จากการทำงานนั้นๆ ไปเลย!
  • คุณสมบัติ: อันนี้คือของดีที่ซ่อนอยู่! ไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียว ต้อง มีความสามารถพิเศษ ที่คนอื่นไม่มี! เช่น "พูดได้ 5 ภาษา" หรือ "โปรแกรมเมอร์ที่เสกโค้ดได้" อะไรแบบนี้! หรือถ้าเป็นคนที่มี ความรับผิดชอบสูง จนเพื่อนต้องยกให้เป็น "คนดูแลตู้เย็น" ก็ใส่ไปเลย! (อันนี้อาจจะเว่อร์ไปนิด 555)

เขียนประโยคสรุปรวมที่ย่อหน้าแรกของเรซูเม่แล้วหรือยัง

ถามมาได้! ประโยคสรุปในเรซูเม่ หรือที่เขาเรียกว่า Summary / Objective เนี่ยนะ! เหมือนเป็น ทีเซอร์หนัง! จะต้องทำให้คนอ่านอยากดูตอนต่อไป! ถ้าเขียนได้เด็ดๆ ก็เหมือนจุดพลุ!

  • ถ้ามีประสบการณ์: ก็ต้อง สรุปประสบการณ์ และ ผลงานเด่นๆ ของเราให้มันกระชับ! เหมือนนักเล่าเรื่องที่เล่าเรื่องย่อให้คนอยากฟังต่อ!
  • ถ้าเพิ่งจบใหม่: ก็ต้อง บอกเป้าหมาย และ ความตั้งใจ ที่จะเข้ามาทำงานให้เค้าเห็น! เหมือนนักกีฬารุ่นใหม่ที่พร้อมจะคว้าชัย!

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

  • ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android: อันนี้สงสัยว่าหมายถึงแอปฯ หรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็เป็นเรื่องดีนะ! โหลดมาแล้วจะได้อะไร? ได้ความรู้? ความบันเทิง? หรือได้ปวดหัวเพิ่ม? 555
  • ถ้าเป็นส่วนของการสมัครงาน: เคล็ดลับดีๆ ก็คือ ปรับเรซูเม่ให้เข้ากับตำแหน่งงาน ที่เราสมัคร! อย่าใช้เรซูเม่ฉบับเดียวกับทุกงานนะจ๊ะ! เหมือนจะไปเดท แต่แต่งตัวชุดเดียวไปทุกที่ แบบนี้ใครจะสน!
  • ภาษาที่ใช้: พยายามใช้ ภาษาที่สุภาพ และ ตรงไปตรงมา นะ! ถึงจะอยากขายของเก่ง แต่ก็อย่าใช้คำที่มันดูหลอกลวงเกินไป! เดี๋ยวนายจ้างจะนึกว่าเราเป็นนักขายตรง!

สรุปง่ายๆ คือ Personal Profile คือ จุดขาย! ต้องจัดเต็ม! อย่าให้เหมือนเป็นแค่ประวัติส่วนตัวธรรมดาๆ ไม่งั้นก็เหมือนของที่วางขายเกลื่อนตลาดนั่นแหละ! ไม่มีใครอยากหยิบมาดู!

เขียนจุดมุ่งหมายในการทํางาน เขียนยังไง?

โอ๊ย พูดถึงเรื่องจุดมุ่งหมายในการทำงานนะ นึกถึงตอนปลายปีที่แล้วเลย ตอนนั้นกำลังเตรียมตัวเปลี่ยนงาน โคตรเครียดเลยนะตอนนั้น ต้องมานั่งเขียนไอ้พวกนี้แหละ ไอ้เจ้า "career goal" นี่แหละ

จำได้ว่านั่งที่ร้านกาแฟชื่อ Art House แถวอารีย์ ใกล้ ๆ บีทีเอส นั่งจ้องหน้าจอคอม MacBook Air สีเงิน คิดแล้วคิดอีกว่าจะเขียนอะไรดีวะ เหมือนสมองจะระเบิด กาแฟก็ไม่ช่วยอะไรเลย

