ไฮเซนดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วกี่ปี
ไฮเซนส์ดำเนินธุรกิจในไทยกี่ปี? 10 ปี และยอดขายโต 20% ต่อปี
หลายคนอาจสงสัยว่า ไฮเซนส์ดำเนินธุรกิจในไทยกี่ปี? แบรนด์ทีวีชั้นนำจากจีนได้สร้างชื่อเสียงในบ้านเรามาอย่างยาวนาน พร้อมการเติบโตที่น่าประทับใจ อยากรู้เบื้องหลังความสำเร็จและข้อมูลเชิงลึกว่าทำไมไฮเซนส์ถึงครองใจผู้บริโภคไทย? อ่านต่อเพื่อรับทราบรายละเอียดทั้งหมด!
ไฮเซนดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วกี่ปี และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้อย่างไร
ไฮเซนส์ (Hisense) ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ซึ่งหากนับถึงปัจจุบันในปี พ.ศ. 2569 นี้ เท่ากับว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้ทำตลาดในไทยมาครบ 10 ปีพอดี หลายคนจึงมักค้นหาว่า ไฮเซนส์ดำเนินธุรกิจในไทยกี่ปี และคำตอบก็คือราวหนึ่งทศวรรษเต็ม ตลอดช่วงเวลานี้ ไฮเซนส์ไม่ได้แค่เข้ามาขายของแล้วไป แต่ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากแบรนด์น้องใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสมาร์ททีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
การเติบโตนี้มีพื้นฐานมาจากกลยุทธ์ที่เน้นความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่เทียบเท่าแบรนด์พรีเมียม แต่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในช่วงปีแรกๆ หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อและมีความกังวลเรื่องความทนทาน - ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น - แต่ยอดขายที่เติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์นี้สอบผ่านในใจผู้บริโภคชาวไทยไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนรอยเส้นทาง 10 ปีของไฮเซนส์ในประเทศไทย
หากมองย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ไฮเซนส์เข้าไทยปีไหน ไฮเซนส์เริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักผ่านการเป็นสปอนเซอร์รายการฟุตบอลระดับโลกเป็นหลัก การเข้ามาในช่วงแรกเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นผ่านคุณภาพสินค้าในราคาที่จับต้องได้จริง โดยเน้นช่องทางขายผ่านโมเดิร์นเทรดและออนไลน์เป็นหลัก
บอกตามตรงว่าในช่วง 2-3 ปีแรก การจะหาซื้อทีวีไฮเซนส์สักเครื่องอาจไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนี้ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะนำแบรนด์ใหม่เข้ามาวางขายเคียงข้างเจ้าตลาดเดิม หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ไฮเซนส์เริ่มขายในไทยเมื่อไร จนกระทั่งผู้บริโภคเริ่มรีวิวกันแบบปากต่อปากเกี่ยวกับคุณภาพของจอภาพ ULED และระบบปฏิบัติการ VIDAA ที่ทำงานได้รวดเร็ว ปัจจุบันไฮเซนส์มียอดขายทีวีครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มทีวีจอใหญ่ขนาด 65 นิ้วขึ้นไปที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% ต่อปี
ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการวิเคราะห์ความต้องการของคนไทยที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ในราคาที่ไม่โอเวอร์จนเกินไป ไฮเซนส์ขยายไลน์สินค้าจากแค่ทีวีไปสู่ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้าอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน
ทำไมไฮเซนส์ถึงเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดไทย
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ไฮเซนส์ยืนหยัดในไทยมาได้ถึง 10 ปี คือการรักษาสมดุลระหว่างราคาและประสิทธิภาพ ในปัจจุบันไฮเซนส์ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ทีวีที่มียอดจัดส่งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และในประเทศไทยเองก็มียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% อย่างต่อเนื่อง [4]
ตัวเลขนี้สะท้อนอะไร? มันบอกเราว่าผู้บริโภคไม่ได้มองว่าไฮเซนส์เป็นแค่แบรนด์ราคาถูกอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์ที่ให้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Laser TV หรือเทคโนโลยี Mini-LED ในราคาที่ประหยัดกว่าแบรนด์คู่แข่ง ในสเปกที่ใกล้เคียงกัน ความคุ้มค่าตรงนี้ทำให้หลายคนเริ่มถามว่า ไฮเซนส์ทำตลาดไทยมากี่ปีแล้ว และเหตุใดแบรนด์จึงเติบโตเร็วขนาดนี้
นอกจากเรื่องสินค้าแล้ว การลงทุนในไทยยังเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หลายคนสงสัยเช่นกันว่า ไฮเซนส์มีโรงงานในไทยหรือไม่ คำตอบคือบริษัทได้ตัดสินใจปักหมุดสร้างฐานการผลิตและนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะในจังหวัดชลบุรี โดยใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งช่วยสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 1,200 ตำแหน่ง และช่วยเสริมความมั่นใจเรื่องอะไหล่และการบริการหลังการขายในระยะยาว
ความท้าทายและการปรับตัว: บทเรียนจากความผิดพลาด
พูดกันตรงๆ การทำธุรกิจในไทยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ช่วงแรกไฮเซนส์เคยเจอปัญหาเรื่องการสื่อสารแบรนด์และการจัดการศูนย์บริการที่ไม่ครอบคลุมพอ ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มรู้สึกเคว้งเวลาสินค้ามีปัญหา ผมจำได้ว่าเคยอ่านรีวิวหนึ่งที่ลูกค้าต้องรออะไหล่นานเกือบเดือน - นี่คือบทเรียนราคาแพงที่แบรนด์ต้องรีบแก้ไข
แต่แทนที่จะเมินเฉย ไฮเซนส์กลับเดินหน้าขยายศูนย์บริการอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคในไทย พร้อมนโยบายรับประกันที่ใจถึงกว่าใคร เช่น การรับประกันทีวีสูงสุด 3 ปี และการเปลี่ยนเครื่องใหม่ในกรณีที่เครื่องมีปัญหาจากการผลิตภายในระยะเวลาที่กำหนด การปรับตัวจากความผิดพลาดนี่เองที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างมั่นคง
มันเป็นเรื่องของความจริงใจ. เมื่อแบรนด์ยอมรับจุดอ่อนและแก้ไขให้เห็นจริงๆ ลูกค้าก็พร้อมจะให้โอกาส และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับไฮเซนส์ในตลาดไทย
เทคโนโลยีที่ครองใจคนไทยในรอบทศวรรษ
หากถามว่าสินค้าตัวไหนที่เป็นหน้าเป็นตาให้ไฮเซนส์มากที่สุด คำตอบคือทีวีตระกูล ULED และล่าสุดคือ Mini-LED ที่ให้ความสว่างและคอนทราสต์ที่ใกล้เคียงกับ OLED แต่ในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ เทคโนโลยี Laser TV ที่ฉายภาพได้ใหญ่ถึง 100-120 นิ้ว ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนรักโฮมเธียเตอร์ชาวไทย
ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ ไฮเซนส์เน้นไปที่ระบบ Inverter ที่ประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาว ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่ต้องเผชิญกับค่าไฟแพงและอากาศร้อนจัด การมีฟีเจอร์กรองฝุ่น PM2.5 และระบบทำความสะอาดตัวเองอัตโนมัติกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้แบรนด์สามารถสู้กับเจ้าตลาดเดิมได้อย่างสมศักดิ์ศรี และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ ไฮเซนส์ดำเนินธุรกิจในไทยกี่ปี ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า
เปรียบเทียบไฮเซนส์กับแบรนด์คู่แข่งในตลาดไทย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมไฮเซนส์ถึงแทรกตัวเข้ามาเป็นผู้นำได้ภายใน 10 ปี เรามาลองเปรียบเทียบกับแบรนด์เจ้าตลาดเดิมในแง่มุมต่างๆ กันHisense (ไฮเซนส์) - แบรนด์ดาวรุ่ง
- ความคุ้มค่าสูงสุด ให้สเปกหน้าจอสูงในราคาที่เข้าถึงง่าย
- เน้นการรับประกันยาวนาน 3 ปีในหลายรุ่น และมีศูนย์บริการครอบคลุม
- โดดเด่นเรื่อง Mini-LED และ Laser TV ที่ราคาถูกกว่าคู่แข่ง 20-30%
Global Brands (ญี่ปุ่น/เกาหลี) - เจ้าตลาดเดิม
- ภาพลักษณ์แบรนด์ที่สั่งสมมานานและความเชื่อมั่นในความทนทาน
- มาตรฐาน 1 ปี และอาจต้องซื้อประกันเพิ่มสำหรับระยะยาว
- เน้น OLED และนวัตกรรมล้ำสมัยแต่มีราคาสูงกว่าในสเปกที่เท่ากัน
การตัดสินใจเปลี่ยนแบรนด์ครั้งแรกของคุณวิชัย
คุณวิชัย พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ กำลังมองหาทีวีขนาด 65 นิ้วเครื่องใหม่เพื่อดูฟุตบอลโลก เขาคุ้นเคยกับแบรนด์ญี่ปุ่นมาตลอดชีวิตและลังเลที่จะลองไฮเซนส์เพราะกลัวว่าจะพังง่ายและไม่มีอะไหล่
เขาตัดสินใจซื้อไฮเซนส์รุ่นยอดนิยมเพราะราคาถูกกว่าแบรนด์เดิมถึง 8,000 บาท แต่ช่วงเดือนแรกเขารู้สึกหงุดหงิดกับแอปพลิเคชันบางตัวที่ยังไม่รองรับในระบบปฏิบัติการของเครื่อง และคิดว่าตัวเองตัดสินใจพลาดเสียแล้ว
เขาติดต่อฝ่ายสนับสนุนและได้รับคำแนะนำให้ทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ล่าสุด รวมถึงรู้วิธีติดตั้งแอปผ่านเบราว์เซอร์ เขาพบว่าภาพที่ได้นั้นสวยกว่าทีวีเครื่องเก่าอย่างชัดเจน และการตอบสนองของเครื่องก็รวดเร็วเกินคาด
หลังจากใช้งานมา 2 ปีโดยไม่มีปัญหาใดๆ คุณวิชัยกลายเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์ และเพิ่งแนะนำให้เพื่อนบ้านซื้อตู้เย็นไฮเซนส์ตาม โดยระบุว่าคุณภาพที่ได้นั้นคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปทุกบาททุกสตางค์จริงๆ
คู่มือการอ่านเพิ่มเติม
ไฮเซนส์เป็นแบรนด์ของประเทศอะไร และน่าเชื่อถือไหม?
ไฮเซนส์เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่มีประวัติยาวนานระดับโลกกว่า 50 ปี ในไทยมีการทำตลาดอย่างเป็นทางการมา 10 ปีแล้ว และมียอดจัดส่งทีวีเป็นอันดับ 2 ของโลก จึงมั่นใจได้ในเรื่องมาตรฐานการผลิตและความมั่นคงของแบรนด์
ถ้าสินค้าไฮเซนส์มีปัญหา จะซ่อมที่ไหน?
ไฮเซนส์มีศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย รวมถึงบริการซ่อมถึงบ้าน (On-site Service) สำหรับสินค้าขนาดใหญ่ เช่น ทีวีขนาด 55 นิ้วขึ้นไป ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า โดยสามารถติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์หรือช่องทางออนไลน์ได้สะดวก
ทีวีไฮเซนส์กินไฟไหม?
ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้ประหยัดพลังงาน โดยมีโหมดประหยัดไฟและมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 การใช้เทคโนโลยี Mini-LED และระบบปรับความสว่างอัตโนมัติตามสภาพแสงในห้องยังช่วยลดการใช้พลังงานได้มากกว่าทีวีรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่สำคัญที่สุด
ทำตลาดในไทยมาครบ 10 ปี (2559-2569)ไฮเซนส์พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นแบรนด์ระยะยาว ไม่ใช่แบรนด์ฉาบฉวย โดยมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตในไทยอย่างเป็นรูปธรรม
คุ้มค่ากว่าแบรนด์อื่นประมาณ 20-30%กลยุทธ์ด้านราคาที่แข่งขันได้ในขณะที่ให้สเปกเครื่องระดับท็อป เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แบรนด์เติบโตเฉลี่ยปีละ 25-30%
เน้นบริการหลังการขายและการรับประกันการรับประกันที่ยาวนานสูงสุด 3 ปี และการมีศูนย์บริการทั่วไทย ช่วยลบภาพจำแบรนด์จีนในอดีตและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
การระบุแหล่งที่มา
- [4] Forbesthailand - และในประเทศไทยเองก็มียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% อย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต