5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง

166 ครั้งเข้าชม
5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง มีรายการรุ่นที่ใช้งานได้ดังนี้: iPhone 12 ทุกรุ่นขึ้นไป iPhone 13 ทุกรุ่น iPhone 14 ทุกรุ่น iPhone 15 ทุกรุ่น iPhone 16 ทุกรุ่น iPhone 17 ทุกรุ่นล่าสุด ข้อมูลเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 เป็นต้นมา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง? ตรวจสอบรุ่นที่ใช้งานได้จริง

การทราบว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและรวดเร็วขึ้นในปัจจุบัน การตรวจสอบอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการพลาดโอกาสใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยบนสมาร์ทโฟนของคุณในชีวิตประจำวัน ลองตรวจสอบรายชื่อรุ่นที่รองรับเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อข้อมูล

รายชื่อ iPhone ที่รองรับ 5G ทั้งหมดจนถึงปี 2026

คำถามที่ว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง มีคำตอบที่ชัดเจนคือ iPhone รุ่นที่ผลิตตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 เป็นต้นมา หรือเริ่มตั้งแต่ตระกูล iPhone 12 ทุกรุ่นขึ้นไปจนถึงรุ่นล่าสุดอย่าง iPhone 17 การเลือกใช้ iPhone ที่รองรับ 5G ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีเครือข่ายที่เสถียรกว่าเดิม โดยเฉพาะในไทยที่โครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่า 85% ของประชากรแล้ว [2]

หากคุณกำลังมองหาเครื่องใหม่หรือเช็กเครื่องเดิม รายชื่อรุ่นที่รองรับมีดังนี้: รายชื่อ iPhone รองรับ 5G ล่าสุด 2026 ได้แก่ iPhone 17 Series (รุ่นล่าสุดปี 2026): iPhone 17, 17 Air, 17 Pro และ 17 Pro Max; iPhone 16 Series: iPhone 16, 16 Plus, 16 Pro และ 16 Pro Max; iPhone 15 Series: iPhone 15, 15 Plus, 15 Pro และ 15 Pro Max; iPhone 14 Series: iPhone 14, 14 Plus, 14 Pro และ 14 Pro Max; iPhone 13 Series: iPhone 13, 13 mini, 13 Pro และ 13 Pro Max; iPhone 12 Series: iPhone 12, 12 mini, 12 Pro และ 12 Pro Max; รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 3 (ปี 2022)

แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามเมื่อใช้ 5G บน iPhone นั่นคือการเลือกโหมดข้อมูลที่ส่งผลต่อแบตเตอรี่อย่างมหาศาล ผมจะอธิบายความลับของการตั้งค่าที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 15% ในหัวข้อเทคนิคการตั้งค่าด้านล่าง

เจาะลึกเทคโนโลยี 5G ใน iPhone แต่ละยุค: จาก 12 ถึง 17

แม้ว่า iPhone ตั้งแต่รุ่น 12 จะรองรับ 5G เหมือนกัน แต่สำหรับคำถาม iPhone 17 รองรับ 5G ไหม คำตอบคือรองรับแน่นอน แต่ประสิทธิภาพการรับสัญญาณและเทคโนโลยีโมเด็มภายในนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใน iPhone 17 รุ่นล่าสุดมีการใช้ชิปไร้สายรุ่น N1 ที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็ว Wi-Fi และ 5G ให้เสถียรขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่สัญญาณอ่อนหรืออยู่ในอาคารหนาแน่น ผลการทดสอบพบว่าชิป N1 สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าชิปรุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น [3]

นอกจากความเร็วแล้ว สิ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือการรองรับ 5G Standalone (SA) ซึ่งเป็นการใช้งาน 5G แบบเพียวๆ ไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณ 4G เป็นฐาน หากคุณสงสัยว่า ไอโฟนรุ่นไหนใช้ 5g ได้บ้าง ที่รองรับ SA รุ่นตั้งแต่ iPhone 14 ขึ้นไปได้รับการปรับปรุงให้รองรับได้สมบูรณ์ที่สุดในไทย 5G Standalone (SA) ส่งผลให้ค่าความหน่วง (Latency) ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที[4] เมื่อเทียบกับ 5G แบบเดิมที่อาจสูงถึง 30-40 มิลลิวินาที ความต่างเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีนี้อาจดูน้อย - แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเล่นเกมออนไลน์หรือวิดีโอคอลคุณภาพสูง - คุณจะรู้สึกถึงความลื่นไหลที่ต่างกันชัดเจน

ผมจำได้ว่าตอนที่ได้ iPhone 12 มาใหม่ๆ ผมตื่นเต้นกับโลโก้ 5G บนหน้าจอมาก แต่การตรวจสอบว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง เป็นเพียงก้าวแรก เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดคือแบตเตอรี่ไหลเป็นน้ำเลยครับ การใช้งาน 5G ในยุคแรกค่อนข้างกินพลังงานมาก เพราะตัวเครื่องต้องคอยสลับสัญญาณไปมาระหว่าง 4G และ 5G ตลอดเวลา (หรือที่เรียกว่าโหมด NSA) แต่ใน iPhone รุ่นใหม่ๆ อย่าง 16 และ 17 ปัญหานี้ลดลงไปเยอะมากด้วยการบริหารจัดการพลังงานที่ฉลาดขึ้น

iPhone รุ่นไหนบ้างที่ใช้ 5G ไม่ได้?

สำหรับคำถามที่ว่า iPhone 11 ใช้ 5g ได้ไหม น่าเสียดายที่ iPhone รุ่นยอดนิยมในอดีตหลายรุ่นไม่สามารถอัปเกรดมาใช้ 5G ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ หากคุณยังใช้รุ่นเหล่านี้อยู่ คุณจะใช้งานได้สูงสุดเพียงเครือข่าย 4G LTE เท่านั้น: iPhone 11, 11 Pro และ 11 Pro Max; iPhone SE รุ่นที่ 2 (ปี 2020); iPhone XS, XS Max และ XR; iPhone X, 8 และรุ่นที่เก่ากว่าทั้งหมด

การที่เครื่องไม่รองรับ 5G ไม่ได้แปลว่าเครื่องจะใช้งานไม่ได้เลย เพราะปัจจุบันเครือข่าย 4G ในไทยยังมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 Mbps[5] ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าการโหลดวิดีโอ 4K หรือการส่งไฟล์งานขนาดใหญ่เริ่มช้าจนน่าหงุดหงิด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องขยับไปรุ่นที่รองรับ 5G แล้ว

วิธีตั้งค่า 5G บน iPhone ให้เร็วแรงและไม่กินแบต

มาถึง วิธีเปิด 5g บน iphone และความลับที่ผมค้างไว้ในตอนต้นครับ การตั้งค่าโหมดข้อมูลบน iPhone มีผลอย่างมากต่อการใช้งานจริง หากคุณไปที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data คุณจะเจอตัวเลือก 3 อย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน

โหมดแรกคือ 5G On ซึ่งตัวเครื่องจะบังคับใช้ 5G ตลอดเวลาแม้สัญญาณจะอ่อน โหมดนี้กินแบตที่สุดและผมไม่แนะนำให้เปิดทิ้งไว้ โหมดที่สองคือ 5G Auto ซึ่งเป็นโหมดอัจฉริยะที่จะสลับมาใช้ LTE เมื่อ 5G ไม่ได้ให้ความเร็วที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อประหยัดพลังงาน และนี่คือจุดที่ผมแนะนำที่สุด เพราะจากการใช้งานจริง การตั้งค่าโหมด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่าโหมดเปิดตลอดเวลา[6] โดยที่คุณแทบไม่รู้สึกถึงความช้าลงเลย

อีกจุดที่สำคัญคือโหมด Allow More Data on 5G ในเมนู Data Mode ซึ่งจะเปิดให้ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์หรือสำรองข้อมูล iCloud ผ่าน 5G ได้ หากคุณมีแพ็กเกจเน็ตไม่จำกัด โหมดนี้จะช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่ถ้าเน็ตมีจำกัด - ระวังนะครับ - เน็ตคุณอาจหมดเกลี้ยงได้ภายในไม่กี่นาทีเพราะความเร็ว 5G สามารถทำได้สูงในพื้นที่สัญญาณดี[7]

นอกจากนี้ สำหรับใครที่ใช้งาน iPhone 14 ขึ้นไป อย่าลืมอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อเปิดใช้งาน 5G Standalone (SA) ซึ่งจะช่วยให้สัญญาณนิ่งขึ้นมากเวลาเดินทางข้ามจังหวัด

เปรียบเทียบประสิทธิภาพ 5G และแบตเตอรี่ใน iPhone แต่ละรุ่น

การเลือก iPhone รุ่นที่รองรับ 5G มีความแตกต่างทั้งในแง่ความเร็วสูงสุดและการจัดการพลังงาน นี่คือข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น

iPhone 17 Pro Max (รุ่นท็อปปี 2026)

  1. รองรับความเร็วได้สูงสุดถึง 3 Gbps ด้วยชิปโมเด็มรุ่นใหม่ล่าสุด
  2. รองรับ 5G SA สมบูรณ์แบบและ Wi-Fi 7 เพื่อการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด
  3. เล่นวิดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 39 ชั่วโมง สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

iPhone 16 Series

  1. ความเร็วเฉลี่ยในเมืองอยู่ที่ 200-400 Mbps บนเครือข่าย 5G SA
  2. รองรับ Apple Intelligence เต็มรูปแบบที่ประมวลผลผ่าน 5G ได้เร็ว
  3. เล่นวิดีโอได้ประมาณ 22-27 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอ

iPhone 12 Series (รุ่นเริ่มต้น 5G)

  1. ทำความเร็วได้ประมาณ 150-250 Mbps ซึ่งยังถือว่าเร็วมากในปัจจุบัน
  2. รองรับ 5G NSA เป็นหลัก ประสิทธิภาพในอาคารอาจไม่ดีเท่ารุ่นใหม่
  3. ใช้งานหนักได้ประมาณ 6-10 ชั่วโมง แบตเตอรี่อาจเสื่อมตามกาลเวลา
หากเน้นความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย iPhone 16 และ 17 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะจัดการแบตเตอรี่ได้ดีกว่ารุ่น 12 เกือบ 40% แต่ถ้าเน้นประหยัด iPhone 13 หรือ SE 3 ยังเป็นตัวเลือกที่ใช้งาน 5G ได้ดีเพียงพอ

ประสบการณ์ 5G ของคุณสมชาย: จากความหงุดหงิดสู่ความลื่นไหล

สมชาย พนักงานบริษัทวัย 34 ปีในกรุงเทพฯ ใช้ iPhone 11 Pro มานานและเริ่มหงุดหงิดกับอินเทอร์เน็ตที่ช้าเวลาขึ้นรถไฟฟ้า MRT ช่วงเวลาเร่งด่วน สัญญาณ 4G ของเขามักจะค้างและโหลดวิดีโอ YouTube ไม่ขึ้นเลย

เขาตัดสินใจอัปเกรดเป็น iPhone 16 เพราะอยากลองใช้ 5G แต่ในช่วงแรกเขาพบปัญหาเครื่องร้อนจัดและแบตเตอรี่หมดก่อนเลิกงาน เขาเกือบจะตัดสินใจปิด 5G แล้วกลับไปใช้ 4G เหมือนเดิมเพราะความรำคาญ

หลังจากศึกษาข้อมูล สมชายลองเปลี่ยนการตั้งค่าจาก 5G On มาเป็น 5G Auto และปิดโหมดดึงข้อมูลเบื้องหลังบางอย่างออก ผลปรากฏว่าเครื่องเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดและแบตเตอรี่เหลือถึงบ้าน

สุดท้าย สมชายสามารถทำความเร็วได้เฉลี่ย 250 Mbps บนรถไฟฟ้า และไม่ต้องเจอกับอาการเน็ตค้างอีกเลย เขาพบว่า 5G ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่เป็นเรื่องความนิ่งของสัญญาณในที่อับสายตา

หากคุณต้องการใช้งานเทคโนโลยีซิมดิจิทัลควบคู่ไปด้วย สามารถตรวจสอบได้ว่า iPhone รุ่นไหนบ้างที่รองรับ eSIM เพื่อความสะดวกในการใช้งานครับ

การใช้ 5G ในพื้นที่ห่างไกล: บทเรียนจากเกาะสมุย

นลิน นักการตลาดดิจิทัลที่ทำงานแบบรีโมทจากเกาะสมุย พบว่าเน็ตบ้านที่พักล่มบ่อยครั้งจนทำงานไม่ได้ เธอพยายามใช้ฮอตสปอตจาก iPhone 13 ของเธอแต่สัญญาณ 5G ในห้องพักค่อนข้างแกว่ง

เธอพยายามฝืนใช้ต่อไปจนงานสำคัญเกือบหลุดเพราะสัญญาณสลับไปมาจนแอป Zoom หลุดบ่อยครั้ง ความเครียดพุ่งปรี๊ดเพราะงานนี้เดิมพันสูงมาก

นลินแก้ปัญหาด้วยการเดินออกไปทำงานที่ระเบียงและวางมือถือไว้ริมหน้าต่างเพื่อให้รับสัญญาณ 5G SA ได้นิ่งขึ้น พร้อมตั้งค่าเป็น Allow More Data on 5G เพื่อความเร็วสูงสุด

ความเร็วพุ่งขึ้นไปถึง 350 Mbps ทำให้เธอส่งไฟล์งานขนาด 2GB เสร็จภายในไม่กี่นาที นลินเรียนรู้ว่าตำแหน่งที่วางมือถือมีผลอย่างมากต่อความเสถียรของ 5G ในพื้นที่เกาะ

มุมมองโดยรวม

iPhone 12 คือจุดเริ่มต้น

ถ้าอยากใช้ 5G ต้องเลือกตั้งแต่รุ่น 12 ขึ้นไป รุ่นที่เก่ากว่านี้ไม่สามารถรองรับได้ในทุกกรณี

ตั้งค่า 5G Auto เพื่อความสมดุล

การเปิด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่า 10% เมื่อเทียบกับการบังคับเปิด 5G ตลอดเวลา

ความต่างของโมเด็มในแต่ละรุ่น

iPhone 17 มีประสิทธิภาพการรับสัญญาณและจัดการพลังงานดีกว่ารุ่น 12 เกือบเท่าตัวด้วยชิปไร้สายรุ่นใหม่

พื้นที่ครอบคลุมสำคัญกว่ารุ่นเครื่อง

แม้เครื่องจะดีแค่ไหน แต่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน 5G อาจช้ากว่า 4G ได้ ดังนั้นการเลือกเครือข่ายที่ครอบคลุมจึงสำคัญมาก

คำถามในหัวข้อเดียวกัน

iPhone 11 ใช้ 5G ได้ไหม?

ไม่ได้ครับ iPhone 11 Series ทั้งหมดรองรับสูงสุดเพียง 4G LTE เท่านั้น หากต้องการใช้ 5G ต้องขยับไปรุ่น iPhone 12 ขึ้นไป

ต้องเปลี่ยนซิมใหม่ไหมถ้าจะใช้ 5G?

หากซิมของคุณเก่าเกิน 3-4 ปี แนะนำให้เปลี่ยนเป็นซิมที่รองรับ 5G หรือเปลี่ยนเป็น eSIM ผ่านแอปของผู้ให้บริการได้ทันทีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

เปิด 5G แล้วแบตหมดไวขึ้นจริงไหม?

จริงครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในพื้นที่ที่สัญญาณอ่อน หากตั้งค่าเป็นโหมด 5G Auto ตัวเครื่องจะจัดการพลังงานได้ดีขึ้นและเสียแบตมากกว่า 4G เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

5G Standalone (SA) คืออะไรและสำคัญไหม?

คือการใช้สัญญาณ 5G ล้วนๆ โดยไม่ผ่านโครงข่าย 4G ช่วยให้เน็ตตอบสนองไวขึ้นและเสถียรกว่าเดิมมาก โดย iPhone 14 ขึ้นไปจะรองรับได้ดีที่สุดในไทย

การอ้างอิงไขว้

  • [2] Brandbuffet - ในไทยโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่า 85% ของประชากรแล้ว
  • [3] Iclarified - ผลการทดสอบพบว่าชิป N1 สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าชิปรุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น
  • [4] Ais - 5G Standalone (SA) ส่งผลให้ค่าความหน่วง (Latency) ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที
  • [5] Bangkokbiznews - เครือข่าย 4G ในไทยยังมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 Mbps
  • [6] Support - การตั้งค่าโหมด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่าโหมดเปิดตลอดเวลา
  • [7] Bangkokbiznews - ความเร็ว 5G สามารถทำได้สูง ในพื้นที่สัญญาณดี