แบบว่ารู้สึกเลยนะว่ามันไม่ใช่แค่เขียนๆ ไปให้จบๆ แต่ต้องเขียนให้มัน โดน อะ ให้คนอ่านรู้สึกว่า เฮ้ย! ไอ้คนนี้แหละที่เราต้องการ คือตอนนั้นมีเพื่อนคนนึง มันทำงาน HR มานาน มันบอกว่า "มึงต้องคิดนะว่าอยากทำอะไรจริงๆ แล้วไอ้สิ่งนั้นมันจะไปช่วยบริษัทเขาได้ยังไง" เออ ฟังแล้วก็จริงว่ะ

เพื่อนบอกอีกว่า ไม่ใช่แค่บอกว่า "ฉันอยากเติบโต" แต่ต้องบอกว่า จะเติบโตไปในทิศทางไหน แล้ว จะเอาอะไรไปงัดให้บริษัทเขาดีขึ้น มันต้องลิงก์กันหมดนั่นแหละ

ตอนนั้นก็เลยลองเปลี่ยนมุมคิด แทนที่จะเริ่มจากตัวเองอย่างเดียว ก็ลองคิดถึงบริษัทที่เราจะสมัครงานดู ว่าเขากำลังต้องการอะไรอยู่ แล้วจุดแข็งของเรามันจะไปตอบโจทย์ตรงนั้นได้ยังไงบ้าง

แล้วต้องปรับให้เข้ากับแต่ละที่ด้วยนะ ไปสมัครที่นึงต้องเขียนแบบนึง อีกที่ก็อีกแบบ มันไม่ใช่เทมเพลตเดียวใช้ได้ทุกงานจริงๆ ปวดหัวเลย แต่ก็ต้องทำอะนะ เพื่อโอกาส

พอปรับแล้วส่งไป ผลลัพธ์ดีขึ้นจริงๆ ได้สัมภาษณ์เยอะขึ้นด้วย เลยรู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่ามันยุ่งยากนี่แหละ สำคัญโคตรๆ เลย

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน: ระบุตำแหน่งหรือสายงานที่ต้องการในอีก 3-5 ปีข้างหน้าอย่างเฉพาะเจาะจง
  • เชื่อมโยงกับคุณค่าองค์กร: อธิบายว่าเป้าหมายส่วนตัวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์หรือพันธกิจขององค์กรอย่างไร
  • เน้นจุดแข็งและทักษะ: แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติหรือประสบการณ์ใดที่คุณมีจะนำมาใช้ประโยชน์กับงานนั้นได้
  • แสดงคุณค่าต่อบริษัท: ระบุว่าคุณจะสามารถสร้างผลลัพธ์หรือแก้ไขปัญหาอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง
  • กระชับและตรงประเด็น: เขียนให้สั้น อ่านง่าย และเข้าใจได้ทันที ควรหลีกเลี่ยงข้อความที่ซับซ้อนหรือคลุมเครือ

Objective ใน Resume คืออะไร?

Objective ใน Resume คือประโยคสั้นๆ ที่บอกว่าอยากทำตำแหน่งอะไร ต้องการอะไรจากงานนี้ จบ. เขียนกากๆ ก็เตรียมตัวตกไปเลย เสียเวลาอ่าน

  • ระบุให้ชัด ว่าอยากทำตำแหน่งอะไร ไม่ใช่เขียนครอบจักรวาลว่า "หางานที่ท้าทาย" HR ไม่อ่านหรอก

  • โชว์ของ บอกไปเลยว่าทักษะเด่นของคุณจะช่วยบริษัทได้ยังไง ไม่ใช่แค่มาขอเงินเดือน

  • ทางเลือกที่ดีกว่า เดี๋ยวนี้คนมีประสบการณ์เค้าไม่เขียน Objective กันแล้ว เค้าใช้ Professional Summary แทน มันบอกภาพรวมได้ดีกว่าว่าคุณเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง

  • จำไว้ ไม่เกิน 2-3 บรรทัดพอ. ยาวกว่านั้นคือขยะ.