5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง
5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง? ตรวจสอบรุ่นที่ใช้งานได้จริง
การทราบว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและรวดเร็วขึ้นในปัจจุบัน การตรวจสอบอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการพลาดโอกาสใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยบนสมาร์ทโฟนของคุณในชีวิตประจำวัน ลองตรวจสอบรายชื่อรุ่นที่รองรับเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อข้อมูล
รายชื่อ iPhone ที่รองรับ 5G ทั้งหมดจนถึงปี 2026
คำถามที่ว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง มีคำตอบที่ชัดเจนคือ iPhone รุ่นที่ผลิตตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 เป็นต้นมา หรือเริ่มตั้งแต่ตระกูล iPhone 12 ทุกรุ่นขึ้นไปจนถึงรุ่นล่าสุดอย่าง iPhone 17 การเลือกใช้ iPhone ที่รองรับ 5G ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีเครือข่ายที่เสถียรกว่าเดิม โดยเฉพาะในไทยที่โครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่า 85% ของประชากรแล้ว [2]
หากคุณกำลังมองหาเครื่องใหม่หรือเช็กเครื่องเดิม รายชื่อรุ่นที่รองรับมีดังนี้: รายชื่อ iPhone รองรับ 5G ล่าสุด 2026 ได้แก่ iPhone 17 Series (รุ่นล่าสุดปี 2026): iPhone 17, 17 Air, 17 Pro และ 17 Pro Max; iPhone 16 Series: iPhone 16, 16 Plus, 16 Pro และ 16 Pro Max; iPhone 15 Series: iPhone 15, 15 Plus, 15 Pro และ 15 Pro Max; iPhone 14 Series: iPhone 14, 14 Plus, 14 Pro และ 14 Pro Max; iPhone 13 Series: iPhone 13, 13 mini, 13 Pro และ 13 Pro Max; iPhone 12 Series: iPhone 12, 12 mini, 12 Pro และ 12 Pro Max; รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 3 (ปี 2022)
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามเมื่อใช้ 5G บน iPhone นั่นคือการเลือกโหมดข้อมูลที่ส่งผลต่อแบตเตอรี่อย่างมหาศาล ผมจะอธิบายความลับของการตั้งค่าที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 15% ในหัวข้อเทคนิคการตั้งค่าด้านล่าง
เจาะลึกเทคโนโลยี 5G ใน iPhone แต่ละยุค: จาก 12 ถึง 17
แม้ว่า iPhone ตั้งแต่รุ่น 12 จะรองรับ 5G เหมือนกัน แต่สำหรับคำถาม iPhone 17 รองรับ 5G ไหม คำตอบคือรองรับแน่นอน แต่ประสิทธิภาพการรับสัญญาณและเทคโนโลยีโมเด็มภายในนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใน iPhone 17 รุ่นล่าสุดมีการใช้ชิปไร้สายรุ่น N1 ที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็ว Wi-Fi และ 5G ให้เสถียรขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่สัญญาณอ่อนหรืออยู่ในอาคารหนาแน่น ผลการทดสอบพบว่าชิป N1 สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าชิปรุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น [3]
นอกจากความเร็วแล้ว สิ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือการรองรับ 5G Standalone (SA) ซึ่งเป็นการใช้งาน 5G แบบเพียวๆ ไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณ 4G เป็นฐาน หากคุณสงสัยว่า ไอโฟนรุ่นไหนใช้ 5g ได้บ้าง ที่รองรับ SA รุ่นตั้งแต่ iPhone 14 ขึ้นไปได้รับการปรับปรุงให้รองรับได้สมบูรณ์ที่สุดในไทย 5G Standalone (SA) ส่งผลให้ค่าความหน่วง (Latency) ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที[4] เมื่อเทียบกับ 5G แบบเดิมที่อาจสูงถึง 30-40 มิลลิวินาที ความต่างเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีนี้อาจดูน้อย - แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเล่นเกมออนไลน์หรือวิดีโอคอลคุณภาพสูง - คุณจะรู้สึกถึงความลื่นไหลที่ต่างกันชัดเจน
ผมจำได้ว่าตอนที่ได้ iPhone 12 มาใหม่ๆ ผมตื่นเต้นกับโลโก้ 5G บนหน้าจอมาก แต่การตรวจสอบว่า 5G รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง เป็นเพียงก้าวแรก เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดคือแบตเตอรี่ไหลเป็นน้ำเลยครับ การใช้งาน 5G ในยุคแรกค่อนข้างกินพลังงานมาก เพราะตัวเครื่องต้องคอยสลับสัญญาณไปมาระหว่าง 4G และ 5G ตลอดเวลา (หรือที่เรียกว่าโหมด NSA) แต่ใน iPhone รุ่นใหม่ๆ อย่าง 16 และ 17 ปัญหานี้ลดลงไปเยอะมากด้วยการบริหารจัดการพลังงานที่ฉลาดขึ้น
iPhone รุ่นไหนบ้างที่ใช้ 5G ไม่ได้?
สำหรับคำถามที่ว่า iPhone 11 ใช้ 5g ได้ไหม น่าเสียดายที่ iPhone รุ่นยอดนิยมในอดีตหลายรุ่นไม่สามารถอัปเกรดมาใช้ 5G ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ หากคุณยังใช้รุ่นเหล่านี้อยู่ คุณจะใช้งานได้สูงสุดเพียงเครือข่าย 4G LTE เท่านั้น: iPhone 11, 11 Pro และ 11 Pro Max; iPhone SE รุ่นที่ 2 (ปี 2020); iPhone XS, XS Max และ XR; iPhone X, 8 และรุ่นที่เก่ากว่าทั้งหมด
การที่เครื่องไม่รองรับ 5G ไม่ได้แปลว่าเครื่องจะใช้งานไม่ได้เลย เพราะปัจจุบันเครือข่าย 4G ในไทยยังมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 Mbps[5] ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าการโหลดวิดีโอ 4K หรือการส่งไฟล์งานขนาดใหญ่เริ่มช้าจนน่าหงุดหงิด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องขยับไปรุ่นที่รองรับ 5G แล้ว
วิธีตั้งค่า 5G บน iPhone ให้เร็วแรงและไม่กินแบต
มาถึง วิธีเปิด 5g บน iphone และความลับที่ผมค้างไว้ในตอนต้นครับ การตั้งค่าโหมดข้อมูลบน iPhone มีผลอย่างมากต่อการใช้งานจริง หากคุณไปที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data คุณจะเจอตัวเลือก 3 อย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน
โหมดแรกคือ 5G On ซึ่งตัวเครื่องจะบังคับใช้ 5G ตลอดเวลาแม้สัญญาณจะอ่อน โหมดนี้กินแบตที่สุดและผมไม่แนะนำให้เปิดทิ้งไว้ โหมดที่สองคือ 5G Auto ซึ่งเป็นโหมดอัจฉริยะที่จะสลับมาใช้ LTE เมื่อ 5G ไม่ได้ให้ความเร็วที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อประหยัดพลังงาน และนี่คือจุดที่ผมแนะนำที่สุด เพราะจากการใช้งานจริง การตั้งค่าโหมด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่าโหมดเปิดตลอดเวลา[6] โดยที่คุณแทบไม่รู้สึกถึงความช้าลงเลย
อีกจุดที่สำคัญคือโหมด Allow More Data on 5G ในเมนู Data Mode ซึ่งจะเปิดให้ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์หรือสำรองข้อมูล iCloud ผ่าน 5G ได้ หากคุณมีแพ็กเกจเน็ตไม่จำกัด โหมดนี้จะช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่ถ้าเน็ตมีจำกัด - ระวังนะครับ - เน็ตคุณอาจหมดเกลี้ยงได้ภายในไม่กี่นาทีเพราะความเร็ว 5G สามารถทำได้สูงในพื้นที่สัญญาณดี[7]
นอกจากนี้ สำหรับใครที่ใช้งาน iPhone 14 ขึ้นไป อย่าลืมอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อเปิดใช้งาน 5G Standalone (SA) ซึ่งจะช่วยให้สัญญาณนิ่งขึ้นมากเวลาเดินทางข้ามจังหวัด
เปรียบเทียบประสิทธิภาพ 5G และแบตเตอรี่ใน iPhone แต่ละรุ่น
การเลือก iPhone รุ่นที่รองรับ 5G มีความแตกต่างทั้งในแง่ความเร็วสูงสุดและการจัดการพลังงาน นี่คือข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นiPhone 17 Pro Max (รุ่นท็อปปี 2026)
- รองรับความเร็วได้สูงสุดถึง 3 Gbps ด้วยชิปโมเด็มรุ่นใหม่ล่าสุด
- รองรับ 5G SA สมบูรณ์แบบและ Wi-Fi 7 เพื่อการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด
- เล่นวิดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 39 ชั่วโมง สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
iPhone 16 Series
- ความเร็วเฉลี่ยในเมืองอยู่ที่ 200-400 Mbps บนเครือข่าย 5G SA
- รองรับ Apple Intelligence เต็มรูปแบบที่ประมวลผลผ่าน 5G ได้เร็ว
- เล่นวิดีโอได้ประมาณ 22-27 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอ
iPhone 12 Series (รุ่นเริ่มต้น 5G)
- ทำความเร็วได้ประมาณ 150-250 Mbps ซึ่งยังถือว่าเร็วมากในปัจจุบัน
- รองรับ 5G NSA เป็นหลัก ประสิทธิภาพในอาคารอาจไม่ดีเท่ารุ่นใหม่
- ใช้งานหนักได้ประมาณ 6-10 ชั่วโมง แบตเตอรี่อาจเสื่อมตามกาลเวลา
ประสบการณ์ 5G ของคุณสมชาย: จากความหงุดหงิดสู่ความลื่นไหล
สมชาย พนักงานบริษัทวัย 34 ปีในกรุงเทพฯ ใช้ iPhone 11 Pro มานานและเริ่มหงุดหงิดกับอินเทอร์เน็ตที่ช้าเวลาขึ้นรถไฟฟ้า MRT ช่วงเวลาเร่งด่วน สัญญาณ 4G ของเขามักจะค้างและโหลดวิดีโอ YouTube ไม่ขึ้นเลย
เขาตัดสินใจอัปเกรดเป็น iPhone 16 เพราะอยากลองใช้ 5G แต่ในช่วงแรกเขาพบปัญหาเครื่องร้อนจัดและแบตเตอรี่หมดก่อนเลิกงาน เขาเกือบจะตัดสินใจปิด 5G แล้วกลับไปใช้ 4G เหมือนเดิมเพราะความรำคาญ
หลังจากศึกษาข้อมูล สมชายลองเปลี่ยนการตั้งค่าจาก 5G On มาเป็น 5G Auto และปิดโหมดดึงข้อมูลเบื้องหลังบางอย่างออก ผลปรากฏว่าเครื่องเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดและแบตเตอรี่เหลือถึงบ้าน
สุดท้าย สมชายสามารถทำความเร็วได้เฉลี่ย 250 Mbps บนรถไฟฟ้า และไม่ต้องเจอกับอาการเน็ตค้างอีกเลย เขาพบว่า 5G ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่เป็นเรื่องความนิ่งของสัญญาณในที่อับสายตา
การใช้ 5G ในพื้นที่ห่างไกล: บทเรียนจากเกาะสมุย
นลิน นักการตลาดดิจิทัลที่ทำงานแบบรีโมทจากเกาะสมุย พบว่าเน็ตบ้านที่พักล่มบ่อยครั้งจนทำงานไม่ได้ เธอพยายามใช้ฮอตสปอตจาก iPhone 13 ของเธอแต่สัญญาณ 5G ในห้องพักค่อนข้างแกว่ง
เธอพยายามฝืนใช้ต่อไปจนงานสำคัญเกือบหลุดเพราะสัญญาณสลับไปมาจนแอป Zoom หลุดบ่อยครั้ง ความเครียดพุ่งปรี๊ดเพราะงานนี้เดิมพันสูงมาก
นลินแก้ปัญหาด้วยการเดินออกไปทำงานที่ระเบียงและวางมือถือไว้ริมหน้าต่างเพื่อให้รับสัญญาณ 5G SA ได้นิ่งขึ้น พร้อมตั้งค่าเป็น Allow More Data on 5G เพื่อความเร็วสูงสุด
ความเร็วพุ่งขึ้นไปถึง 350 Mbps ทำให้เธอส่งไฟล์งานขนาด 2GB เสร็จภายในไม่กี่นาที นลินเรียนรู้ว่าตำแหน่งที่วางมือถือมีผลอย่างมากต่อความเสถียรของ 5G ในพื้นที่เกาะ
มุมมองโดยรวม
iPhone 12 คือจุดเริ่มต้นถ้าอยากใช้ 5G ต้องเลือกตั้งแต่รุ่น 12 ขึ้นไป รุ่นที่เก่ากว่านี้ไม่สามารถรองรับได้ในทุกกรณี
ตั้งค่า 5G Auto เพื่อความสมดุลการเปิด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่า 10% เมื่อเทียบกับการบังคับเปิด 5G ตลอดเวลา
ความต่างของโมเด็มในแต่ละรุ่นiPhone 17 มีประสิทธิภาพการรับสัญญาณและจัดการพลังงานดีกว่ารุ่น 12 เกือบเท่าตัวด้วยชิปไร้สายรุ่นใหม่
พื้นที่ครอบคลุมสำคัญกว่ารุ่นเครื่องแม้เครื่องจะดีแค่ไหน แต่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน 5G อาจช้ากว่า 4G ได้ ดังนั้นการเลือกเครือข่ายที่ครอบคลุมจึงสำคัญมาก
คำถามในหัวข้อเดียวกัน
iPhone 11 ใช้ 5G ได้ไหม?
ไม่ได้ครับ iPhone 11 Series ทั้งหมดรองรับสูงสุดเพียง 4G LTE เท่านั้น หากต้องการใช้ 5G ต้องขยับไปรุ่น iPhone 12 ขึ้นไป
ต้องเปลี่ยนซิมใหม่ไหมถ้าจะใช้ 5G?
หากซิมของคุณเก่าเกิน 3-4 ปี แนะนำให้เปลี่ยนเป็นซิมที่รองรับ 5G หรือเปลี่ยนเป็น eSIM ผ่านแอปของผู้ให้บริการได้ทันทีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
เปิด 5G แล้วแบตหมดไวขึ้นจริงไหม?
จริงครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในพื้นที่ที่สัญญาณอ่อน หากตั้งค่าเป็นโหมด 5G Auto ตัวเครื่องจะจัดการพลังงานได้ดีขึ้นและเสียแบตมากกว่า 4G เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
5G Standalone (SA) คืออะไรและสำคัญไหม?
คือการใช้สัญญาณ 5G ล้วนๆ โดยไม่ผ่านโครงข่าย 4G ช่วยให้เน็ตตอบสนองไวขึ้นและเสถียรกว่าเดิมมาก โดย iPhone 14 ขึ้นไปจะรองรับได้ดีที่สุดในไทย
การอ้างอิงไขว้
- [2] Brandbuffet - ในไทยโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่า 85% ของประชากรแล้ว
- [3] Iclarified - ผลการทดสอบพบว่าชิป N1 สามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าชิปรุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น
- [4] Ais - 5G Standalone (SA) ส่งผลให้ค่าความหน่วง (Latency) ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที
- [5] Bangkokbiznews - เครือข่าย 4G ในไทยยังมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 Mbps
- [6] Support - การตั้งค่าโหมด 5G Auto ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่าโหมดเปิดตลอดเวลา
- [7] Bangkokbiznews - ความเร็ว 5G สามารถทำได้สูง ในพื้นที่สัญญาณดี
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต