iPhone ตัดเสียงรบกวนยังไง
iPhone ตัดเสียงรบกวนยังไง เปิดโหมดแยกเสียงทันที
iPhone ตัดเสียงรบกวนยังไง เป็นคำถามที่คนคุยงานหรือโทรในที่เสียงดังเจอบ่อย ฟีเจอร์แยกเสียงช่วยโฟกัสเสียงพูด ลดเสียงรบกวนรอบข้าง ทำให้ปลายสายได้ยินชัดขึ้น เข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้องช่วยใช้งานได้จริงทุกสถานการณ์ และลดปัญหาเสียงแทรกระหว่างสนทนา
iPhone ตัดเสียงรบกวนยังไง? รู้จักกับ Voice Isolation หรือโหมดแยกเสียง
คำตอบสั้นๆ คือ iPhone ตัดเสียงรบกวนด้วยฟีเจอร์ที่ชื่อ Voice Isolation หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า โหมดแยกเสียง นี่คือเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สุดล้ำที่ iPhone วิเคราะห์เสียงที่ไมโครโฟนจับมาได้ในเวลาจริง แล้วแยกเอาส่วนที่เป็นเสียงพูดของคุณออกจาก เสียงรบกวนรอบข้างอย่างเช่นเสียงลม ป้ายรถเมล์ หรือคนคุยกันในร้านกาแฟ ผลลัพธ์คือคู่สนทนาของคุณจะได้ยินเสียงคุณชัดเจนขึ้นราวกับคุณยืนคุยกับเขาในห้องเงียบๆ
ก่อน iOS 16.4 ฟีเจอร์นี้ใช้ได้แค่ในแอป FaceTime หรือแอปของนักพัฒนาบางรายเท่านั้น [1] ซึ่งเป็นปัญหากับคนที่ชอบโทรปกติ ตอนนี้ดีขึ้นมาก เพราะคุณ เปิดโหมดนี้ระหว่างการคุยโทรศัพท์ได้เลย ไม่ว่าจะโทรผ่านแอปโทรศัพท์ปกติ แอป Line, Facebook Messenger หรือ Zoom ก็ตาม
วิธีเปิดโหมดตัดเสียงรบกวน (Voice Isolation) ขณะคุยโทรศัพท์
ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ เสียงรบกวนเยอะและต้องการให้คู่สนทนาได้ยินคุณชัด นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ระหว่างที่คุยโทรศัพท์อยู่เลย ไม่ต้องออกจากการโทร:
1. ระหว่างการโทรออกหรือรับสาย (ในแอปโทรศัพท์หรือแอปอื่นๆ) ให้แตะที่แถบเมนูด้านบนของหน้าจอเพื่อเรียก ศูนย์ควบคุม (Control Center) ขึ้นมา 2. มองหาปุ่มที่เป็นรูป ไมโครโฟน ที่มุมขวาบน 3. แตะที่ปุ่มไมโครโฟนนั้น คุณจะเห็นเมนู โหมดไมโครโฟน โผล่มา 4. เลือก Voice Isolation (แยกเสียง) จากตัวเลือกที่มี เพียงเท่านี้ เสียงรบกวนรอบตัวคุณก็จะถูกกรองออกไปทันที ลองถามคู่สนทนาดูว่าได้ยินชัดขึ้นไหม ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างแบบทันที
ทำไมบางทีฉันถึงหาปุ่ม Mic Mode ไม่เจอในแอป?
นี่คือปัญหาหลักที่หลายคนเจอและรู้สึกหงุดหงิด นึกว่าจะใช้ได้ทุกที่ แต่ดันหาไม่เจอสักที สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะแอปนั้นๆ ยังไม่ได้อัปเดตให้รองรับ การเรียกใช้ฟังก์ชันไมโครโฟนระดับระบบของ iOS โดยตรง
จากประสบการณ์ส่วนตัว เวลาคุยงานผ่านแอปประชุมบางตัวบน iPhone รุ่นเก่าๆ ฉันก็เคยหาปุ่มนี้ไม่เจอเหมือนกัน รู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ในที่เสียงดังโดยไม่มีอาวุธ ตอนหลังจึงค้นพบว่าให้ลอง สลับไปใช้ลำโพง iPhone (Speaker) ก่อนสักครู่ แล้วปุ่มไมโครโฟนใน Control Center มักจะโผล่มาทันที พอ เปิดโหมดแยกเสียงแล้วค่อยสลับกลับมาใช้หูฟังหรือถือแนบหูใหม่ ฟังดูยุ่งยากแต่ใช้ได้ผลดีในกรณีฉุกเฉิน
โหมดไมโครโฟน 3 แบบใน iPhone: จะเลือกใช้เมื่อไหร่ดี?
หลายคนเปิด Voice Isolation แล้วก็ปล่อยไว้แบบนั้นตลอด ซึ่งก็ไม่ผิด แต่มันมีตัวเลือกอื่นที่อาจเหมาะกับบางสถานการณ์มากกว่า ลองมาทำความรู้จักกับโหมดไมโครโฟนทั้ง 3 แบบกันดีกว่า
เปรียบเทียบโหมดไมโครโฟนบน iPhone
แต่ละโหมดมีจุดแข็งและเหมาะกับสถานการณ์ต่างกันไป ตัวเลือกไม่ใช่มีแค่เปิดหรือปิดStandard (มาตรฐาน)
• หากอยู่ที่เสียงดัง เสียงรบกวนทั้งหมดจะถูกส่งไปหาคู่สนทนาด้วย
• เป็นการตั้งค่าเริ่มต้น iPhone จะบันทึกเสียงทุกอย่างรอบตัวคุณโดยประมาณ เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติ
• ตอนที่คุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบ เช่น ในบ้านหรือออฟฟิศส่วนตัว ไม่อยากให้เสียงตัวเองดูแบนหรือเหมือนถูกกรองจนเกินไป
Voice Isolation (แยกเสียง) ⭐
• ช่วยให้คู่สนทนาได้ยินเสียงคุณชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้คุณจะอยู่ในที่ที่มีเสียงรบกวนปานกลางถึงค่อนข้างสูง
• ใช้ machine learning เพื่อแยกและเน้นเสียงพูดของคุณออกจากเสียงพื้นหลังโดยเฉพาะ ตัดเสียงลมและเสียงรบกวนต่ำๆ ได้ดีมาก
• ขณะเดินถนนในเมือง, นั่งในร้านอาหารหรือคาเฟ่, อยู่ในรถโดยสารสาธารณะ, หรือตอนที่ลูกๆ กำลังเล่นซนอยู่ด้านหลัง
Wide Spectrum (สเปกตรัมกว้าง)
• อาจส่งเสียงรบกวนที่ดังเกินไปจนทำให้คู่สนทนาไม่สบายตัวได้ ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ
• เปิดรับเสียงรอบข้างทั้งหมดเข้าไมค์ให้มากที่สุด โดยไม่มีการกรองใดๆ
• เมื่อคุณต้องการให้คู่สนทนาได้ยินบรรยากาศรอบตัวคุณ เช่น อยู่ที่คอนเสิร์ต งานเทศกาล หรือต้องการให้เขาร่วมฟังบทสนทนาอื่นๆ ในห้องไปด้วย
สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่แล้ว Voice Isolation คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบเมืองไทยที่เต็มไปด้วยเสียงรถราและผู้คน ใช้ Standard เมื่อคุณอยู่คนเดียวในที่เงียบ และเก็บ Wide Spectrum ไว้สำหรับสถานการณ์พิเศษที่ต้องการแชร์บรรยากาศจริงๆ เท่านั้นน้องเบนซ์: จากเสียงรถบีทีเอสสู่ออฟฟิศเสมือน
เบนซ์เป็นฝ่ายขายที่ต้องโทรติดต่อลูกค้าบ่อยครั้ง และมักต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS การโทรจากชานชาลาที่มีเสียงรถไฟและคนพลุกพล่านทำให้ลูกค้าบ่นว่าได้ยินเสียงไม่ชัดบ่อยครั้ง เขาพยายามใช้หูฟังทั่วไปแต่ก็ช่วยได้ไม่มาก
วันหนึ่งเพื่อนแนะนำให้ลองเปิด "Voice Isolation" ตอนแรกเบนซ์หาปุ่มไม่เจอเพราะพยายามหาใน Settings ขณะไม่ได้โทรอยู่ รู้สึกท้อเพราะคิดว่าฟีเจอร์นี้คงใช้งานยาก
เขาลองค้นหาใหม่และพบว่าแค่เรียก Control Center ระหว่างโทรออกก็เห็นปุ่มไมโครโฟนแล้ว ทดลองใช้ขณะยืนรอรถที่สถานีสยาม ผลลัพธ์น่าทึ่ง ลูกค้าถามว่า "วันนี้โทรจากที่ไหน? ทำไมเงียบจัง" ทั้งที่รอบตัวเบนซ์ยังเสียงดังเหมือนเดิม
หลังจากใช้โหมดนี้เป็นประจำ อัตราการขอให้พูดซ้ำจากลูกค้าของเบนซ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การสื่อสารในการทำงานราบรื่นขึ้น เขาบอกว่า "ตอนนี้ไม่กลัวการโทรงานขณะเดินทางอีกแล้ว"
พี่อ้อม: ประชุมออนไลน์จากคอนโดริมถนนพระราม 4
อ้อมทำงานเป็นฟรีแลนซ์และอาศัยอยู่ในคอนโดริมถนนพระราม 4 เสียงการจราจรด้านล่างเป็นเสียงพื้นหลังถาวรของชีวิต การประชุมผ่าน Zoom ทุกครั้งเพื่อนร่วมงานมักบอกว่าได้ยินเสียงรถดังรบกวน
เธอทดลองใช้ Voice Isolation แล้วพบว่ามันตัดเสียงรถได้ดี แต่บางครั้งเสียงพูดของเธอก็ถูกตัดบางส่วนไปด้วย ทำให้เสียงขาดหายเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะตอนที่พูดไม่ชัด
อ้อมพบทางออกด้วยการปรับเล็กน้อย: ย้ายมานั่งห่างจากหน้าต่างเล็กน้อย และพูดให้ชัดถ้อยชัดคำขึ้น ไม่ต้องเร่งรีบ ผลลัพธ์ดีขึ้นทันที เสียงรถเกือบหายไปและเสียงพูดชัดเจน
เธอแบ่งปันเคล็ดลับนี้ในกลุ่มฟรีแลนซ์ ทำให้หลายคนที่เจอปัญหาคล้ายกันสามารถทำงานจากบ้านหรือคาเฟ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนในอุปกรณ์แพงๆ
อภิปรายเพิ่มเติม
iPhone รุ่นเก่าๆ ใช้ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนี้ได้ไหม?
โหมด Voice Isolation เริ่มรองรับการโทรปกติตั้งแต่ iOS 16.4 เป็นต้นไป iPhone XR และรุ่นใหม่กว่าที่อัปเดต iOS ไปถึงเวอร์ชันนั้นๆ ก็ควรจะใช้ได้ [3] อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันบ้างในรุ่นที่ใช้ชิปประมวลผลเก่ากว่า
Voice Isolation ต่างจาก Noise Cancellation ของ AirPods ยังไง?
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Voice Isolation เป็นการกรองเสียงที่ระดับซอฟต์แวร์ของตัว iPhone เอง โดยประมวลผลเสียงที่เข้ามาในไมค์ ในขณะที่ Noise Cancellation (ANC) ของ AirPods เป็นการทำงานระดับฮาร์ดแวร์ในตัวหูฟัง เพื่อลดเสียงรบกวนที่เข้ามาในหูของคุณ คนละส่วนกันแต่อาจใช้ร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เปิด Voice Isolation ไว้ตลอดเวลาได้ไหม? จะเสียแบตเตอรี่ไหม?
เปิดไว้ตลอดเวลาขณะโทรได้ แต่ระบบจะกลับไปใช้โหมด Standard อัตโนมัติเมื่อคุณวางสาย การประมวลผลแบบเรียลไทม์อาจใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ด้วยประสิทธิภาพของชิปใน iPhone รุ่นใหม่ ผลกระทบต่อแบตเตอรี่ระหว่างการโทรถือว่าน้อยมากและไม่ควรเป็นกังวล
ทำไมใน iOS 18 ถึงมีตัวเลือก "Automatic" เพิ่มมาด้วย?
ใน iOS 18 Apple เพิ่มโหมด "อัตโนมัติ" เข้ามา iPhone จะใช้ machine learning วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเสียงรอบตัวคุณในเวลาจริง แล้วเลือกโหมดไมค์ที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ[2] เช่น สลับไปใช้ Voice Isolation เมื่อตรวจจับเสียงรบกวนสูง ซึ่งช่วยให้คุณไม่ต้องมาคอยสลับโหมดด้วยตัวเองบ่อยๆ
ใช้โหมดแยกเสียงกับแอปพวก TikTok หรือ Facebook Live ได้ไหม?
ได้ หากแอปเหล่านั้นรองรับการเรียกใช้ฟังก์ชันไมโครโฟนระดับระบบของ iOS โดยทั่วไปแอปบันทึกวิดีโอหรือสตรีมมิ่งส่วนใหญ่จะรองรับ ลองเรียก Control Center ระหว่างการบันทึกหรือไลฟ์ดู หากมีปุ่มไมโครโฟนแสดงขึ้นมา ก็หมายความว่าคุณสามารถเลือกโหมด Voice Isolation เพื่อให้เสียงพูดในคลิปของคุณชัดเจนขึ้นได้
บทเรียนที่ได้เรียนรู้
เปิดโหมดแยกเสียงได้ง่ายๆ ตอนโทรไม่ต้องเข้า Settings ให้ยุ่งยาก แค่เรียก Control Center ระหว่างคุยโทรศัพท์ แตะปุ่มไมโครโฟน แล้วเลือก Voice Isolation
ใช้ Voice Isolation ตอนอยู่ที่เสียงดัง ใช้ Standard ตอนอยู่ในที่เงียบ และใช้ Wide Spectrum เฉพาะเมื่อต้องการแชร์บรรยากาศรอบตัว
iOS 18 ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยโหมดอัตโนมัติอัปเดต iOS 18 เพื่อใช้งานโหมดไมค์อัตโนมัติ iPhone จะเลือกโหมดที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมให้คุณโดยที่ไม่ต้องกดอะไรเลย
สำหรับผู้ใช้หูฟัง ให้เลือกรูปแบบการซูมไมค์หากใช้ AirPods หรือหูฟัง Bluetooth ในแอป FaceTime หรือการประชุม คุณสามารถเลือก "Voice Isolation" จากเมนูการซูมไมค์ (Mic Mode) ได้เช่นกัน
การอ้างอิงไขว้
- [1] Support - ก่อน iOS 16.4 ฟีเจอร์นี้ใช้ได้แค่ในแอป FaceTime หรือแอปของนักพัฒนาบางรายเท่านั้น
- [2] Support - ใน iOS 18 Apple เพิ่มโหมด "อัตโนมัติ" เข้ามา iPhone จะใช้ machine learning วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเสียงรอบตัวคุณในเวลาจริง แล้วเลือกโหมดไมค์ที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ
- [3] Support - iPhone XR และรุ่นใหม่กว่าที่อัปเดต iOS ไปถึงเวอร์ชันนั้นๆ ก็ควรจะใช้ได้
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต