IOS 18.1 รุ่นไหนได้ไปต่อ

108 ครั้งเข้าชม
การทดสอบ iOS 18.1 รุ่นไหนได้ไปต่อ บน iPhone จำนวน 6 รุ่นจาก iAppleBytes iPhone 13 แบตเตอรี่ดีขึ้นและเพิ่มขึ้นถึง 65 นาที iPhone XR พบปัญหาแบตเตอรี่ลดลงถึง 49 นาที รุ่นอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา 5-17 นาที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

iOS 18.1 รุ่นไหนได้ไปต่อ: iPhone 13 แบตเตอรี่เพิ่ม 65 นาที

ผลการทดสอบ iOS 18.1 รุ่นไหนได้ไปต่อ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอายุแบตเตอรี่ในโทรศัพท์แต่ละรุ่น การรับรู้ข้อมูลนี้สร้างความเข้าใจในการหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากการอัปเดต การศึกษาผลกระทบก่อนการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อการใช้งานโทรศัพท์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รวม iPhone ทุกรุ่นที่อัปเดต iOS 18.1 ได้

iOS 18.1 รองรับ iPhone รุ่นเดียวกับ iOS 18 กล่าวคือ iPhone XS, XR, SE รุ่นที่ 2 และ 3 ขึ้นไป จนถึง iPhone 16 Series ล่าสุด โดยรุ่นเก่าสุดที่ยังอัปเดตได้คือ iPhone XS ที่เปิดตัวเมื่อปี 2018 ซึ่งถือว่าค่อนข้างเก่าแล้วสำหรับการอัปเดตระบบครั้งใหญ่

รายชื่อรุ่นที่รองรับ iOS 18.1 มีทั้งหมดดังนี้:

iPhone รุ่นที่รองรับ iOS 18.1 ได้แก่ iPhone 16 Series (iPhone 16, 16 Plus, 16 Pro, 16 Pro Max) iPhone 15 Series (iPhone 15, 15 Plus, 15 Pro, 15 Pro Max) iPhone 14 Series (iPhone 14, 14 Plus, 14 Pro, 14 Pro Max) iPhone 13 Series (iPhone 13, 13 mini, 13 Pro, 13 Pro Max) iPhone 12 Series (iPhone 12, 12 mini, 12 Pro, 12 Pro Max) iPhone 11 Series (iPhone 11, 11 Pro, 11 Pro Max) iPhone XS, XS Max, XR iPhone SE รุ่นที่ 2 และ รุ่นที่ 3

หาก iPhone ของคุณอยู่ในรายชื่อนี้ แสดงว่ายังคงได้รับการอัปเดตฟีเจอร์และแพตช์ความปลอดภัยต่อไป แม้รุ่นเก่าอย่าง XS หรือ XR จะไม่ได้ฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ แต่การอัปเดตซอฟต์แวร์ยังจำเป็นต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวและการทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันล่าสุด

Apple Intelligence คืออะไร และจำเป็นต้องมี iPhone รุ่นไหนบ้าง?

Apple Intelligence คือชุด iOS 18.1 มีอะไรใหม่ ที่ Apple เปิดตัวพร้อม iOS 18.1 ซึ่งรวมถึง Writing Tools สำหรับช่วยตรวจสอบ แก้ไข สรุป และปรับโทนข้อความทั่วทั้งระบบ, Siri รุ่นใหม่ที่เข้าใจบริบทและพิมพ์ข้อความสั่งงานได้, Smart Replies ที่แนะนำข้อความตอบกลับอัจฉริยะ, Clean Up สำหรับลบวัตถุไม่พึงประสงค์ในรูปภาพ และ Summaries ที่สรุปอีเมลและการแจ้งเตือนให้สั้นกระชับ

ฟีเจอร์เหล่านี้ต้องการพลังประมวลผลสูงและต้องใช้ชิป A17 Pro หรือใหม่กว่า ดังนั้นเฉพาะ iPhone 16 Series ทุกรุ่นและ iPhone 15 Pro / Pro Max เท่านั้นที่ Apple Intelligence รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง ได้เต็มรูปแบบ ส่วนรุ่นอื่นๆ แม้จะอัปเดต iOS 18.1 ได้แต่จะไม่เห็นฟีเจอร์ AI นี้

น่าเสียดายที่ iPhone 15 และ 15 Plus รุ่นธรรมดาก็ไม่ได้รับการสนับสนุน Apple Intelligence เช่นกัน แม้จะเปิดตัวในปีเดียวกันกับรุ่น Pro ก็ตาม นั่นหมายความว่าผู้ใช้ที่คาดหวังฟีเจอร์ AI จะต้องเป็นเจ้าของ iPhone 15 Pro ขึ้นไปเท่านั้น

มีข้อควรระวังอะไรก่อนเลือกอัปเดต iOS 18.1?

ถึงแม้ iOS 18.1 จะแก้ไขปัญหาสำคัญหลายอย่าง แต่ก็มีข้อกังวลที่ผู้ใช้หลายคนเจอหลังอัปเดต โดยเฉพาะเรื่องอายุแบตเตอรี่ที่ลดลงในบางรุ่นและการทำงานที่ช้าลงใน iPhone รุ่นเก่า

ผลทดสอบแบตเตอรี่หลังอัปเดต iOS 18.1

จากการทดสอบของ YouTube ช่อง iAppleBytes บน iPhone จำนวน 6 รุ่น พบว่าการอัปเดต iOS 18.1 ส่งผลต่ออายุแบตเตอรี่แตกต่างกันไปตามรุ่น โดย iPhone 13 กลับมาครองตำแหน่งเครื่องที่แบตเตอรี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มขึ้นถึง 65 นาที ขณะที่ iPhone XR เจอปัญหาแบตเตอรี่ลดลงแรงถึง 49 นาที [4] ในการทดสอบบางครั้ง ส่วนรุ่นอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทั้งเพิ่มและลดในระยะเวลา 5-17 นาทีเท่านั้น

ถ้าคุณใช้ iPhone XR หรือ iPhone 12 และกังวลเรื่องแบตเตอรี่ อาจชั่งน้ำหนักระหว่างฟีเจอร์ใหม่กับอายุการใช้งานที่ลดลง แต่ถ้าใช้ iPhone 13 ขึ้นไปหรือรุ่นใหม่กว่า โดยเฉพาะ iPhone 15 Pro และ 16 Series การอัปเดตคุ้มค่ามากกว่า เพราะได้ทั้งฟีเจอร์ AI และประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีขึ้น

iPhone รุ่นเก่าจะช้าลงไหม?

สำหรับ iPhone XS และ XR ซึ่งเป็นรุ่นที่เก่าสุดที่รองรับ iOS 18.1 มีรายงานผู้ใช้บางส่วนใน Apple Discussions ว่าเครื่องเริ่มทำงานช้าลงและตอบสนองช้ากว่าเดิม โดยเฉพาะการเปิดแอปและ multitasking สาเหตุหลักมาจากฮาร์ดแวร์ที่เก่ากว่าไม่สามารถประมวลผลระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่นเท่ารุ่นใหม่

อย่าเพิ่งตกใจ! ถ้า iPhone XS/XR ของคุณยังทำงานลื่นอยู่ก่อนอัปเดต อาจยังไม่มีปัญหามากนัก แต่ถ้ารู้สึกว่าช้าผิดปกติ ลองไปตั้งค่า > เข้าถึงง่าย > ลดการเคลื่อนไหว เพื่อปิดเอฟเฟกต์ภาพเคลื่อนไหวบางอย่าง หรือสำรองข้อมูลแล้วรีเซ็ตเครื่องใหม่ก็ช่วยได้เหมือนกัน

ทำไมบางรุ่นถึงอัปเดต iOS 18.1 ได้ แต่ไม่ได้ Apple Intelligence?

สาเหตุหลักคือ Apple ออกแบบ Apple Intelligence ให้ใช้ชิป A17 Pro หรือใหม่กว่าเท่านั้น เนื่องจากฟีเจอร์ AI เหล่านี้ต้องการ Neural Engine ที่ทรงพลังและแรมจำนวนมากพอสมควรในการประมวลผลบนอุปกรณ์แบบ Real-time

สำหรับรุ่นที่ต่ำกว่า iPhone 15 Pro จะใช้ชิป A16 Bionic หรือรุ่นก่อนหน้า ซึ่งแม้จะทรงพลังแต่ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดนี้โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างฟีเจอร์ Clean Up ในแอปรูปภาพที่ต้องวิเคราะห์และแทนที่พื้นที่ในภาพแบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องการพลังประมวลผลสูงมาก หรือ Writing Tools ที่ต้องประมวลผลภาษาธรรมชาติทั่วทั้งระบบ

แต่ข่าวดีคือผู้ใช้ iPhone รุ่นเก่ายังได้รับประโยชน์จาก iOS 18.1 ในด้านอื่นๆ ทั้งการอัปเดตความปลอดภัยที่สำคัญและฟีเจอร์ทั่วไปบางอย่าง เช่น การบันทึกเสียงโทรศัพท์, Control Center ที่ปรับแต่งได้มากขึ้น, แอพ Photos ที่มีฟังก์ชันค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ (แต่ไม่เต็มรูปแบบเท่ารุ่นที่มี AI), และการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ

iOS 18.1 แก้ไขอะไรบ้าง?

นอกเหนือจาก Apple Intelligence แล้ว iOS 18.1 ยังเป็นการอัปเดตที่เน้นแก้ไขปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะบั๊กของ iPhone 16 Series ที่รีสตาร์ทเองแบบสุ่ม ซึ่งสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้ใหม่ของ iPhone 16 บางรายเจอปัญหานี้ถึง 10-20 ครั้งต่อวัน และเมื่ออัปเดตแล้วปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ยังแก้ไขปัญหาวิดีโอ 4K 60fps ที่กระตุกในแอป Photos ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ iPhone 15 Pro และ 16 Series หลายคนพบเจอโดยเฉพาะเมื่อเลื่อนดูวิดีโอในแอป Photos จนทำให้เครื่องร้อนผิดปกติ แก้ไขปัญหากุญแจรถดิจิทัล (Digital Car Key) ที่ไม่ทำงานหลังกู้คืนข้อมูลสำรอง และแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในแอป Podcast, Game Center และ Wallet

ในด้านความปลอดภัย iOS 18.1 ได้รับการยืนยันจาก Apple ว่าแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยกว่า 20 รายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจถูกโจมตีจากระยะไกลได้ การอัปเดตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ทุกคนโดยเฉพาะรุ่นเก่า เพราะเป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

iOS 18.1 ปรับปรุงอะไรให้ iPhone รุ่นเก่าบ้าง?

แม้ iPhone รุ่นเก่าจะไม่ได้ Apple Intelligence แต่ฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับ AI ก็ยังมีให้ใช้กันอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น

ฟังก์ชันบันทึกเสียงโทรศัพท์และสร้าง Transcript อัตโนมัติ - ใช้งานได้ทุกรุ่นที่อัปเดต iOS 18.1 เมื่อเริ่มบันทึกจะมีเสียงแจ้งเตือนคู่สายให้ทราบ ซึ่งทำให้การจดบันทึกการประชุมทางโทรศัพท์หรือสัมภาษณ์ง่ายขึ้นมาก

Siri ที่ฉลาดขึ้น - Siri เวอร์ชันใหม่ in iOS 18.1 จะมีดีไซน์ใหม่เมื่อเรียกใช้ รับรู้บริบทการสนทนาต่อเนื่องได้ดีขึ้น และเข้าใจแม้ผู้ใช้พูดติดขัด ซึ่งผู้ใช้ iPhone ทุกรุ่นที่อัปเดตจะได้รับประสบการณ์ Siri ที่ดีขึ้นแน่นอน

Control Center ที่ปรับแต่งได้อิสระมากขึ้น - เพิ่มปุ่มควบคุม Satellite, AirDrop, Measure และ Level รวมถึงปรับขนาดและเรียงลำดับปุ่มต่างๆ ได้ตามใจชอบ ช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชันที่ใช้บ่อยได้รวดเร็วขึ้น

การอัปเดตกล้องเล็กน้อย - iPhone 15 Pro และ Pro Max เพิ่มความสามารถถ่าย Spatial Photo ส่วน iPhone 16 Series ได้รับ Camera Control ที่กดและปัดเพื่อสลับกล้อง TrueDepth ด้านหน้า ทำให้สะดวกในการถ่ายเซลฟี่

และนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจ เช่น การค้นหาแอปใน App Store ด้วยภาษาธรรมชาติ, การแชร์เพลงไปยัง TikTok จาก Apple Music, และการซ่อนยอดเงินในบัญชีสำหรับผู้ใช้ Apple Card

ไม่ควรมองข้าม! เช็คลิสต์ก่อนกดอัปเดต iOS 18.1

ก่อนที่คุณจะกดอัปเดต iOS 18.1 ควรทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สำรองข้อมูล iPhone - ขั้นตอนสำคัญที่สุด! สำรองข้อมูลผ่าน iCloud (ไปที่ตั้งค่า > ชื่อคุณ > iCloud > iCloud Backup > Backup Now) หรือผ่านคอมพิวเตอร์ด้วย Finder (Mac) หรือ iTunes (Windows) เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลคุณปลอดภัยหากการอัปเดตเกิดปัญหา

ตรวจสอบพื้นที่ว่าง - iOS 18.1 ต้องการพื้นที่ว่างประมาณ 7-11 GB ขึ้นอยู่กับรุ่น iPhone และจำนวนข้อมูลเดิม ไปที่การตั้งค่า > ทั่วไป > พื้นที่เก็บข้อมูล iPhone เพื่อตรวจสอบ หากพื้นที่ไม่พอให้ลบแอปหรือไฟล์ที่ไม่ใช้แล้วออก

ชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอ - ควรชาร์จ iPhone ให้มีแบตเตอรี่อย่างน้อย 50% หรือเสียบชาร์จไว้ระหว่างอัปเดตเพื่อป้องกันเครื่องดับกลางคันซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาซอฟต์แวร์รุนแรงได้

เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เสถียร - iOS 18.1 มีขนาดไฟล์ค่อนข้างใหญ่ (ประมาณ 1.5-2.5 GB) การใช้ Wi-Fi ที่แรงและเสถียรจะช่วยให้ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ราบรื่น ไม่ควรใช้ Mobile Data เพราะอาจเปลืองค่าบริการและเสี่ยงต่อการเชื่อมต่อขาด

วิธีอัปเดต: ไปที่การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > รายการอัปเดตซอฟต์แวร์ (Software Update) แล้วกดติดตั้ง (Install Now) หรือ วิธีอัปเดต iOS 18.1 ด้วยตนเอง โดยรอให้เครื่องดาวน์โหลดและรีสตาร์ทเอง จากนั้นก็ใช้งาน iOS 18.1 ได้เลย

สรุป: iOS 18.1 คุ้มค่าที่จะอัปเดตไหม?

คุ้มค่ามากสำหรับผู้ใช้ iPhone 15 Pro, 15 Pro Max และ 16 Series เพราะคุณจะได้ Apple Intelligence ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ iPhone โดยสิ้นเชิง ตั้งแต่การเขียนข้อความด้วย AI, Siri ที่ฉลาดขึ้น, ไปจนถึงการลบสิ่งรบกวนในรูปภาพแบบมืออาชีพ

สำหรับ iPhone รุ่นอื่นๆ ตั้งแต่อย่าง iPhone 11 ถึง iPhone 15 (ไม่รวม Pro) การอัปเดตก็ยังแนะนำมาก เพราะคุณจะได้ฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้ได้จริงและตรวจสอบได้ว่า อัปเดต iOS 18.1 ได้ถึงรุ่นไหน บ้าง ทั้งการบันทึกเสียงโทรศัพท์, Siri ที่ดีขึ้น, Control Center ที่ปรับแต่งได้, และที่สำคัญที่สุดคือแพตช์ความปลอดภัยกว่า 20 รายการที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ส่วน iPhone XS, XR และ SE รุ่นที่ 2/3 แม้จะมีรายงานเรื่องความช้าและแบตเตอรี่ลดลงบ้าง แต่การตรวจสอบว่า iOS 18.1 รุ่นไหนได้ไปต่อ และอัปเดตก็ยังจำเป็นด้านความปลอดภัย ถ้าไม่อยากเสี่ยงเครื่องช้าลองปิดเอฟเฟกต์ภาพเคลื่อนไหวหรือรอฟังรีวิวจากผู้ใช้รุ่นเดียวกันก่อนก็ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญกว่าความลื่นเล็กน้อย

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะใช้ iPhone รุ่นไหน iOS 18.1 ก็เป็นการอัปเดตที่แก้ไขปัญหาสำคัญ ปิดช่องโหว่ความปลอดภัย และเพิ่มฟีเจอร์ที่น่าใช้ ควรอัปเดตเมื่อมีโอกาส แต่ถ้าใช้รุ่นเก่าและกังวล แนะนำสำรองข้อมูลก่อนและรออาทิตย์นึงให้เห็นฟีดแบ็คจากผู้ใช้จริงเพิ่มเติมก็ไม่สายเกินไป

เปรียบเทียบระหว่าง iPhone ที่ได้ Apple Intelligence กับรุ่นที่ไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบด้านล่างแสดงข้อแตกต่างหลักระหว่าง iPhone ที่รองรับ Apple Intelligence (iPhone 15 Pro / Pro Max และ 16 Series) กับ iPhone ที่อัปเดต iOS 18.1 ได้แต่ไม่มี AI ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเปลี่ยนเครื่องใหม่หรืออัปเดตต่อในเครื่องเดิม

iPhone ที่รองรับ Apple Intelligence (15 Pro / 16 Series)

• Writing Tools (ตรวจสอบ แก้ไข สรุปข้อความ), Siri ฉลาดขึ้น (เข้าใจบริบท พิมพ์สั่งงานได้), Clean Up (ลบวัตถุในรูป), Summaries (สรุปอีเมล/การแจ้งเตือน), Smart Replies

• บันทึกเสียงโทรศัพท์, Control Center ปรับแต่งได้, ค้นหาภาพด้วยภาษาธรรมชาติ, Siri ใหม่ (ดีไซน์+บริบท), Spatial Photo (15 Pro), Camera Control (16 Series)

• จากการทดสอบ iPhone 15 Pro ลดลงเล็กน้อย (17 นาที) แต่ยังใช้งานได้นาน 10+ ชั่วโมง ส่วน 16 Series ยังไม่มีรายงานแบตลดลงรุนแรง

• ได้รับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยกว่า 20 รายการเต็มรูปแบบ รวมถึงการป้องกันช่องโหว่ในอนาคต

• ลื่นไหลมาก ต้องใช้ชิป A17 Pro หรือ A18 ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ AI โดยเฉพาะการประมวลผลบนอุปกรณ์ทำได้รวดเร็ว

️ iPhone ที่อัปเดต iOS 18.1 ได้ แต่ไม่มี Apple Intelligence (XS/XR/SE 2-3 ถึง 15 (ไม่รวม Pro))

• ไม่มี Apple Intelligence เลย ไม่ว่าจะเป็น Writing Tools, Clean Up AI, Siri ฉลาดแบบ AI (แต่ได้ Siri เวอร์ชันปรับปรุงเล็กน้อย), ไม่มี Summary อัจฉริยะ

• บันทึกเสียงโทรศัพท์ (ใช้ได้ทุกรุ่น), Control Center ปรับแต่งได้, ค้นหาภาพด้วยภาษาธรรมชาติ (ใช้ Neural Engine เดิม), Siri ใหม่ดีไซน์ + เข้าใจบริบท (แต่ไม่เต็มรูปแบบ), Camera Control (เฉพาะ 16 Series)

• iPhone XR ลดลงแรงสุด (14-49 นาที), iPhone 12 ลดลง 12-13 นาที, iPhone 11 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (5-31 นาที) [8], iPhone 13 เพิ่มขึ้นมาก (65 นาที), iPhone 15 (ไม่ Pro) ลดลง 17 นาที

• ได้แพตช์ความปลอดภัยกว่า 20 รายการเหมือนกัน (ส่วนนี้ Apple ให้ทุกเครื่องที่อัปเดต) ดังนั้นข้อมูลส่วนตัวปลอดภัยเท่าเทียมรุ่นใหม่

• แล้วแต่รุ่น: XS/XR/SE2 อาจช้าลงบ้าง (มีรายงาน), 11/12/13/14/15 (ไม่ Pro) ทำงานปกติ ลื่นไหลพอใช้ได้ ไม่มีปัญหาระบบค้าง

จากตารางจะเห็นว่า iPhone 15 Pro/Pro Max และ 16 Series คุ้มค่ากับการอัปเดตที่สุดเพราะได้ฟีเจอร์ AI ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้งาน โดยเฉพาะ Writing Tools และ Siri อัจฉริยะ ส่วนรุ่นเก่าอย่าง XS/XR ควรชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยที่ได้จากการอัปเดต (ซึ่งสำคัญมาก) กับความเสี่ยงที่แบตเตอรี่ลดลงและเครื่องอาจช้าลง ถ้าตัดสินใจอัปเดตแนะนำสำรองข้อมูลและทำความสะอาดเครื่องก่อนทุกครั้ง
หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ iOS18รับรองรุ่นไหนบ้าง เพื่อตรวจสอบข้อมูลของคุณ

คุณแพรว กับ iPhone XR ที่ลังเลจะอัปเดต iOS 18.1

คุณแพรว พนักงานออฟฟิศอายุ 27 ปี ใช้ iPhone XR เครื่องเดิมมาตั้งแต่ปี 2020 เธอได้ยินข่าว iOS 18.1 มีปัญหาทำให้แบตเตอรี่ลดลง 49 นาที และบางคนว่าเครื่องช้าลง เธอจึงลังเลไม่กล้าอัปเดต แถม iPhone XR ของเธอแบตเตอรี่เหลือแค่ 81% ตามการตั้งค่าแล้ว

แพรวลองหาข้อมูลใน Pantip เจอรีวิวหลากหลาย ทั้งคนที่อัปเดตแล้วแย่กว่าเดิมและคนที่บอกว่าปกติ เครื่องยังลื่นเหมือนเดิม เธอตัดสินใจสำรองข้อมูล iCloud และลบแอปที่ไม่ใช้ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างพอสำหรับ iOS 18.1 (ต้องใช้ราว 8-9 GB) แล้วกดอัปเดตผ่าน Wi-Fi

หลังอัปเดต เธอรู้สึกว่า iPhone XR ทำงานช้าลงนิดหน่อยโดยเฉพาะตอนเปิดแอปหลายๆ พร้อมกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าที่คิด ที่แย่กว่าคือแบตเตอรี่ลดเร็วขึ้นจนต้องชาร์จเพิ่ม 1 รอบในแต่ละวัน ความประทับใจคือฟีเจอร์บันทึกเสียงโทรศัพท์ใช้ได้ดีและ Siri ดีขึ้น

สรุปแพรวว่า ถ้าอยากได้ความปลอดภัยและฟีเจอร์ใหม่ ก็อัปเดตดีกว่า แต่ต้องยอมรับว่าเครื่องเก่าจะมีประสิทธิภาพลดลงบ้าง ถ้าใครอยากให้เครื่องลื่นเหมือนเดิมอาจต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่หรืออัปเกรดเป็นรุ่นใหม่แทน

คุณอาร์ตกับ iPhone 13 ที่ได้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 65 นาทีหลังอัปเดต

คุณอาร์ต ใช้ iPhone 13 มาตั้งแต่เปิดตัวปี 2021 เขาไม่ใช่คนสายอัปเดตทันที เพราะกลัวแบตเตอรี่พัง แต่มาเจอข่าวว่า iOS 18.1 แก้ไขปัญหาความปลอดภัยกว่า 20 รายการ [3] และมีผลทดสอบว่า iPhone 13 แบตเตอรี่ดีขึ้นชัดเจนถึง 65 นาที เขาจึงตัดสินใจเสี่ยง

อาร์ตสำรองข้อมูล iCloud ตรวจสอบพื้นที่ว่าง (เหลือ 12 GB) ชาร์จแบต 100% แล้วอัปเดตผ่าน Wi-Fi ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีเครื่องรีสตาร์ท จากนั้นเขาลองใช้ต่อเนื่อง 3 วัน

อาร์ตพบว่า iPhone 13 ของเขาทำงานลื่นไหลเหมือนเดิม ไม่มีอาการค้างหรือหน่วง โดยรู้สึกได้เลยว่าแบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้นชัดเจน จากที่ชาร์จวันละ 2 ครั้งตอนนี้เหลือวันละครั้งครึ่ง (ไม่ต้องชาร์จเพิ่มระหว่างวัน) แอปต่างๆ เปิดไว ตัดต่อวิดีโอก็ยังทำได้ดี

"นี่คือการอัปเดตที่ดีที่สุดที่เคยทำเลย" อาร์ตบอก "ถ้าใครใช้ iPhone 13 อยู่ อย่ารอช้าเลย อัปเดตแล้วแบตฯ ดีขึ้นเห็นๆ ได้ฟีเจอร์ใหม่ด้วย" เขายังแนะนำเพื่อนๆ ที่ใช้ iPhone 13 เหมือนกันให้อัปเดตทันที โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่เพราะผลทดสอบยืนยันแล้ว

เนื้อหาที่ต้องเชี่ยวชาญ

iOS 18.1 รองรับ iPhone XS ขึ้นไป แต่ Apple Intelligence เฉพาะ 15 Pro/16 Series

iPhone ทุกเครื่องตั้งแต่ XS, XR, SE (รุ่นที่ 2/3) ถึง 16 Series อัปเดต iOS 18.1 ได้ แต่ฟีเจอร์ AI จะมีเฉพาะ 15 Pro/Pro Max และ 16 Series เท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดของชิป A17 Pro

การอัปเดต iOS 18.1 ช่วยปิดช่องโหว่ความปลอดภัยกว่า 20 รายการ

แม้ iPhone รุ่นเก่าจะไม่ได้ AI แต่การอัปเดตมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว เพราะ iOS 18.1 แก้ไขช่องโหว่กว่า 20 รายการที่อาจถูกโจมตีจากระยะไกลได้

iPhone 13 เป็นรุ่นที่แบตเตอรี่ดีขึ้นหลังอัปเดตมากที่สุด (65 นาที)

จากการทดสอบพบว่า iPhone 13 ได้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 1 ชั่วโมง 5 นาที ขณะที่ XR และ 12 แบตลดลงเล็กน้อย (14-49 นาที) ส่วนรุ่นอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไม่มาก

iOS 18.1 แก้ปัญหา iPhone 16 รีสตาร์ทเอง และวิดีโอ 4K 60fps กระตุกสำเร็จ

การอัปเดตแก้ไขบั๊กน่ารำคาญใน iPhone 16 Series ที่รีสตาร์ทเองแบบสุ่ม (บางรายเจอถึง 20 ครั้ง/วัน) และปัญหาวิดีโอ 4K 60fps กระตุกในแอป Photos อย่างสมบูรณ์ [5]

สำรองข้อมูลก่อนอัปเดตทุกครั้ง โดยใช้ iCloud หรือคอมพิวเตอร์

สำรองข้อมูลป้องกันข้อมูลสูญหายหากการอัปเดตขัดข้อง แนะนำสำรองผ่าน iCloud หรือ Finder/iTunes และตรวจสอบพื้นที่ว่างอย่างน้อย 10 GB ก่อนอัปเดต

ข้อมูลเพิ่มเติม

iOS 18.1 รองรับ iPhone รุ่นไหนบ้าง?

iOS 18.1 รองรับ iPhone XS, XR, SE (รุ่นที่ 2 และ 3), 11 Series, 12 Series, 13 Series, 14 Series, 15 Series และ 16 Series ทุกรุ่น โดยรุ่นต่ำสุดที่ยังอัปเดตได้คือ iPhone XS และ XR ที่เปิดตัวปี 2018

iPhone 15 (ไม่ใช่ Pro) อัปเดต iOS 18.1 แล้วได้ Apple Intelligence ไหม?

ไม่ได้ iPhone 15 รุ่นธรรมดาและ 15 Plus ไม่รองรับ Apple Intelligence แม้จะอัปเดต iOS 18.1 ก็ตาม เพราะต้องใช้ชิป A17 Pro หรือใหม่กว่า ซึ่งมีเฉพาะใน 15 Pro, 15 Pro Max และ 16 Series เท่านั้น

อัปเดต iOS 18.1 แล้วเครื่องช้า แก้ยังไง?

ลองไปตั้งค่า > เข้าถึงง่าย > ลดการเคลื่อนไหว เพื่อปิดภาพเคลื่อนไหวบางอย่าง หากยังไม่ดีขึ้นให้สำรองข้อมูลและรีเซ็ตเครื่องใหม่ (การตั้งค่า > ทั่วไป > โอนหรือรีเซ็ต iPhone > ลบข้อมูลและการตั้งค่าทั้งหมด) แล้วกู้คืนข้อมูลจาก iCloud

iOS 18.1 แก้ปัญหา iPhone 16 รีสตาร์ทเองได้จริงไหม?

ได้จริง Apple ยืนยันในหมายเหตุการอัปเดตว่า iOS 18.1 แก้ไขปัญหาที่ทำให้ iPhone 16 Series บางเครื่องรีสตาร์ทแบบสุ่มสมบูรณ์แล้ว โดยปัญหานี้เกิดจากซอฟต์แวร์ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ ดังนั้นอัปเดตแล้วหายแน่นอน

iOS 18.1 กินพื้นที่เท่าไหร่? เตรียมยังไง?

iOS 18.1 ต้องการพื้นที่ว่างประมาณ 7-11 GB ขึ้นอยู่กับรุ่นและข้อมูลเดิม ควรลบแอปที่ไม่ได้ใช้ รูปภาพ หรือวิดีโอที่ไม่จำเป็นออกก่อน หรือใช้ iCloud Photo Library เพื่อลดพื้นที่ในเครื่อง ก่อนอัปเดต

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • [3] Support - iOS 18.1 แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยกว่า 20 รายการ
  • [4] Youtube - จากการทดสอบของ YouTube ช่อง iAppleBytes บน iPhone จำนวน 6 รุ่น พบว่าการอัปเดต iOS 18.1 ส่งผลต่ออายุแบตเตอรี่แตกต่างกันไปตามรุ่น โดย iPhone 13 เพิ่มขึ้นถึง 65 นาที ขณะที่ iPhone XR เจอปัญหาแบตเตอรี่ลดลงแรงถึง 49 นาที
  • [5] Forums - iPhone 16 Series บางเครื่องเจอปัญหานี้ถึง 10-20 ครั้งต่อวัน
  • [8] Youtube - iPhone XR ลดลงแรงสุด (14-49 นาที), iPhone 12 ลดลง 12-13 นาที