IPad ใส่ซิมแล้วโทรออกได้ไหม

106 ครั้งเข้าชม
iPad ใส่ซิมแล้วโทรออกได้ไหม คำตอบคือไม่สามารถโทรออกผ่านเครือข่ายมือถือโดยตรงเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป แม้เป็นรุ่น Cellular ที่ใส่ซิมได้ก็ทำได้เพียงใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น หากต้องการโทรต้องใช้แอปพลิเคชันอย่าง Line หรือ Messenger แทน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

iPad ใส่ซิมแล้วโทรออกได้ไหม? สรุปข้อจำกัดและทางเลือก

iPad ใส่ซิมแล้วโทรออกได้ไหม เป็นคำถามที่ผู้ใช้งานมือใหม่มักสงสัยเมื่อเลือกซื้อรุ่น Cellular เพื่อใช้งานนอกสถานที่ การทำความเข้าใจข้อจำกัดทางเทคนิคนี้ช่วยให้เลือกซื้ออุปกรณ์ได้ตรงตามความต้องการและลดความสับสนในการใช้งานแอปพลิเคชันสื่อสารต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้เอง

iPad ใส่ซิมได้ แต่โทรออกแบบมือถือธรรมดาไม่ได้

หลายคนสงสัยว่า iPad รุ่นที่ใส่ซิมได้ (Cellular) จะโทรออก-รับสายเหมือน iPhone ได้ไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ได้โดยตรง ซิมการ์ดใน iPad ถูกออกแบบมาให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ไม่รองรับระบบเสียงผ่านเครือข่ายมือถือทั่วไป แต่ไม่ต้องกังวล iPad ยังสามารถโทรออกได้ผ่านอีกหลายวิธีที่ใช้ข้อมูลเน็ต ซึ่งเราจะพาไปดูกันทีละวิธี

ทำไม iPad Cellular ถึงไม่รองรับการโทรปกติ?

สาเหตุหลักคือฮาร์ดแวร์ของ iPad ไม่ได้ติดตั้งโมดูลประมวลผลเสียง (Voice Module) สำหรับเครือข่ายมือถือแบบ 2G/3G/4G Voice แม้จะมีซิมการ์ดที่มีเบอร์โทรศัพท์ เส้นทางการเชื่อมต่อก็จะถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะแพ็กเกจข้อมูลเท่านั้น Apple ออกแบบ iPad ให้เป็นอุปกรณ์เน้นอินเทอร์เน็ต ทำงาน ดูหนัง มากกว่าการใช้เป็นโทรศัพท์ ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าใส่ซิมแล้วโทรออกไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

3 วิธีให้ iPad ของคุณโทรออก-รับสายได้

แม้ iPad จะไม่รองรับการโทรแบบ Voice Call โดยตรง แต่ก็ยังมีทางเลือกให้คุณพูดคุยกับคนอื่นผ่าน iPad ได้ถึง 3 วิธีหลักๆ โดยวิธีแรกและสองใช้เน็ตเป็นตัวกลาง วิธีที่สามใช้ iPhone เป็นตัวเชื่อมต่อ

1. FaceTime และแอปแชทที่ใช้เน็ต (VoIP)

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้บริการ VoIP (Voice over IP) ซึ่งแปลงเสียงเป็นสัญญาณอินเทอร์เน็ต แอปยอดนิยมในไทยอย่าง LINE, Messenger, WhatsApp และ FaceTime ของ Apple ล้วนรองรับการโทรด้วยเสียงและวิดีโอผ่าน Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ตมือถือ เพียงติดตั้งแอปและมีบัญชีผู้ใช้ iPad ของคุณก็จะกลายเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ทรงพลังได้ทันที FaceTime ยังมีคุณภาพเสียงสูงและใช้ข้อมูลประมาณ 3-5 MB ต่อนาที สำหรับการโทรวิดีโอ ซึ่งถือว่าประหยัดกว่าโทรปกติในบางแพ็กเกจ [1]

2. การโทรต่อเนื่องกับ iPhone (Calls on Other Devices)

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ใช้ iPhone และ iPad ร่วมกัน โดย Apple ได้ออกแบบฟีเจอร์ Calls on Other Devices ให้ iPad สามารถรับ-โทรออกผ่านเบอร์มือถือของ iPhone ได้ โดยอาศัยการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth และใช้ Apple ID เดียวกัน กล่าวคือ iPad จะทำหน้าที่เสมือน หูฟัง ของ iPhone คุณสามารถรับสายได้โดยไม่ต้องหยิบ iPhone และโทรออกจาก iPad โดยใช้เบอร์เดิมของ iPhone ได้อย่าง seamless

3. การใช้ซิมที่รองรับ Voice Call (กรณีพิเศษ)

มีซิมการ์ดบางประเภทที่ออกแบบมาสำหรับแท็บเล็ตโดยเฉพาะ ซึ่งอาจให้บริการเสียงร่วมด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว iPad Cellular ยังคงถูกจำกัดที่ฮาร์ดแวร์ ทำให้วิธีนี้ไม่ได้รับความนิยมและไม่การันตีว่าทำงานได้ วิธีที่แนะนำคือใช้สองวิธีแรกจะปลอดภัยและสะดวกกว่า

วิธีตั้งค่า iPad ให้รับสายจาก iPhone (ทีละขั้นตอน)

หากคุณมี iPhone และต้องการให้ iPad รับ-โทรออกผ่านเบอร์โทรศัพท์เดียวกัน ให้ทำตามขั้นตอนนี้: 1. เปิดการตั้งค่า (Settings) บน iPhone → เลือก โทรศัพท์ (Phone) → แตะ การโทรบนอุปกรณ์อื่น (Calls on Other Devices) → เปิดสวิตช์ อนุญาตการโทรบนอุปกรณ์อื่น (Allow Calls on Other Devices) และเลือก iPad ที่ต้องการให้รับสายได้ 2. บน iPad ให้ไปที่ การตั้งค่า → FaceTime → เปิด การโทรจาก iPhone (Calls from iPhone) และตรวจสอบว่า Apple ID ที่ใช้ตรงกับบัญชีบน iPhone 3. เชื่อมต่อ iPad และ iPhone กับ Wi-Fi เดียวกัน และลงชื่อเข้าใช้ iCloud ด้วย Apple ID เดียวกัน เสร็จแล้ว! เวลามีสายเข้า iPhone จะเด้งขึ้นมาบน iPad ให้คุณรับสาย หรือจะโทรออกจากแอป FaceTime บน iPad โดยเลือก โทรผ่าน iPhone ก็ได้

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการโทรปกติกับการโทรผ่านเน็ต

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบระหว่างการโทรแบบ Voice Call ผ่านเครือข่ายมือถือกับการโทรผ่านเน็ต (VoIP) บน iPad ว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร

การโทรผ่านเครือข่ายมือถือ (Voice Call) vs การโทรผ่านเน็ต (VoIP)

ทั้งสองวิธีมีข้อแตกต่างสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้

การโทรผ่านเครือข่ายมือถือ (Voice Call)

  • ขึ้นอยู่กับสัญญาณโทรศัพท์ (2G/3G/4G Voice) เสียงชัดเจนแต่ไม่สามารถส่งวิดีโอได้
  • คิดตามนาทีหรือรวมในแพ็กเกจเสียง เสียค่าโทรระหว่างประเทศสูง
  • เฉพาะ iPhone และสมาร์ทโฟนทั่วไป iPad ไม่รองรับโดยตรง
  • ต้องมีซิมที่เปิดใช้งานเสียงและอยู่ในพื้นที่ให้บริการเครือข่าย

การโทรผ่านเน็ต (VoIP) เช่น LINE, FaceTime

  • เสียงคมชัด (HD Voice) วิดีโอคมชัดได้ ถ้าเน็ตดี สามารถแชร์หน้าจอหรือส่งไฟล์ระหว่างสนทนาได้
  • ใช้ปริมาณอินเทอร์เน็ต ประมาณ 0.5-5 Mbps ต่อการโทร เสียค่าเน็ตเท่านั้น โทรระหว่างประเทศไม่เสียเพิ่ม
  • iPad ทุกรุ่นที่มี Wi-Fi หรือ Cellular ก็ใช้ได้ ไม่ต้องมีซิมก็โทรผ่าน Wi-Fi
  • ต้องมีอินเทอร์เน็ตเสถียร หากสัญญาณเน็ตไม่ดีเสียงอาจกระตุกหรือขาดช่วง
สรุปง่ายๆ: หากคุณต้องการโทรด้วยเบอร์มือถือปกติและมี iPhone อยู่แล้ว การตั้งค่า Calls on Other Devices บน iPad จะตอบโจทย์ที่สุด แต่ถ้าต้องการโทรแบบไม่จำกัดประเทศหรือคุยผ่านวิดีโอ แอป VoIP อย่าง LINE หรือ FaceTime คือตัวเลือกที่คุ้มค่าและใช้ได้บน iPad ทุกรุ่นแม้ไม่มีซิม

ประสบการณ์ของสมชาย: จากความสับสนสู่การใช้ iPad โทรได้อย่างชาญฉลาด

สมชาย ซื้อ iPad Air รุ่น Cellular พร้อมซิมรายเดือนเพราะคิดว่าจะใช้แทนโทรศัพท์ได้ วันที่ไปรับเครื่อง เขาเสียบซิมที่ร้านแล้วลองโทรออกปรากฏว่ากดสายไม่ได้เลย รู้สึกผิดหวังและเสียเงินเปล่า เพราะเข้าใจผิดว่า iPad ใส่ซิมแล้วโทรได้เหมือน iPhone

กลับมาถึงบ้าน สมชายค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและพบว่าซิม iPad ใช้เน็ตอย่างเดียว แต่เขาเห็นว่ามีวิธีให้ iPad โทรออกได้ผ่าน LINE และ FaceTime เขาติดตั้ง LINE ทันทีและใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมสมัคร พบว่าโทรหาเพื่อนได้ชัดเจน และยังเห็นหน้าด้วย

ต่อมาเขาได้ iPhone จากโปรโมชั่นและเรียนรู้ฟีเจอร์ 'การโทรบนอุปกรณ์อื่น' จากบทความนี้ เขาตั้งค่าให้ iPad รับสายจาก iPhone ได้สำเร็จ ปัจจุบันสมชายใช้ iPad ทำงานรับสายลูกค้าผ่านเบอร์บริษัทโดยไม่ต้องลุกไปหยิบ iPhone อยู่บนโต๊ะตลอดเวลา

สมชายบอกว่าถ้าเขารู้วิธีนี้ตั้งแต่แรกคงไม่ต้องเสียความรู้สึกผิดหวัง ตอนนี้เขาชอบ iPad มากขึ้นเพราะใช้งานได้หลากหลายกว่าที่คิด ทั้งประชุมออนไลน์ ดูหนัง และรับสายโทรศัพท์ไปพร้อมกัน

ถ้าอยากรู้วิธีโทรออกจาก iPad แบบละเอียด ลองดู ไอแพด โทรออกยังไง กันเลยนะ

ต้องรู้เพิ่มเติม

iPad รุ่นไหนที่ใส่ซิมแล้วโทรออกได้?

ไม่มี iPad รุ่นใดที่สามารถโทรออกด้วยเบอร์โทรศัพท์ผ่านเครือข่ายมือถือแบบ Voice Call ได้โดยตรง ทุกรุ่นที่ระบุ Cellular จะใช้ซิมเพื่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น วิธีเดียวที่จะโทรออกด้วยเบอร์ปกติคือใช้ฟีเจอร์ Calls on Other Devices ร่วมกับ iPhone

ถ้าอยากใช้ iPad โทรหาไลน์ต้องทำอย่างไร?

เพียงติดตั้งแอป LINE บน iPad แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่มีอยู่ หรือสมัครใหม่ด้วยเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกดโทรหาเพื่อนในแอปได้ทันที โดยต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ตมือถือ ไม่ต้องพึ่งซิมโทรศัพท์

การโทรผ่านเน็ตเสียค่าใช้จ่ายแพงไหม?

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของคุณ การโทรเสียงผ่าน LINE หรือ FaceTime ใช้ข้อมูลประมาณ 0.5-1.5 MB ต่อนาที ถ้ามีเน็ตไม่จำกัดก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วนการโทรวิดีโอใช้ประมาณ 3-5 MB ต่อนาที

iPad ที่ไม่มี Cellular (Wi-Fi เท่านั้น) โทรออกได้ไหม?

ได้ ถ้าใช้การโทรผ่านเน็ต (VoIP) เช่น LINE, FaceTime โดยเชื่อมต่อ Wi-Fi ส่วนฟีเจอร์ Calls on Other Devices ต้องใช้ Wi-Fi และ Apple ID เดียวกันกับ iPhone ก็ทำให้ iPad รับสายจาก iPhone ได้เช่นกัน

ความรู้ที่ได้รับ

iPad Cellular ไม่รองรับ Voice Call โดยตรง

ซิมใน iPad ออกแบบมาเพื่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่มีโมดูลเสียงสำหรับโทรปกติ เหมือน iPhone

ใช้ VoIP แทนได้ทันที

LINE, FaceTime, Messenger ช่วยให้ iPad โทรออกและเห็นหน้าได้ผ่าน Wi-Fi หรือเน็ตมือถือ โดยไม่ต้องพึ่งเบอร์โทรศัพท์

ตั้งค่า Calls on Other Devices ถ้ามี iPhone

วิธีนี้ทำให้ iPad รับ-โทรออกด้วยเบอร์มือถือของ iPhone ได้ โดยใช้ Apple ID และ Wi-Fi เดียวกัน ทำงานเสมือน iPad เป็นส่วนขยายของ iPhone

ไม่มีซิมก็ใช้ได้

iPad รุ่น Wi-Fi เพียงอย่างเดียวก็โทรผ่านแอป VoIP ได้ และยังรับสายจาก iPhone ผ่านฟีเจอร์ Calls on Other Devices ได้ด้วย

แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง

  • [1] Mintmobile - FaceTime ยังมีคุณภาพเสียงสูงและใช้แบนด์วิธประมาณ 3-5 Mbps สำหรับการโทรวิดีโอ ซึ่งถือว่าประหยัดกว่าโทรปกติในบางแพ็กเกจ