Canon EOS M ปีไหน
Canon EOS M เปิดตัวปีไหน: ปี 2012 จนถึงปี 2023
Canon EOS M เปิดตัวปีไหน เป็นหัวข้อสำคัญสำหรับช่างภาพมือใหม่ในการวางแผนซื้ออุปกรณ์ให้คุ้มค่า. ข้อมูลประวัติความเป็นมาสร้างความเข้าใจเรื่องความแตกต่างของระบบเมาท์และเทคโนโลยีกล้องแต่ละรุ่น. การตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นช่วยรักษาผลประโยชน์ในการใช้งานระยะยาวและประหยัดงบประมาณ.
Canon EOS M เปิดตัวปีไหน? ย้อนรอยประวัติศาสตร์กล้อง Mirrorless รุ่นแรกของแคนนอน
Canon EOS M รุ่นแรกสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 และเริ่มวางจำหน่ายจริงในช่วงเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน[1] ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แคนนอนกระโดดเข้าสู่ตลาดกล้อง Mirrorless อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก การเปิดตัวครั้งนั้นมาพร้อมกับเซนเซอร์ขนาด APS-C ที่ให้คุณภาพไฟล์เทียบเท่ากล้อง DSLR ในบอดี้ที่กะทัดรัดกว่าเดิมมาก หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชื่อรุ่นถึงไม่มีตัวเลขต่อท้ายเหมือนรุ่นหลังๆ - นั่นเพราะตอนนั้นมันคือหนึ่งเดียวที่เป็นความหวังของค่ายในการต่อกรกับคู่แข่งที่เริ่มทิ้งห่างในตลาดไร้กระจก
บอกตามตรงว่าความรู้สึกแรกที่ผมได้จับกล้องตัวนี้คือความทึ่งในขนาดของมัน แต่ความประทับใจนั้นหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มกดชัตเตอร์ เพราะระบบโฟกัสในช่วงแรกนั้นช้าจนน่าหงุดหงิด (Slow as a snail) ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงที่แคนนอนต้องรีบแก้ไขในเวลาต่อมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นความลับที่ทำให้กล้องรุ่นนี้ยังถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบัน แม้แคนนอนจะประกาศยุติการผลิตตระกูลนี้ไปแล้ว - ผมจะเฉลยปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันยังครองใจผู้ใช้ในส่วนของการวิเคราะห์ตลาดมือสองด้านล่างครับ
เจาะลึกจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการของระบบ EF-M
ในปี 2012 ตลาดกล้อง Mirrorless ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อปีในขณะนั้น[2] แคนนอนจึงส่ง Canon EOS M ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการคุณภาพไฟล์ระดับโปรแต่พกพาง่าย กล้องรุ่นนี้มาพร้อมกับเมาท์เลนส์แบบใหม่ที่เรียกว่า EF-M ซึ่งมีระยะห่างระหว่างท้ายเลนส์ถึงเซนเซอร์ (Flange Focal Distance) เพียง 18 มิลลิเมตรเท่านั้น
การออกแบบนี้ช่วยให้กล้องมีขนาดเล็กลงมากเมื่อเทียบกับ DSLR ตระกูล EOS เดิมที่ใช้เมาท์ EF ซึ่งมีระยะห่างถึง 44 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมกับข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องยอมรับ คือคุณไม่สามารถนำเลนส์ EF หรือ EF-S มาใส่ได้โดยตรง แต่ต้องผ่านอะแดปเตอร์แปลงเมาท์ (Mount Adapter EF-EOS M) ซึ่งในช่วงแรกอะแดปเตอร์นี้ขาดตลาดอย่างหนัก จนทำให้ผู้ใช้รุ่นบุกเบิกหลายคนต้องนั่งมองเลนส์เก่าที่บ้านตาปริบๆ เพราะเลนส์ EF-M แท้ๆ ในปีแรกมีให้เลือกเพียง 2 รุ่นเท่านั้น
ไทม์ไลน์การเปิดตัวรุ่นสำคัญในตระกูล EOS M
หลังจากรุ่นแรกในปี 2012 แคนนอนได้เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเกิดรุ่นยอดนิยมตามมา: Canon EOS M2 (2013): ปรับปรุงระบบโฟกัสให้เร็วขึ้น 2.3 เท่าจากรุ่นแรก ([3] แต่จำหน่ายเฉพาะในบางประเทศรวมถึงไทย) Canon EOS M3 (2015): เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้มีกริปจับถนัดมือมากขึ้นและเพิ่มความละเอียดเป็น 24 ล้านพิกเซล Canon EOS M10 (2015): กล้องรุ่นเล็กสำหรับสายเซลฟี่ที่กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและบล็อกเกอร์ยุคนั้น Canon EOS M5 (2016): รุ่นระดับกึ่งโปรตัวแรกที่มีช่องมองภาพในตัว (EVF) และระบบ Dual Pixel CMOS AF Canon EOS M50 (2018): กล้องรุ่นเปลี่ยนโลกที่รองรับวิดีโอ 4K และกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแคนนอน
ทำไม Canon EOS M50 ถึงกลายเป็นตำนาน?
นี่คือส่วนที่ผมสัญญาไว้ครับ ว่าทำไมรุ่นนี้ถึงพิเศษกว่ารุ่นอื่น แม้จะเปิดตัวในปี 2018 แต่ Canon EOS M50 สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มกล้อง Mirrorless ของประเทศญี่ปุ่นได้หลายเดือนติดต่อกันในปี 2019 ความลับของมันไม่ใช่แค่เรื่องสเปกที่ถ่าย 4K ได้ (ซึ่งความจริงแล้วโดนครอปภาพเยอะพอสมควร) แต่เป็นเรื่องของความสมดุลระหว่างราคาและฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัวที่สุดเท่าที่แคนนอนเคยทำมา
ผมจำได้ว่าตอนที่รีวิวกล้องตัวนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่าแคนนอนฉลาดมากที่ใส่ช่องมองภาพไฟฟ้ามาให้ในบอดี้ที่น้ำหนักเบาเพียง 387 กรัม (รวมแบตเตอรี่และเมมโมรี่การ์ดแล้ว) มันทำให้คนที่ขยับมาจากสมาร์ทโฟนรู้สึกว่าได้ใช้กล้องจริงๆ ในขณะที่คนชอบถ่าย VLOG ก็หลงรักหน้าจอพับได้แบบ Vari-angle ซึ่งในยุคนั้นค่ายคู่แข่งมักจะให้หน้าจอพับแค่ขึ้น-ลงเท่านั้น การออกแบบนี้ทำให้ M50 กลายเป็นเครื่องมือทำเงินของครีเอเตอร์ทั่วโลก
สถานะปัจจุบัน: จุดสิ้นสุดของยุค EOS M และการขยับไปสู่ระบบ RF
แม้จะเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ของยอดขาย แต่แคนนอนตัดสินใจยุติการผลิตกล้องตระกูล EOS M ทั้งหมดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2023 เพื่อหันไปทุ่มเทให้กับระบบเมาท์ใหม่อย่าง RF-Mount แบบ 100% [4] การตัดสินใจนี้สร้างความเสียดายให้กับแฟนๆ ไม่น้อย เพราะเมาท์ EF-M และ RF นั้นไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้เลย แม้แต่การใช้ตัวแปลงเมาท์ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากระยะท้ายเลนส์ของทั้งคู่ใกล้เคียงกันเกินไป (18 มม. vs 20 มม.)
ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีของตระกูล EOS M มีเลนส์ค่ายที่ผลิตออกมาเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น[5] ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบนี้หากเทียบกับระบบคู่แข่งที่มีเลนส์ให้เลือกนับร้อย ปัจจุบันตำแหน่งของ EOS M ถูกแทนที่ด้วยกล้องตระกูล EOS R เซนเซอร์ APS-C เช่น EOS R10, R50 และ R100 ซึ่งใช้เมาท์ RF-S ที่มีความทันสมัยกว่าและสามารถใช้เลนส์ร่วมกับกล้อง Full Frame ตระกูล R ได้อย่างไร้รอยต่อ
สรุปว่า Canon EOS M ยังน่าซื้ออยู่ไหมในปี 2026?
หากคุณกำลังมองหากล้องมือหนึ่งในร้านค้าปลีกทั่วไป คุณอาจจะพบว่ามันหายไปจากเชลฟ์เกือบหมดแล้ว แต่ในตลาดมือสอง Canon EOS M ยังคงมีความเคลื่อนไหวสูงมาก ราคาของบอดี้ EOS M50 มือสองปัจจุบันตกลงมาอยู่ในระดับที่คุ้มค่าสุดๆ (ลดลงอย่างมากจากราคาเปิดตัว)[6] ทำให้มันยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่อยากเริ่มต้นฝึกถ่ายภาพด้วยงบประมาณจำกัด
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คุณต้องตระหนัก - นี่คือทางตันในแง่ของการอัปเกรด (Dead-end system) หากคุณซื้อเลนส์ EF-M สะสมไว้เยอะๆ ในวันนี้ วันหน้าเมื่อคุณขยับไปใช้กล้องแคนนอนรุ่นใหม่ เลนส์เหล่านั้นจะกลายเป็นที่ทับกระดาษทันทีเพราะแปลงไปใช้กับเมาท์ RF ไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำของผมคือ ถ้าคุณเน้นใช้งานจบในตัว พกพาง่ายที่สุด และไม่คิดจะงอกเลนส์เพิ่มมากมาย EOS M ยังเป็นกล้องที่ดี แต่ถ้าคุณมองหาอนาคตระยะยาว การขยับไปเล่นตระกูล EOS R จะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่าครับ
เปรียบเทียบระบบกล้อง Mirrorless APS-C ของ Canon
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างระบบที่เลิกผลิตไปแล้วกับระบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่ นี่คือการเปรียบเทียบปัจจัยหลักที่คุณควรรู้ระบบ EOS M (EF-M Mount)
เล็กและเบาที่สุดในบรรดากล้องเซนเซอร์ APS-C ของ Canon
ไม่สามารถอัปเกรดเลนส์ไปใช้กับระบบใหม่ (RF) ได้
จำกัดมาก มีเพียง 8 รุ่นจากค่าย และต้องใช้ตัวแปลงสำหรับเลนส์ EF
เลิกผลิตแล้ว (Discontinued) ทั้งกล้องและเลนส์
ระบบ EOS R APS-C (RF-S Mount) ⭐
ใหญ่กว่า EOS M เล็กน้อยเพื่อให้จับถือได้มั่นคงขึ้น
รองรับเทคโนโลยีโฟกัสแบบ Deep Learning และวิดีโอระดับสูง
ใช้เลนส์ RF และ RF-S ได้ทันที และใช้เลนส์ Full Frame ได้ด้วย
ระบบหลักในปัจจุบันและอนาคตของ Canon
ระบบ EOS M ยังคงมีข้อดีเรื่องขนาดที่เล็กจนใส่กระเป๋าเสื้อได้ในบางรุ่น แต่ในแง่ของความคุ้มค่าระยะยาว ระบบ EOS R ชนะขาดลอยเพราะเลนส์ที่คุณซื้อในวันนี้จะยังคงใช้งานได้ไปอีกสิบปีแม้คุณจะเปลี่ยนบอดี้ใหม่ก็ตามบทเรียนจากความใจร้อน: ประสบการณ์ใช้ EOS M รุ่นแรกของคุณเอก
คุณเอก ช่างภาพอิสระในกรุงเทพฯ ตัดสินใจซื้อ Canon EOS M รุ่นแรกทันทีที่เปิดตัวในปี 2012 เพราะเบื่อการสะพายกล้อง DSLR หนักๆ ไปถ่ายงานอีเวนต์ เขาคาดหวังว่ามันจะทำงานได้เหมือนกล้องตัวใหญ่ในขนาดที่เล็กลง
อุปสรรคแรกคือระบบโฟกัสที่ช้าเกินไปสำหรับงานที่มีการเคลื่อนไหว เขาเคยเกือบพลาดช็อตสำคัญในงานแต่งงานเพราะกล้องวืดโฟกัสไปมา (Hunting) นานถึง 2 วินาที แถมเลนส์ที่มีตอนนั้นก็น้อยจนต้องยอมพกตัวแปลงที่ทำให้กล้องดูตลกและหนักขึ้น
หลังจากนั้นเขาได้อัปเดตเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชัน 2.0.2 ซึ่งแคนนอนเคลียร์ใจด้วยการปรับปรุงความเร็วโฟกัสขึ้นอย่างมาก (ประมาณ 2.3 เท่า) เขาจึงเรียนรู้ที่จะใช้เทคนิคการโฟกัสแบบจุดเดียวและเลือกจังหวะการยิงที่แม่นยำแทนการรัวชัตเตอร์
สุดท้ายคุณเอกใช้ EOS M ตัวนั้นจนคุ้มค่า และเรียนรู้ว่ากล้อง Mirrorless ยุคแรกมีขีดจำกัด แต่การเข้าใจอุปกรณ์มากกว่าสเปกช่วยให้เขาได้ภาพที่สวยงาม จนกระทั่งขยับไปใช้ตระกูล R ในปี 2024 โดยเก็บ EOS M ไว้เป็นกล้องสำรองที่ยังทำงานได้ดี
ผลลัพธ์ที่ต้องบรรลุ
ตรวจสอบปีผลิตและรุ่นก่อนซื้อหากซื้อรุ่นแรก (2012) ต้องมั่นใจว่าอัปเดตเฟิร์มแวร์แล้ว แต่แนะนำให้เริ่มที่รุ่น M50 (2018) ขึ้นไปเพื่อให้ได้ระบบโฟกัสที่ทันสมัย
ระวังข้อจำกัดเรื่องเมาท์เลนส์เลนส์ EF-M มีเพียง 8 รุ่น และไม่สามารถนำไปใช้กับกล้องระบบอื่นได้ เป็นระบบปิดที่เลิกพัฒนาต่อแล้ว
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ในตลาดมือสองปี 2026 กล้อง EOS M50 ยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าราคาที่สุดสำหรับคนงบจำกัดที่ต้องการฟีเจอร์ VLOG ครบครัน
ส่วนข้อยกเว้น
Canon EOS M รุ่นแรกเปิดตัวปีอะไร?
Canon EOS M รุ่นแรกเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 และเริ่มวางจำหน่ายจริงช่วงตุลาคมปีเดียวกัน เป็นกล้องรุ่นแรกที่ใช้เมาท์ EF-M และเซนเซอร์ APS-C ของแคนนอน
ทำไมแคนนอนถึงเลิกผลิต Canon EOS M?
แคนนอนยุติการผลิตเพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่ระบบ RF Mount ซึ่งรองรับทั้งกล้อง Full Frame และ APS-C ได้ในเมาท์เดียว ทำให้การพัฒนาเลนส์และเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว
เราสามารถใช้เลนส์ EOS M กับกล้องรุ่นใหม่ๆ อย่าง EOS R50 ได้ไหม?
ไม่ได้ครับ เลนส์เมาท์ EF-M ไม่สามารถนำไปใช้กับกล้องเมาท์ RF (เช่น R50, R10) ได้เลย แม้จะใช้ตัวแปลงก็ตาม เนื่องจากระยะห่างท้ายเลนส์ของทั้งสองระบบใกล้เคียงกันเกินไปจนไม่มีพื้นที่สำหรับตัวแปลง
เฟิร์มแวร์ช่วยให้ EOS M รุ่นแรกโฟกัสเร็วขึ้นจริงไหม?
จริงครับ การอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 2.0 ในช่วงกลางปี 2013 ช่วยเพิ่มความเร็วในการโฟกัสแบบ One-shot AF ได้มากถึง 2.3 เท่า ทำให้กล้องใช้งานได้จริงมากขึ้นจากเดิมที่ช้ามาก
เอกสารสำหรับอ้างอิง
- [1] It24hrs - Canon EOS M รุ่นแรกสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 และเริ่มวางจำหน่ายจริงในช่วงเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน
- [2] Hardwarezone - ในปี 2012 ตลาดกล้อง Mirrorless ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อปีในขณะนั้น
- [3] Global - Canon EOS M2 (2013): ปรับปรุงระบบโฟกัสให้เร็วขึ้น 2.3 เท่าจากรุ่นแรก
- [4] It24hrs - Canon ตัดสินใจยุติการผลิตกล้องตระกูล EOS M ทั้งหมดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2023 เพื่อหันไปทุ่มเทให้กับระบบเมาท์ใหม่อย่าง RF-Mount แบบ 100%
- [5] Bigcamera - ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีของตระกูล EOS M มีเลนส์ค่ายที่ผลิตออกมาเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น
- [6] Sanook - ราคาของบอดี้ EOS M50 มือสองปัจจุบันตกลงมาอยู่ในระดับที่คุ้มค่าสุดๆ (ลดลงอย่างมากจากราคาเปิดตัว)
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต