10แอปอันตรายมีอะไรบ้าง
10 แอปอันตราย มีอะไรบ้าง? รายชื่อกลุ่มเสี่ยงและวิธีป้องกันตัว
10 แอปอันตราย มีอะไรบ้าง เป็นความรู้สำคัญที่ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวและเงินในบัญชีจากการโจรกรรมของอาชญากรไซเบอร์. ความรู้เรื่องแอปพลิเคชันที่แฝงมัลแวร์ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลสำคัญผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่. ผู้ใช้งานทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแอปพลิเคชันก่อนติดตั้งทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด.
10 แอปอันตรายมีอะไรบ้าง? รายชื่อที่ต้องเช็กและลบทันที
การรู้เท่าทันเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก เพราะมิจฉาชีพพัฒนาแอปพลิเคชันให้ดูน่าเชื่อถือจนแยกไม่ออก โดยส่วนใหญ่มักแฝงตัวมาในรูปแบบของเครื่องมือพื้นฐานที่ใครๆ ก็อยากโหลดมาใช้ เช่น แอปแต่งรูป คีย์บอร์ดสวยๆ หรือตัวสแกนไฟล์เอกสารฟรี หากคุณสงสัยว่าโทรศัพท์ของคุณเริ่มทำงานผิดปกติ หรือมีโฆษณาเด้งขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ให้รีบตรวจสอบ แอปอันตราย ห้ามโหลด เหล่านี้ทันที
มีจุดหนึ่งที่มิจฉาชีพใช้เป็นประตูหลักในการคุมเครื่องคุณ ซึ่งคนกว่า 90% มักมองข้ามและกดยอมรับไปโดยไม่คิด ผมจะเฉลยวิธีปิดช่องโหว่นี้ในส่วนของการตั้งค่าความปลอดภัยด้านล่าง แต่ก่อนอื่น มาดูรายชื่อ 10 แอปอันตราย มีอะไรบ้าง ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดในขณะนี้กันก่อน: 1. Battery Charging Animations Wallpaper (แอปดูดเงินและโฆษณา) 2. Classic Emoji Keyboard (แอปแฝงมัลแวร์) 3. Battery Charging Animations Bubble -Effects (แอปดูดเงิน) 4. Easy PDF Scanner (แอปขโมยข้อมูล) 5. Dazzling Keyboard (แอปดูดเงิน) 6. Halloween Coloring (แอปแฝงมัลแวร์) 7. Emoji Keyboard (แอปแฝงมัลแวร์) 8. Smart TV Remote (แอปขโมยข้อมูล) 9. แอปสแกนเอกสารและ QR Code ที่ไม่ระบุชื่อผู้พัฒนาชัดเจน 10. แอปแต่งรูป (Photo Editor) ที่โฆษณาเกินจริง
ในปี 2568 มี รายชื่อแอปอันตราย 2567 ที่ต้องสงสัยและถูกถอนออกจากระบบร้านค้าทางการทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า[1] ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้แต่ในสโตร์ทางการอย่าง Google Play หรือ App Store ก็ยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย 100% มิจฉาชีพมักจะส่งแอปที่ดูสะอาดตาเข้าไปตรวจสอบก่อน แล้วค่อยแอบอัปเดตโค้ดอันตรายเข้าไปภายหลัง ทำให้การตรวจจับทำได้ยากและล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
เจาะลึกกลโกง: แอปเหล่านี้ดูดเงินคุณได้อย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่าแค่โหลดแอปมาจะทำให้เงินหายไปได้อย่างไร ความจริงแล้วมัลแวร์ในแอปอันตรายเหล่านี้ทำงานอย่างเป็นระบบ ขั้นแรกมันจะขอสิทธิ์ที่เรามักกดยอมรับกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสิทธิ์ที่เรียกว่า การเข้าถึงพิเศษ หรือ Accessibility Service สิทธิ์นี้เหมือนการยื่นกุญแจบ้านให้มิจฉาชีพ เพราะมันยอมให้แอปอ่านทุกอย่างบนหน้าจอ บันทึกการพิมพ์รหัสผ่าน และแม้กระทั่งกดปุ่มต่างๆ แทนเราได้
การวิเคราะห์พบว่ากว่า 70% ของแอปมัลแวร์ที่มุ่งเน้นการขโมยเงินในบัญชีมักขอสิทธิ์การเข้าถึงพิเศษเพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า การโจมตีแบบเลเยอร์ซ้อนทับ เมื่อคุณเปิดแอปธนาคาร แอปอันตรายจะตรวจจับและสร้างหน้าต่างปลอมมาทับหน้าแอปจริงทันที คุณจึงกรอกรหัสผ่านลงในหน้าแอปของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว จากนั้นมันจะขโมยรหัส OTP จาก SMS และโอนเงินออกไปจนเกลี้ยงบัญชีภายในเวลาไม่กี่นาที
ตอนที่ผมเริ่มศึกษาเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่ๆ ผมเคยเกือบตกเป็นเหยื่อเพราะแอปแต่งรูปฟรีแอปหนึ่ง ผมแค่อยากเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้สวยขึ้น แต่แอปกลับขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อติดต่อและ SMS ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแต่งรูปเลย ความรู้สึกตอนนั้นคือมันแปลกๆ จนต้องลบทิ้งทันที นับว่าโชคดีที่ผมเอะใจก่อน ไม่อย่างนั้นความเสียหายคงเกิดขึ้นไปแล้ว สัญชาตญาณความระแวงเป็นเครื่องมือป้องกันตัวที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเครื่องคุณ ติดเชื้อ แล้ว
หากคุณไม่ได้ติดตั้งแอปใหม่ๆ มาสักพัก แต่เริ่มพบอาการผิดปกติเหล่านี้ อย่าปล่อยผ่าน เพราะมัลแวร์อาจกำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง: แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด: มัลแวร์ที่ขโมยข้อมูลต้องทำงานตลอดเวลาและส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น เครื่องร้อนแม้ไม่ได้ใช้งาน: หากโทรศัพท์วางอยู่เฉยๆ แต่กลับอุ่นเหมือนเพิ่งเล่นเกมเสร็จ เป็นสัญญาณว่ามีกระบวนการบางอย่างทำงานซ่อนอยู่ มีโฆษณาเด้งขึ้นมาบนหน้าจอหลัก: โฆษณาที่ปรากฏขึ้นแม้เราจะไม่ได้เปิดแอปใดๆ เลย มักมาจากแอปอันตรายที่ต้องการสร้างรายได้จากการคลิกปลอม ยอดเงินในมือถือลดลงผิดปกติ: มัลแวร์บางตัวเน้นการสมัครบริการ SMS กินเงินแบบอัตโนมัติ
ความเสียหายจากการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันและลิ้งก์ปลอมในประเทศไทยช่วงปี 2568 มียอดรวมพุ่งสูงถึง 15,000 ล้านบาท [3] ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดจากมิจฉาชีพที่ฉลาดเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ความไว้วางใจของผู้ใช้เป็นอาวุธ มัลแวร์มักซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบแอปที่คนต้องการใช้ในชีวิตประจำวัน จนเราเผลอลดการป้องกันลง
วิธีป้องกันและปิดช่องโหว่ที่คน 90% มองข้าม
นี่คือวิธีแก้ปมที่ผมทิ้งท้ายไว้ในตอนต้นครับ หัวใจสำคัญของการป้องกัน แอปดูดเงิน มีอะไรบ้าง คือการจัดการกับสิทธิ์ Accessibility Service ในระบบ Android สิทธิ์นี้ถูกสร้างมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ เช่น การอ่านข้อความบนหน้าจอให้ฟัง แต่กลับกลายเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุด วิธีการปิดคือ เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) เลือก การช่วยเหลือพิเศษ (Accessibility) และตรวจสอบว่ามีแอปแปลกๆ ตัวไหนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์นี้อยู่หรือไม่ หากมีให้ปิดทันที
ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นแอปเครื่องมือพื้นฐานแฝงมัลแวร์ได้แนบเนียนขนาดนี้ เอาเข้าจริง การแยกแยะแอปดีกับแอปปลอมในปัจจุบันทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงแนะนำให้ใช้หลักการ ติดตั้งน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (Minimalism) สำหรับแอปธนาคาร ควรมีเพียงเครื่องเดียวที่ใช้งานจริง และไม่ควรติดตั้งแอปอื่นๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงลงในเครื่องนั้น การแยกโทรศัพท์ที่ใช้ทำธุรกรรมการเงินออกจากเครื่องที่ใช้เล่นเกมหรือโหลดแอปจิปาถะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
ผู้ใช้งานกว่า 45% ในประเทศไทยระบุว่าเคยได้รับข้อความ SMS ที่แนบลิ้งก์ชวนให้ดาวน์โหลดและเรียนรู้ วิธีเช็กแอปดูดเงิน ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา[4] นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะส่วนใหญ่ เพราะการติดตั้งแอปจากไฟล์ APK โดยตรงจะข้ามระบบรักษาความปลอดภัยของสโตร์ไปทั้งหมด หากใครส่งลิ้งก์มาให้โหลดแอป ไม่ว่าจะเป็นอ้างจากหน่วยงานรัฐหรือโปรโมชั่นใดๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
จัดการอย่างไรเมื่อเผลอติดตั้งแอปอันตรายไปแล้ว
หากคุณรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่แค่การลบแอปครับ เพราะมัลแวร์บางตัวฝังรากลึกเกินกว่าจะถอนการติดตั้งด้วยวิธีปกติ รวมถึงต้องรู้วิธีการ วิธีลบแอปอันตราย ขั้นตอนที่ปลอดภัยที่สุดคือ: 1. ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันที (ปิด Wi-Fi และถอดซิมออก) เพื่อหยุดการส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์มิจฉาชีพ 2. เข้าไปที่การตั้งค่าเพื่อถอนการติดตั้งแอปใน เซฟโหมด (Safe Mode) 3. หากยังไม่แน่ใจ แนะนำให้ทำการ คืนค่าโรงงาน (Factory Reset) ซึ่งจะลบข้อมูลทุกอย่างรวมถึงมัลแวร์ออกไป 4. เปลี่ยนรหัสผ่านแอปธนาคารและอีเมลสำคัญทั้งหมดจากเครื่องอื่นที่ปลอดภัย
คุณต้องลบแอปพวกนี้ออก - จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ลบ แต่ต้องรีเซ็ตเครื่องเลยถึงจะปลอดภัยที่สุดเพื่อให้พ้นจาก 10 แอปอันตราย มีอะไรบ้าง การยอมเสียเวลาตั้งค่าเครื่องใหม่ 1-2 ชั่วโมง ดีกว่าต้องเสียเงินเก็บทั้งชีวิตไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที ผมเคยเห็นเคสที่คุณป้าท่านหนึ่งเสียเงินไปกว่า 500,000 บาทเพียงเพราะโหลดแอปช่วยทำความสะอาดเครื่องปลอมๆ ใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแทนท่านเลยเมื่อรู้ข่าว
ความแตกต่างระหว่างแอปมาตรฐานกับแอปมัลแวร์
มิจฉาชีพมักสร้างแอปเลียนแบบแอปยอดนิยมเพื่อให้เราหลงเชื่อ นี่คือจุดสังเกตสำคัญที่คุณควรเช็กก่อนกดยืนยันการติดตั้งแอปมาตรฐาน (เช่น Adobe Scan, Google Lens)
มียอดดาวน์โหลดหลักล้าน และรีวิวมีความหลากหลายจากผู้ใช้จริง
ขอเฉพาะสิทธิ์ที่จำเป็น เช่น สแกนเอกสารขอแค่สิทธิ์เข้าถึงกล้อง
ระบุชื่อบริษัทชัดเจน มีประวัติการพัฒนามายาวนานและมีแอปอื่นๆ ในเครือ
แอปมัลแวร์ (เช่น Easy PDF Scanner, แอปสแกนปลอม)
ยอดดาวน์โหลดน้อย หรือมีรีวิว 5 ดาวจำนวนมากแต่เขียนด้วยคำสั้นๆ ซ้ำกัน
ขอสิทธิ์เข้าถึงพิเศษ (Accessibility) หรือสิทธิ์เข้าถึง SMS และรายชื่อติดต่อ
ชื่อผู้พัฒนาเป็นบุคคลนิรนาม หรือชื่อบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่และมีแอปเดียว
จุดที่แยกชัดเจนที่สุดคือ การขอสิทธิ์เกินความจำเป็น หากแอปเครื่องมือทั่วไปขอเข้าถึง SMS หรือการเข้าถึงพิเศษ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นมัลแวร์แน่นอนบทเรียนราคาแพงของคุณสมหมาย: จากแอปรีโมททีวีสู่เงินหายเกลี้ยงบัญชี
คุณสมหมาย พนักงานบริษัทวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ ต้องการใช้โทรศัพท์แทนรีโมทสมาร์ททีวีที่หายไป เขาจึงค้นหาแอป Smart TV Remote ในสโตร์และดาวน์โหลดแอปที่มียอดดาวน์โหลดสูงพอประมาณมาติดตั้งโดยไม่ได้เช็กชื่อผู้พัฒนา
ระหว่างตั้งค่า แอปขอให้เขาเปิดสิทธิ์ Accessibility Service โดยอ้างว่าเพื่อเชื่อมต่อกับทีวีได้เสถียรขึ้น คุณสมหมายกดยอมรับไปเพราะอยากรีบดูฟุตบอลคู่สำคัญ ผลคือหลังจากนั้น 2 วัน เครื่องเริ่มค้างบ่อยครั้งและหน้าจอวูบวาบแปลกๆ
เขาเริ่มสังเกตเห็นการแจ้งเตือนจากแอปธนาคารในช่วงดึก แต่กลับเข้าแอปไม่ได้เพราะหน้าจอค้าง เขาจึงรีบปิดเครื่องและใช้โทรศัพท์ลูกชายติดต่อธนาคาร พบว่ามีการพยายามโอนเงินออกไป 3 ครั้ง แต่โชคดีที่ครั้งที่ 4 ติดลิมิตวงเงิน
ผลสรุปคุณสมหมายเสียเงินไป 45,000 บาทภายในคืนเดียว บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขาเลิกโหลดแอปแปลกๆ และตัดสินใจรีเซ็ตเครื่องใหม่ทันที พร้อมแนะนำให้ทุกคนตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงพิเศษทุกครั้งก่อนกดยอมรับ
คำถามอื่นๆ
ถ้าเราไม่กดยอมรับสิทธิ์ในแอปอันตราย เราจะยังปลอดภัยไหม?
ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่งครับ เพราะมัลแวร์ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการอนุญาตจากผู้ใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนสำคัญ อย่างไรก็ตาม แอปบางประเภทอาจใช้ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการที่ยังไม่ได้อัปเดตเพื่อเจาะระบบเอง ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรมีแอปที่น่าสงสัยอยู่ในเครื่องเลยตั้งแต่แรก
แอปที่อยู่ใน App Store ของ iPhone ปลอดภัยกว่า Android จริงไหม?
สถิติพบว่าระบบปิดของ iOS มีความเสี่ยงต่อมัลแวร์ประเภทดูดเงินน้อยกว่า Android เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงไฟล์ระบบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย มักพบในรูปแบบแอปที่หลอกให้สมัครสมาชิกราคาแพง (Fleeceware) มากกว่าแอปขโมยรหัสผ่าน ดังนั้นผู้ใช้ iPhone ก็ยังต้องระวังเช่นกัน
แอปธนาคารมีระบบป้องกันแอปอันตรายพวกนี้อยู่แล้วใช่ไหม?
ปัจจุบันแอปธนาคารส่วนใหญ่มีการอัปเดตระบบตรวจจับแอปรีโมทและแอปที่ใช้สิทธิ์ Accessibility Service หากตรวจพบแอปเหล่านี้ทำงานอยู่ ระบบจะบล็อกไม่ให้คุณเข้าใช้งานธนาคารได้ ซึ่งถือเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างดี
ประเด็นสำคัญแบบหัวข้อย่อย
ตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility Service เสมอนี่คือช่องทางหลักที่แอปดูดเงินใช้ควบคุมเครื่องและขโมยรหัสผ่าน หากแอปทั่วไปขอสิทธิ์นี้ ให้ปฏิเสธและลบทิ้งทันที
เลิกติดตั้งแอปจากลิ้งก์ภายนอก (APK)การติดตั้งแอปนอกสโตร์ทางการมีความเสี่ยงสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นมัลแวร์ เพราะระบบรักษาความปลอดภัยของมือถือจะถูกข้ามไปทั้งหมด
สังเกตอาการผิดปกติของเครื่องเครื่องร้อน แบตหมดไว หรือมีโฆษณาเด้ง คือสัญญาณเตือนว่ามีแอปอันตรายทำงานอยู่เบื้องหลัง การรีเซ็ตเครื่องคือทางออกที่ชัวร์ที่สุด
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและความปลอดภัยเบื้องต้นเท่านั้น ความปลอดภัยทางไซเบอร์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากคุณสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการดูดเงินในบัญชี โปรดติดต่อศูนย์รับแจ้งเหตุภัยทางการเงินจากมิจฉาชีพของธนาคารที่คุณใช้งาน หรือแจ้งความสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันทีเพื่อระงับความเสียหาย
แหล่งอ้างอิง
- [1] Security - ในปี 2568 มีแอปพลิเคชันที่ต้องสงสัยและถูกถอนออกจากระบบร้านค้าทางการทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า
- [3] Thairath - ความเสียหายจากการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันและลิ้งก์ปลอมในประเทศไทยช่วงปี 2568 มียอดรวมพุ่งสูงถึง 15.000 ล้านบาท
- [4] Thainewsroom - ผู้ใช้งานกว่า 45% ในประเทศไทยระบุว่าเคยได้รับข้อความ SMS ที่แนบลิ้งก์ชวนให้ดาวน์โหลดแอปนอกสโตร์ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต