Kevin Ashton เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ IoT อย่างไร
Kevin Ashton เกี่ยวข้องกับ IoT อย่างไร: ผู้ร่วมก่อตั้ง Auto-ID Center
การทำความเข้าใจว่า kevin ashton เกี่ยวข้องกับ iot อย่างไร ช่วยให้เห็นภาพรวมของจุดเริ่มต้นเทคโนโลยีสมัยใหม่. การศึกษาประวัติของผู้นำด้านนวัตกรรมนี้ป้องกันความสับสนเกี่ยวกับมาตรฐานสากลและระบบเครือข่ายอัจฉริยะ. ผู้สนใจควรเรียนรู้บทบาทสำคัญของเขาเพื่อเข้าใจวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อโลกปัจจุบันและหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน.
Kevin Ashton คือใคร และเกี่ยวข้องกับ IoT อย่างไร
Kevin Ashton คือบุคคลที่ได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการว่าเป็น บิดาแห่ง iot kevin ashton ผู้ให้กำเนิดคำว่า Internet of Things ในปี ค.ศ. 1999 เขาเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดในการนำเซนเซอร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (RFID) มาติดกับสิ่งของต่างๆ เพื่อให้มันสามารถสื่อสารและส่งข้อมูลหากันได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
แนวคิดนี้เกิดขึ้นขณะที่เขาทำงานด้านการจัดการแบรนด์ให้กับบริษัท Procter & Gamble (P&G) ความจริงแล้ว ต้นกำเนิดของ IoT ไม่ได้มาจากห้องแล็บของวิศวกรคอมพิวเตอร์ แต่มาจากความหงุดหงิดเรื่องสีของลิปสติกที่ขาดสต็อก - ผมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังในหัวข้อถัดไปว่าเรื่องเล็กๆ นี้เปลี่ยนโลกเทคโนโลยีได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของแนวคิด Internet of Things ในปี 1999
พูดตามตรง หลายคนมักจินตนาการว่านวัตกรรมระดับโลกต้องมาจากทีมวิจัยที่ใส่ชุดกาวน์สีขาวในศูนย์วิจัยสุดล้ำ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย
นี่คือเรื่องราวของลิปสติกที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ในปี 1999 Ashton ทำงานเป็นผู้จัดการแบรนด์เครื่องสำอาง Oil of Olay ให้กับ P&G ในลอนดอน เขาเจอปัญหาน่าปวดหัวอย่างหนึ่งคือ ลิปสติกสีน้ำตาลเบอร์หนึ่งมักจะขาดตลาดในร้านค้าปลีกเสมอ ทั้งที่ในคลังสินค้ามีของสต็อกไว้เต็มไปหมด ปัญหานี้ทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสในการขายอย่างมหาศาล โดยทั่วไปแล้ว การแก้ปัญหาสินค้าขาดชั้นวาง (Out-of-stock) สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญทันทีหากระบบห่วงโซ่อุปทานมีความแม่นยำ [1]
เขาพยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น. ไม่มีใครให้คำตอบได้.
ระบบบาร์โค้ดในยุคนั้นต้องพึ่งพามนุษย์ในการยิงสแกนทีละชิ้น ซึ่งพนักงานมักจะลืมหรือข้ามขั้นตอนไป ทำให้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์กับของจริงบนชั้นวางไม่ตรงกัน ความหงุดหงิดนี้นำไปสู่ช่วงเวลาแห่งการค้นพบ เขาได้ไปเห็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า RFID (Radio Frequency Identification) Ashton ปิ๊งไอเดียว่า ถ้าเราฝังชิปตัวเล็กๆ นี้ไว้ในสินค้าทุกชิ้น คอมพิวเตอร์ก็จะสามารถรับรู้ได้เองว่าสินค้าอยู่ที่ไหน โดยไม่ต้องรอให้คนมาสแกนข้อมูลอีกต่อไป
กำเนิดคำศัพท์เปลี่ยนโลกบนหน้าสไลด์นำเสนองาน
ในปีเดียวกันนั้น Ashton ต้องไปนำเสนอโปรเจกต์การใช้ RFID ให้กับผู้บริหารระดับสูงของ P&G ฟัง เขาต้องการชื่อหัวข้อที่ดึงดูดความสนใจ ในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตกำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุด เขาจึงตัดสินใจเชื่อมโยงคำว่า Internet เข้ากับสิ่งของเครื่องใช้ทั่วไป จนเกิดเป็นวลีประวัติศาสตร์บนหน้าสไลด์ว่า ใครคือผู้คิดค้นคำว่า iot
น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นวลีสั้นๆ จากการพรีเซนต์งานธุรกิจ กลายมาเป็นชื่อเรียกอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามหาศาลในเวลาต่อมา Ashton อธิบายว่า ถ้าคอมพิวเตอร์ในอดีตต้องรอให้มนุษย์ป้อนข้อมูล (ผ่านคีย์บอร์ดหรือบาร์โค้ด) คอมพิวเตอร์ในยุค IoT จะต้องสามารถเก็บข้อมูล มองเห็น และรับรู้โลกกายภาพได้เองผ่านเซนเซอร์
บทบาทที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT)
หลังจากวิสัยทัศน์เรื่อง IoT เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง Ashton รู้ดีว่าเทคโนโลยีนี้จะเติบโตไม่ได้เลยหากไม่มีมาตรฐานกลางที่ทุกบริษัทสามารถใช้งานร่วมกันได้
เขาจึงร่วมก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการบริหารของ Auto-ID Center ที่สถาบัน MIT ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานเทคโนโลยี RFID ระดับโลก เครือข่ายการวิจัยนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง และมีศูนย์วิจัยเครือข่ายในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายประเทศทั่วโลก [2]
การร่วมมือครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนา EPC (Electronic Product Code) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุตัวตนของสินค้าผ่านระบบ RFID ความสำเร็จนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตชิป RFID ลงได้อย่างมากภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจทั่วไป [3]
ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะวิศวกรของ Kevin Ashton
นี่คือเรื่องที่คนสับสนและเข้าใจผิดกันมากที่สุด - kevin ashton เกี่ยวข้องกับ iot อย่างไร ไม่ใช่วิศวกรคอมพิวเตอร์.
เขาเรียนจบสาขา Scandinavian Studies จาก University College London. ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิด.
หลายคนบอกว่าคุณต้องเขียนโค้ดเป็นหรือจบสายเทคโนโลยีถึงจะสร้างนวัตกรรมได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผมเห็นธุรกิจสายเทคเติบโต บางครั้งคนตั้งโจทย์ (Business Problem) มีความสำคัญเท่าๆ กับคนแก้โจทย์ (Engineering Solution) ผมเคยเชื่อว่านวัตกรรมต้องมาจากคนเขียนโปรแกรมเสมอ จนกระทั่งเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง มักมาจากคนที่เข้าใจความหงุดหงิดของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง ประวัติ kevin ashton iot แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ประดิษฐ์แผงวงจร RFID ด้วยตัวเอง แต่เขาเป็นคนแรกที่นำชิ้นส่วนที่มีอยู่แล้วมาต่อภาพใหญ่ให้โลกเห็น
วิวัฒนาการ: แนวคิด IoT ยุคบุกเบิก เทียบกับ ยุคปัจจุบัน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าวิสัยทัศน์ของ Kevin Ashton พัฒนามาไกลแค่ไหน ลองเปรียบเทียบแนวคิดตั้งต้นในปี 1999 กับสิ่งที่เราใช้งานกันอยู่ในยุคปัจจุบัน
แนวคิด IoT ยุคบุกเบิกของ Ashton (1999)
- คอมพิวเตอร์ส่วนกลางอ่านข้อมูลจากป้าย RFID เป็นหลัก ข้อมูลไหลทางเดียว
- เป็นการระบุตัวตนอัจฉริยะ (Smart Identification) คล้ายบาร์โค้ดไร้สาย
- เน้นไปที่การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และระบบคลังสินค้า
- ใช้ RFID (คลื่นวิทยุระยะสั้น) เป็นพระเอกในการสื่อสาร
เทคโนโลยี IoT ในยุคปัจจุบัน
- มีการประมวลผลบน Cloud และ Edge Computing อุปกรณ์โต้ตอบกันเองได้แบบสองทาง
- สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI และสั่งการอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอคำสั่งมนุษย์
- ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Home, อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ, ไปจนถึง Smart City
- ใช้เซนเซอร์หลากหลายรูปแบบ (อุณหภูมิ, แสง, เสียง) เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, 5G, Bluetooth
การจัดการคลังสินค้าของโรงงานเครื่องสำอางขนาดกลาง
คุณสิริ เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางขนาดกลางในจังหวัดปทุมธานี เผชิญปัญหาเดียวกับ Kevin Ashton ในอดีต คือสินค้าในระบบมี แต่ของจริงหาไม่เจอ เธอเริ่มจากการใช้ระบบบาร์โค้ดเพื่อแก้ปัญหา แต่มันกลับสร้างความวุ่นวายกว่าเดิม
ความพยายามครั้งแรก: เธอลงทุนซื้อเครื่องสแกนบาร์โค้ดให้พนักงานทุกคน แต่ปัญหาคือการสแกนบาร์โค้ดต้องเห็นตัวสินค้าชัดเจน (Line-of-sight) พนักงานมักจะสแกนพลาดเวลาลังสินค้าซ้อนกัน หรือบางทีก็ลืมสแกนตอนรีบโหลดของขึ้นรถบรรทุก ทำให้สต็อกเพี้ยนหนักกว่าเดิม
จุดเปลี่ยน: หลังจากปวดหัวอยู่นาน เธอตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบ RFID ตามหลักการดั้งเดิมของ IoT ครั้งแรกที่ติดตั้งก็เจอปัญหาใหญ่ คลื่นวิทยุถูกรบกวนโดยชั้นวางเหล็กในโกดัง ทำให้สัญญาณขาดหาย เธอต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์เต็มๆ ในการทดลองปรับจูนความถี่และเปลี่ยนตำแหน่งติดแท็กบนกล่องสินค้าใหม่ทั้งหมด
ผลลัพธ์: หลังจากระบบเสถียร ความแม่นยำของสินค้าคงคลังพุ่งขึ้นเป็น 99% ลดข้อร้องเรียนเรื่องสินค้าขาดส่งได้ถึง 85% ภายใน 3 เดือน การเดินผ่านประตูสแกนด้วยรถโฟล์คลิฟท์ก็เพียงพอที่จะบันทึกข้อมูลสินค้าทั้งพาเลทเข้าสู่ระบบคลาวด์ได้ทันที บทเรียนที่เธอได้คือ ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลของมนุษย์คือศัตรูตัวจริงของระบบคลังสินค้า
แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
ทำไมเทคโนโลยี RFID ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด IoT?
เพราะก่อนหน้านั้น คอมพิวเตอร์ต้องรอให้คนป้อนข้อมูลให้ RFID เป็นเทคโนโลยีแรกๆ ที่ทำให้สิ่งของ (Things) สามารถระบุตัวตนและส่งข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ได้เองแบบไร้สาย ถือเป็นการเชื่อมต่อโลกกายภาพเข้ากับโลกดิจิทัลโดยอัตโนมัติ
Kevin Ashton เป็นวิศวกรหรือนักธุรกิจตอนที่คิดค้น IoT?
เขาเป็นคนทำงานสายธุรกิจและการตลาด (Brand Manager) โดยเรียนจบด้านศิลปศาสตร์ ไม่ใช่วิศวกรคอมพิวเตอร์ การค้นพบของเขาเกิดจากการพยายามแก้ปัญหาสินค้าขาดสต็อกทางธุรกิจ ไม่ใช่จากการทดลองทางวิศวกรรม
แนวคิดแรกเริ่มของ IoT ในปี 1999 แตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร?
ในปี 1999 IoT เน้นไปที่การระบุตัวตนสินค้าด้วยคลื่นวิทยุ (RFID) เพื่อแก้ปัญหาระบบขนส่งและคลังสินค้าเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน IoT ขยายวงกว้างไปถึงการใช้เซนเซอร์จับสภาพแวดล้อม การประมวลผลบนคลาวด์ และอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้าน (Smart Home)
ข้อความหลัก
นวัตกรรมเกิดจากการแก้ปัญหาInternet of Things ไม่ได้เกิดจากความอยากสร้างเทคโนโลยีล้ำยุค แต่เกิดจากความหงุดหงิดที่ลิปสติกขายดีแต่ของขาดชั้นวาง
การมองเห็นภาพใหญ่สำคัญกว่าทักษะเชิงลึกKevin Ashton ไม่ใช่วิศวกร แต่เขามองเห็นศักยภาพของ RFID ว่าสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานได้ ซึ่งวิศวกรในยุคนั้นอาจมองข้ามไป
มาตรฐานกลางคือหัวใจของการขยายสเกลการก่อตั้ง Auto-ID Center ที่ MIT เพื่อสร้างมาตรฐาน EPC ทำให้ราคาชิป RFID ลดลงกว่า 80% เป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยี IoT ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก
แหล่งอ้างอิง
- [1] Mirakl - โดยทั่วไปแล้ว การแก้ปัญหาสินค้าขาดชั้นวาง (Out-of-stock) สามารถเพิ่มยอดขายได้ประมาณ 10-15% ทันทีหากระบบห่วงโซ่อุปทานมีความแม่นยำ
- [2] En - เครือข่ายการวิจัยนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง และมีศูนย์วิจัยเครือข่ายในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายประเทศทั่วโลก
- [3] En - ความสำเร็จนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตชิป RFID ลงได้กว่า 80% ภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจทั่วไป
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต