จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ
จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ? 4 วิธีสังเกตเบอร์ต้องสงสัย
ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชนมากขึ้น จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ? การสังเกตเบอร์แปลกและการใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบจะช่วยให้คุณปลอดภัย บทความนี้รวบรวมวิธีเช็กเบอร์มิจฉาชีพไว้ให้คุณแล้ว
จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ: คู่มือการคัดกรองสายเรียกเข้าในยุค AI
การเรียนรู้ วิธีเช็กเบอร์มิจฉาชีพ ในปัจจุบันต้องใช้ทั้งเครื่องมือเทคโนโลยีอย่างแอป Whoscall และการสังเกตรหัสโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายบวก (+) หรือหมายเลขที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ หากคุณพบสายที่มีพฤติกรรมเร่งรัดหรือขอข้อมูลส่วนตัว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพและวางสายทันทีเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพย์สิน
ในปี 2024 ที่ผ่านมา รายงานสถิติระบุว่ามีการตรวจพบสายเรียกเข้าและข้อความสแปมในประเทศไทยสูงถึง 168 ล้านครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์หันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ และการใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติเพื่อสุ่มหาเหยื่อ จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ จึงไม่ได้มีเพียงแค่การดูเบอร์แปลกอีกต่อไป แต่รวมถึงการวิเคราะห์น้ำเสียงและหัวข้อการสนทนาที่มักจะมุ่งเน้นไปที่ความกลัวหรือผลประโยชน์เกินจริง
ผมเคยคิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อ จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับสายที่อ้างว่าโทรมาจากกรมศุลกากร น้ำเสียงของเขาดูเป็นมืออาชีพมากและมีเสียงบรรยากาศเหมือนออฟฟิศจริงๆ อยู่ในฉากหลัง มันทำให้เราลังเลได้ง่ายมาก แม้แต่คนที่ระวังตัวที่สุดก็อาจพลาดได้หากโดนจู่โจมด้วยข้อมูลที่ดูเหมือนจะเป็นทางการและมีความเร่งด่วน
3 สัญญาณเตือนอันตรายจากเบอร์โทรศัพท์ที่คุณต้องระวัง
วิธีที่ง่ายที่สุดในการคัดกรองมิจฉาชีพคือการ ตรวจสอบเบอร์แปลก ที่โทรเข้ามา โดยเฉพาะรหัสทางไกลระหว่างประเทศและหมายเลขที่แอปพลิเคชันระบุว่าเป็นสายสแปม
รหัสประเทศที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายบวก (+)
โดยปกติแล้ว เบอร์โทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย + คืออะไร หมายถึงหมายเลขที่โทรผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (VoIP) ซึ่งมักถูกใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อปกปิดตำแหน่งที่แท้จริง ข้อมูลระบุว่าส่วนใหญ่ของสายที่ขึ้นต้นด้วยรหัสเหล่านี้ในประเทศไทยเป็นสายมิจฉาชีพหรือการตลาดที่น่าสงสัย
นอกจากนี้ หากเห็นรหัสประเทศแปลกๆ ที่เราไม่มีคนรู้จักอาศัยอยู่ เช่น รหัสจากแถบแอฟริกาหรือเอเชียกลาง ให้ระวังไว้เลยว่าอาจเป็นสายหลอกลวงที่จงใจโทรมาเพื่อให้เราโทรกลับ (Wangiri) ซึ่งจะทำให้เสียค่าโทรศัพท์ในอัตราที่สูงมาก
การตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันระบุตัวตน
ในไตรมาสแรกของปี 2026 จำนวนผู้ใช้งาน แอปเช็กเบอร์โทรศัพท์ ในไทยพุ่งสูงถึงหลายล้านราย สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยพึ่งพาเทคโนโลยีในการป้องกันตัวเองมากขึ้น แอปเหล่านี้จะทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลจากผู้ใช้ทั่วโลกที่ช่วยกันรายงานเบอร์มิจฉาชีพ ทำให้เมื่อมีสายโทรเข้า หน้าจอจะแสดงข้อความเตือนทันที เช่น มิจฉาชีพ, อ้างเป็นตำรวจ หรือ ขายประกัน
น่าสนใจว่าหลายคนเลือกที่จะไม่โหลดแอปเพราะกลัวเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ในความเป็นจริง การไม่มีเกราะป้องกันเลยอาจทำให้คุณสูญเสียความเป็นส่วนตัว (และเงิน) ให้กับมิจฉาชีพได้มากกว่ามาก ความเสี่ยงจากการโดนหลอกมีมูลค่าสูงกว่าข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่แอปขอเข้าถึงเพื่อใช้คัดกรองสาย
เทคนิคการสนทนาแบบมิจฉาชีพ: ฟังอย่างไรให้รู้ทัน
มิจฉาชีพไม่ได้มีแค่เบอร์แปลก แต่พวกเขามีสคริปต์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อควบคุมอารมณ์ของเหยื่อ
กลยุทธ์ยอดนิยมในปี 2026 คือการใช้ AI Voice Cloning หรือการปลอมเสียงเป็นคนรู้จัก ข้อมูลการร้องเรียนพบว่าคดีที่ใช้การปลอมเสียงมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า[4] มิจฉาชีพจะใช้คลิปเสียงสั้นๆ ของญาติพี่น้องคุณจากโซเชียลมีเดียมาสร้างบทสนทนาปลอมเพื่อขอยืมเงินเร่งด่วน
พูดตรงๆ นะครับ เทคโนโลยีนี้มันน่ากลัวมาก เพราะมันทำลายความเชื่อใจพื้นฐานในครอบครัวไปเลย สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือการตั้ง รหัสลับ ในครอบครัว คำสั้นๆ ที่รู้กันแค่คนในบ้าน หากใครโทรมาขอยืมเงินด้วยเสียงที่คุ้นเคยแต่ตอบรหัสลับไม่ได้ ให้วางสายทันที ไม่ต้องเกรงใจ
การสร้างสถานการณ์เร่งด่วนและข่มขู่
หากปลายสายเริ่มด้วยประโยคที่ว่า คุณมีพัสดุผิดกฎหมาย, บัญชีธนาคารของคุณถูกใช้ฟอกเงิน หรือ คุณต้องโอนเงินตรวจสอบภายใน 30 นาทีไม่อย่างนั้นจะถูกออกหมายจับ นี่คือสัญญาณอันตราย 100% หน่วยงานรัฐของไทยไม่มีนโยบายการติดต่อประชาชนผ่านโทรศัพท์เพื่อขอให้โอนเงินหรือขอรหัส OTP ในทุกกรณี
มันคือจิตวิทยาพื้นฐาน เมื่อมนุษย์ตกใจ สมองส่วนเหตุผลจะทำงานน้อยลง มิจฉาชีพรู้จุดนี้ดีจึงพยายามเร่งรัดไม่ให้คุณมีเวลาไปปรึกษาใคร อย่าปล่อยให้เขาคุมเกมได้
ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อได้รับสายจากเบอร์แปลก
เมื่อมีเบอร์ที่คุณไม่รู้จักโทรเข้ามา อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ให้ทำตามขั้นตอน จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพ โดยสังเกตรูปแบบของหมายเลขที่โทรเข้ามา ดังนี้: 1. ตั้งสติและสังเกตหน้าจอ: ดูว่ามีเครื่องหมาย + หรือคำเตือนจากแอปหรือไม่ 2. นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหว: หากรับสายแล้วพบว่าเป็นเสียงอัตโนมัติ ให้กดวางสายทันที 3. ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว: ห้ามบอกชื่อจริง เลขบัตรประชาชน หรือเลขบัญชีเด็ดขาด 4. ตรวจสอบกลับ: หากอ้างว่าเป็นธนาคาร ให้วางสายแล้วโทรกลับที่เบอร์ Call Center ทางการของธนาคารนั้นๆ ด้วยตัวเอง
การใช้ วิธีดูเบอร์คอลเซ็นเตอร์ ด้วยเบอร์ที่เราค้นหาเองจากเว็บไซต์ทางการเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมิจฉาชีพไม่สามารถดักสายเรียกเข้าที่เราโทรออกไปยังหมายเลขที่ถูกต้องได้
เปรียบเทียบวิธีตรวจสอบเบอร์แปลกและประสิทธิภาพ
ในปัจจุบันมีหลายช่องทางในการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป
แอปพลิเคชันระบุตัวตน (เช่น Whoscall)
- รู้ผลทันทีขณะที่มีสายโทรเข้า ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเอง
- สูงมาก (ประมาณ 90%) เนื่องจากมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากผู้ใช้จริง
- มีระบบบล็อกสายสแปมอัตโนมัติและแจ้งเตือน SMS ลิงก์ปลอม
ค้นหาผ่าน Google / Facebook
- ช้า ต้องวางสายก่อนแล้วนำเบอร์ไปพิมพ์ค้นหาเอง
- ปานกลาง ขึ้นอยู่กับว่าเบอร์นั้นเคยถูกแจ้งความหรือโพสต์เตือนหรือไม่
- ช่วยยืนยันตัวตนได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถป้องกันสายเรียกเข้าได้
บริการตรวจสอบของเครือข่ายมือถือ
- ปานกลาง ต้องโทรเข้าเบอร์ตรวจสอบ (เช่น 1185 หรือ 933) หลังรับสาย
- สูงในแง่ของการยืนยันว่าเป็นเบอร์ที่ถูกรายงานในระบบค่ายมือถือ
- ช่วยให้เครือข่ายบล็อกเบอร์นั้นๆ ในระดับโครงข่ายได้ถาวร
ประสบการณ์ของเอก: เกือบเสียเงินแสนเพราะความตกใจ
เอก พนักงานบริษัทวัย 35 ปีในกรุงเทพฯ ได้รับสายจากเบอร์แปลกที่ขึ้นต้นด้วย +697 ปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจเชียงใหม่ แจ้งว่าตรวจพบพัสดุผิดกฎหมายชื่อของเอกถูกนำไปแอบอ้าง เอกตกใจมากเพราะไม่เคยทำผิดกฎหมาย
มิจฉาชีพพยายามคะยั้นคะยอให้เอกแอดไลน์เพื่อ 'สอบปากคำออนไลน์' และส่งรูปบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ปลอมมาให้ดู เอกเริ่มลังเลและเกือบจะส่งรูปบัตรประชาชนกลับไปให้ตามที่เขาขอเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
จังหวะนั้นเอกนึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านเจอว่าตำรวจไม่มีนโยบายสอบปากคำทางไลน์ จึงแกล้งบอกว่าขอโทรกลับไปที่ สน.เชียงใหม่ เอง มิจฉาชีพเริ่มเสียงดังและข่มขู่ว่าจะออกหมายจับทันที ทำให้เอกเริ่มมั่นใจว่านี่คือการหลอกลวง
เอกกดวางสายและบล็อกเบอร์ทันที ผลคือไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีหมายจับใดๆ การตัดสินใจ 'หยุดและเช็ก' เพียงไม่กี่นาทีช่วยให้เอกไม่ต้องสูญเสียข้อมูลส่วนตัวและเงินในบัญชีที่สะสมมาหลายปี
ความรู้ที่ได้รับ
สังเกตรหัส +697 และ +698 เป็นพิเศษหมายเลขเหล่านี้มักเป็นสายที่โทรผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อปกปิดที่อยู่ผู้โทร ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง
ติดตั้งแอปคัดกรองสายเป็นเกราะป้องกันด่านแรกแอปพลิเคชันอย่าง Whoscall สามารถระบุสายมิจฉาชีพได้แม่นยำถึง 90% ช่วยลดความเสี่ยงก่อนรับสายได้ทันที
กฎเหล็ก 3 ไม่: ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอนจำไว้เสมอว่าหน่วยงานรัฐและธนาคารไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนตัวหรือให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์ในทุกกรณี
ต้องรู้เพิ่มเติม
ถ้าเราเผลอรับสายมิจฉาชีพไปแล้ว จะโดนดูดเงินทันทีไหม?
การรับสายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เงินถูกดูดออกจากบัญชีได้ มิจฉาชีพจำเป็นต้องให้คุณทำขั้นตอนต่อ เช่น การโหลดแอปควบคุมเครื่องระยะไกล การบอกรหัส OTP หรือการโอนเงินด้วยตัวเอง ดังนั้นหากรับสายแล้วรู้ตัวว่าใช่ ให้วางทันทีก็เพียงพอแล้ว
เบอร์มิจฉาชีพที่บล็อกไปแล้ว ทำไมเขายังโทรกลับมาได้อีก?
กลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีสุ่มเบอร์ใหม่ๆ ตลอดเวลา การบล็อกเบอร์เดียวอาจไม่ได้ผลถาวร แนะนำให้ใช้แอปที่มีระบบอัปเดตฐานข้อมูลเบอร์สแปมอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยกรองเบอร์ใหม่ๆ ที่มิจฉาชีพเพิ่งสร้างขึ้นมาได้แม่นยำกว่า
เราสามารถแจ้งความเบอร์มิจฉาชีพได้ที่ไหน?
คุณสามารถแจ้งเบอร์ผ่านช่องทางของเครือข่ายมือถือที่คุณใช้ (เช่น AIS 1185) หรือแจ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลไปขยายผลและตัดวงจรได้
อ้างอิง
- [4] Thaihealth - ข้อมูลการร้องเรียนพบว่าคดีที่ใช้การปลอมเสียงมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต