LED LCD ต่างกันยังไง Pantip

95 ครั้งเข้าชม
LED และ LCD ต่างกันที่แหล่งกำเนิดแสง LCD ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ (CCFL) เป็นไฟแบ็คไลท์ LED ใช้ไดโอดเปล่งแสง (LED) ซึ่งให้ภาพสว่าง คมชัดกว่า ประหยัดพลังงานกว่า และบางกว่า
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เปรียบเทียบ LED กับ LCD แตกต่างยังไง? เลือกซื้อจอแบบไหนคุ้มสุด Pantip?

โอ้โห เรื่องจอเนี่ย เป็นคำถามที่เจอประจำเลยนะ

ตอนแรกก็งงๆ เหมือนกันว่ามันต่างกันยังไงบ้าง

จริงๆ แล้ว LED มันเป็นเหมือน "ประเภทของแสง" ที่ใช้ส่องหลังจอ LCD นั่นแหละ

ส่วน LCD ก็คือ "เทคโนโลยี" จอภาพโดยรวม

ฉะนั้น จอ LED ที่เราเห็นๆ กันเนี่ย จริงๆ มันก็คือจอ LCD ชนิดหนึ่งนั่นแหละ

มันแค่ใช้หลอด LED มาเป็นแหล่งกำเนิดแสงแทนหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเก่า

ทำให้ภาพมันสว่างสดใส คอนทราสต์ดีกว่า แล้วก็ประหยัดไฟกว่าด้วย

เวลาไปเดินเลือกซื้อจอตามห้างนะ

ส่วนใหญ่ก็จะเป็น LED backlit LCD ทั้งนั้นแหละ

ถ้าถามว่าคุ้มสุดแบบไหน อันนี้ก็แล้วแต่งบแล้วก็การใช้งานเลยนะ

ถ้าเน้นดูหนัง ดูซีรีส์ ภาพสวยๆ คอนทราสต์จัดๆ แนะนำเป็นพวก QLED หรือ OLED ไปเลย

พวกนี้สีสันจะจัดจ้าน ดำสนิท สมจริงสุดๆ

แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วยนะ

ถ้าเน้นใช้งานทั่วไป ดูข่าว ดู YouTube ทำงานเอกสาร

จอ LED Full HD หรือ 4K ทั่วไปก็เหลือเฟือแล้ว

ราคาเป็นมิตรดี ไม่ต้องคิดมาก

ตอนที่ฉันซื้อทีวีใหม่เมื่อปีที่แล้ว ที่ร้าน Power Buy สาขาเซ็นทรัลบางนา

ตั้งใจจะเอา QLED สัก 55 นิ้ว

แต่พอไปดูจริงๆ จอ OLED มันสีดำสนิทสะใจมาก

สุดท้ายก็กัดฟันเอา OLED มาเลย ดีกว่านิดหน่อย แต่ก็คุ้มค่า

คนใน Pantip ก็ถกเถียงกันเยอะนะ

บางคนก็ว่า LED ประหยัดไฟคุ้มกว่า

บางคนก็เชียร์ OLED เพราะภาพสวยขั้นสุด

ถ้ามีงบจำกัดจริงๆ จอ LED ทั่วไปก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ

แต่ถ้าพอมีกำลังหน่อย แล้วอยากได้ภาพที่มันว้าวๆ

ก็ลองเก็บเงินเพิ่มไป OLED หรือ QLED ดู

เพราะมันให้ประสบการณ์การรับชมที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

จอ LCD กินแบตเตอรี่ไหม

ถามว่าจอ LCD กินแบตมั้ย? ตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยว่า กินสิครับพี่! มันไม่ได้ทำงานด้วยพลังงานแห่งรักนะ แต่การกินของมันมีสไตล์เฉพาะตัว

มันเหมือนพนักงานออฟฟิศที่ขยันเปิดไฟทั้งชั้นอะ ไม่ว่าคุณจะนั่งทำงานอยู่มุมเดียวหรือมากันเต็มห้อง ไฟสว่างเท่ากันเป๊ะ นั่นคือ Backlight ของมันทำงานตลอดเวลา ไม่มีการแอบอู้

ข้อดีเด็ดดวงของมันเลยคือ ความอมตะ ไร้รอยแผลเป็นดิจิทัล. ไอ้เจ้ากรรมนายเวรที่เรียกว่า Burn-in หรือจอเบิร์น ที่ภาพโลโก้แอปค้างเป็นวิญญาณอาฆาตติดจอน่ะ ลืมไปได้เลย จอ LCD มันเหมือนคนความจำสั้น ใช้แล้วลืม ไม่เก็บอะไรมาฝังใจให้เป็นรอยสักดิจิทัลกวนสายตา

อีกอย่างคือความ เสมอภาคทุกเฉดสี. เพราะพี่แกใช้ไฟ Backlight ส่องสว่างอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาไง จะเปิดภาพทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงอร่าม หรือภาพถ้ำมืดทึบดำปี๋ พี่แกก็โซ้ยแบตในอัตราคงที่ ไม่มีอาการรักพี่เสียดายน้อง ไม่มีมาเล่นละครตบตาว่า "โชว์สีดำแล้วจะประหยัดไฟนะจ๊ะ" ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมาสุดๆ

ลองมาดูรายละเอียดเชิงลึกแบบย่อยง่ายๆ กัน

  • ราคามิตรภาพ บอกเลยว่าถ้าจอแตกขึ้นมา ค่าเปลี่ยนจอ LCD ทำให้กระเป๋าตังค์เจ็บน้อยกว่าเยอะ เหมือนโดนหยิก แต่จออีกแบบนั่นเหมือนโดนต่อย
  • สีสันสไตล์ผู้ดี สีของจอ LCD จะไม่จัดจ้านบาดตาเท่าไหร่ ออกแนวสมจริง สบายตา มองนานๆ ไม่ล้า เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอะไรที่ฉูดฉาดเกินเบอร์
  • จุดอ่อนคือสีดำที่ไม่สนิท อันนี้ต้องยอมรับ เพราะแสง Backlight มันลอดออกมาเสมอ ทำให้สีดำของมันเป็นแค่สีเทาเข้มๆ เหมือนถ่านที่ยังติดไฟรำไร ไม่ใช่ดำสนิทแบบปิดไฟนอนกลางป่า
  • ทนทานเยี่ยงแรด ด้วยความที่เทคโนโลยีมันอยู่มานานและโครงสร้างไม่ซับซ้อนเท่า จอ LCD จึงขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน อึด ถึก ใช้ไปยาวๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเม็ดพิกเซลจะหมดอายุขัยก่อนวัยอันควร

หน้าจอ LCD กับ Amoled ต่างกันอย่างไร

หน้าจอ LCD ก็เหมือนต้องพึ่งพาไฟฉายจากข้างหลังเพื่อส่องภาพให้เห็น ส่วน AMOLED นี่สิ เจ๋งกว่า! แต่ละพิกเซลเหมือนมีไฟฉายจิ๋วในตัว สว่างเองได้เลย ไม่ต้องง้อใคร.

สำหรับ LCD อ่ะนะ มันมีชั้นผลึกเหลวที่เป็นเหมือนม่านปรับแสง พอบวกกับ ไฟแบ็คไลท์ ก็ฉายแสงผ่านม่านนั้นออกมาเป็นภาพ พอปิดไฟแบ็คไลท์ ก็มืดไปเลย ก็เป็นธรรมชาติของเขา.

ส่วน AMOLED เนี่ย แต่ละ พิกเซล คือฮีโร่ตัวจริง ใช้ไฟฟ้าไปกระตุ้นสารอินทรีย์ ให้มัน เปล่งแสง ออกมาเองได้เลย! ความสว่างก็ขึ้นกับแรงดันไฟ ส่วนสีสันก็ขึ้นอยู่กับชนิดสารอินทรีย์ที่ใช้. มันคือเวทมนตร์เล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น.

เรื่อง สีดำ นี่สิ ตัวตัดสิน! AMOLED เค้าก็แค่ปิดพิกเซลนั้นไปเลย มันก็เลย ดำสนิท เหมือนรูหนอนในอวกาศ ส่วน LCD เนี่ย จะดำแค่ไหนก็ยังมีแสงจากแบ็คไลท์เล็ดลอดมาอยู่ดี มันเลยออกเทาๆ ไม่ได้ดำใจดำเหมือน AMOLED เขา.

สรุปง่ายๆ LCD ก็เหมือนคนดีมีกรอบ ต้องมีปัจจัยภายนอกคอยช่วย ส่วน AMOLED ก็เหมือนศิลปินที่ปลดปล่อยความสามารถจากภายใน แตกต่างกันคนละแนวทาง เลือกที่ใช่สำหรับเราเลย!

  • เรื่องสีสันและคอนทราสต์:AMOLED กินขาด ให้สีที่สดจัดจ้าน คอนทราสต์สูงปรี๊ด ดำก็ดำสนิท ขาวก็ขาวจ้า LCD จะให้สีที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า ไม่ได้จัดจ้านเกินไป.
  • การประหยัดพลังงาน: ถ้าหน้าจอแสดง สีดำเยอะๆAMOLED จะประหยัดแบตเตอรี่ได้ดีกว่า เพราะพิกเซลดำๆ มันจะปิดตัวเอง ส่วน LCD แบ็คไลท์ทำงานตลอด ทำให้กินไฟสม่ำเสมอ.
  • มุมมองการรับชม:AMOLED ให้ มุมมองที่กว้างกว่า สีไม่เพี้ยนมากเวลาเรามองจากด้านข้าง LCD จะมีสีเพี้ยนเล็กน้อยเมื่อมองเอียงๆ.
  • ความทนทานและข้อควรระวัง:AMOLED มีโอกาสเกิด "จอเบิร์น" (Burn-in) ได้ หากแสดงภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ ส่วน LCD ไม่มีปัญหานี้ แต่โดยรวม AMOLED ก็พัฒนาขึ้นมากแล้วนะ.
  • ต้นทุนการผลิต: โดยทั่วไป LCD มีต้นทุนการผลิตที่ ถูกกว่า ทำให้เราเห็นในอุปกรณ์ราคาประหยัดได้บ่อยกว่า AMOLED มักจะอยู่ในอุปกรณ์ระดับกลางถึงบน.

จอ IPS กับ VA ต่างกันยังไง

VA มันดำสนิทกว่า IPS เยอะเลยนะ

เวลาดูหนังนะ แล้วฉากมันมืดๆ อะ VA มันจะดำแบบดำจริงๆ ไม่ใช่เทาๆ

IPS มันก็ดีนะ สีมันสดใสดี

แต่ถ้าจะแต่งรูป ทำกราฟิกอะ IPS มันจะเหมาะกว่า

เพราะ IPS สีมันตรงกว่า

VA คอนทราสต์มันจัด

ก็แล้วแต่ว่าจะเอาไปใช้อะไรอะ

  • ความดำ: VA ชนะขาด
  • สีสัน: IPS สดใสกว่า
  • มุมมอง: IPS กว้างกว่า
  • งานภาพ: IPS แม่นยำกว่า
  • ดูหนัง/เกม: VA จะให้ความรู้สึกสมจริงกว่าเพราะดำลึก

หน้าจอ LCD โทรศัพท์คืออะไร

จอ LCD คือ Liquid Crystal Display. ตรงตัว. ใช้ผลึกคริสตัลเหลวบิดตัวให้แสงลอดผ่าน. มันไม่ได้สร้างแสงเอง. แค่นั้น.

ภาพที่เห็นมาจากไฟหลังจอ ที่เรียกกันว่า Backlight. ไฟนี้ส่องทะลุฟิลเตอร์สี แดง เขียว น้ำเงิน แล้วค่อยไปเจอผลึกคริสตัล. จะให้สีไหนผ่านไม่ผ่าน ก็เรื่องของมัน.

  • Backlight ไม่ใช่สิ่งเดียว: ยุคนี้คือ LED เกือบหมดแล้ว. ที่เห็นคำว่า "LED TV" มันก็คือจอ LCD ที่ใช้ LED เป็นไฟส่องหลังนั่นแหละ. ไอ้แบบเก่าที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ (CCFL) ก็โยนทิ้งไป.

  • ประเภทของ Panel: ที่เจอบ่อยๆ คือ IPS (In-Plane Switching) สีจะตรง มุมมองกว้าง. กับอีกพวกคือ TFT/TN (Thin-Film Transistor/Twisted Nematic) ที่ตอบสนองไวกว่า แต่สีกับมุมมองจะดรอปลง. พวกบ้าเกมชอบ.

  • ผลึกเหลว (Liquid Crystal): มันไม่ใช่น้ำ. เป็นสสารที่อยู่กึ่งกลางระหว่างของแข็งกับของเหลว. แค่จ่ายไฟเข้าไป มันก็บิดตัว เปลี่ยนทิศทางแสงได้. จบ.

  • จุดอ่อน: สีดำไม่เคยดำสนิท. เพราะมันต้องมีแสง Backlight เปิดอยู่ตลอด แค่พยายามบังแสงไว้. เลยเห็นเป็นสีเทาๆ แทนที่จะดำมืด.