พาวเวอร์แบงค์แบตบวมจะระเบิดไหม

0 ครั้งเข้าชม
การใช้พาวเวอร์แบงค์แบตบวมจะระเบิดไหมขึ้นอยู่กับความร้อนและปริมาณไฟ การชาร์จในที่อุณหภูมิเกิน 45 องศาเซลเซียสเร่งแก๊สไวไฟสะสม ดันโครงสร้างพลาสติกจนปริแตกและระเบิดรุนแรงเมื่อแบตเตอรี่เต็ม 75 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

พาวเวอร์แบงค์แบตบวมจะระเบิดไหม: ความเสี่ยงและวิธีรับมือ

การใช้งานอุปกรณ์สำรองไฟที่มีความผิดปกติทางกายภาพนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างยิ่งต่อผู้ใช้งาน เรียนรู้กลไกการเกิดความร้อนและการสะสมแก๊สภายในเพื่อป้องกันอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากการชาร์จไฟในชีวิตประจำวัน พาวเวอร์แบงค์แบตบวมจะระเบิดไหม

พาวเวอร์แบงค์แบตบวมจะระเบิดไหม และอันตรายระดับไหน

พาวเวอร์แบงค์ที่แบตเตอรี่มีอาการบวมมีโอกาสระเบิดและติดไฟได้สูงมากเนื่องจากแก๊สที่สะสมอยู่ภายในพร้อมที่จะทำปฏิกิริยาทางเคมีอย่างรุนแรง ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในกรณีนี้อาจเชื่อมโยงกับหลายปัจจัยและขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะ เช่น อุณหภูมิโดยรอบรอบตัวเครื่อง สภาพการ์ดจอหรือวงจรป้องกันภายใน และการฝืนใช้งานในขณะที่แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะที่ไม่สมบูรณ์

การบวมของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเกิดขึ้นเมื่อสารอิเล็กโทรไลต์ภายในเกิดการเสื่อมสภาพและแตกตัวเป็นแก๊สไวไฟอย่างมีเทน อีเทน และโพรเพน แก๊สเหล่านี้จะสะสมตัวอยู่ภายในซีลที่ปิดสนิทจนดันให้โครงสร้างพลาสติกภายนอกเกิดการบิดเบี้ยวหรือปริแตกอย่างเห็นได้ชัด ในระบบนิเวศการบินพบว่าพาวเวอร์แบงค์และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ความร้อนสูงเกินจนควบคุมไม่ได้ (Thermal Runaway) เฉลี่ยถึงสองครั้งต่อสัปดาห์[1] ซึ่งการระเบิดมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อมีปัจจัยกระตุ้นภายนอกเข้ามาซ้ำเติม

เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่สำรองเสื่อมสภาพจนบวมโต

กลไกภายในที่เปลี่ยนพาวเวอร์แบงค์ของคุณให้กลายเป็นสภาวะบวมเต่งนั้น มักเกิดจากการสะสมความร้อนและความเครียดทางเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อแบตเตอรี่ถูกใช้งานหรือชาร์จไฟในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 45 องศาเซลเซียส ปฏิกิริยาเคมีภายในจะถูกเร่งความเร็วให้ทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง การศึกษาโครงสร้างเซลล์พบว่าการจัดเก็บหรือใช้งานในที่ร้อนจัดจะส่งผลให้ชั้นขั้วลบขยายตัวและหนาขึ้น[3] ส่งผลให้เกิดการสะสมแรงดันภายในอย่างมหาศาล ความร้อนจึงเป็นตัวเร่งอันดับแรกที่ทำให้สารเคมีแตกตัวเป็นแก๊สและผลักดันโครงสร้างจากข้างในออกมา

แบตเตอรี่ที่ระเบิดเกือบทั้งหมดมักมีความเกี่ยวพันกับพฤติกรรมการชาร์จของเราอย่างแยกไม่ออก การชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่มีระบบตัดไฟที่ดี หรือการปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อย ๆ ล้วนเป็นสิ่งเร่งให้โครงสร้างโมเลกุลพังทลายลงอย่างรวดเร็ว

อาการบวมระดับไหนที่จัดว่าอันตรายและห้ามใช้งานเด็ดขาด

ผู้ใช้งานหลายคนมักสับสนว่าอาการบวมเพียงเล็กน้อยยังสามารถฝืนใช้งานต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีระดับความบวมใดที่ปลอดภัย

เมื่อสารเคมีเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นแก๊ส ความเสถียรของแบตเตอรี่จะลดลงทันที การทดสอบความเสี่ยงทางอัคคีภัยระบุว่า แบตเตอรี่ลิเธียมที่อยู่ในสถานะชาร์จไฟเต็ม 75% ถึง 100% จะเกิดการลุกไหม้และระเบิดได้อย่างรุนแรงและเกิดการกระจายตัวของเปลวไฟได้น่ากลัวที่สุดเมื่อเทียบกับสภาวะแบตเตอรี่ต่ำ[4] ดังนั้น แม้ตัวเครื่องจะนูนขึ้นมาเพียงไม่กี่มิลลิเมตรก็ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตแล้ว แบตสำรองบวม ใช้ต่อได้ไหม คำตอบคือไม่ควรเสี่ยงเด็ดขาด

สัปดาห์ก่อนตอนที่ผมนั่งเคลียร์โต๊ะทำงาน สายตาเหลือบไปเห็นพาวเวอร์แบงค์อันเก่าที่วางทิ้งไว้ข้างหน้าต่าง มันนูนขึ้นมาจนฝาพลาสติกด้านข้างปริแยกออก ความรู้สึกแรกคือตกใจผสมกับความกังวลเพราะห้องค่อนข้างร้อน แบตเตอรี่สำรองที่บวมเต่งจนเปลือกแยกแบบนั้นคือน่ากลัวมาก เคสพลาสติกที่แตกออกแสดงว่าแรงดันข้างในพร้อมที่จะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ หากเผลอไปกดทับหรือทำตกพื้นแค่ครั้งเดียวก็อาจกระตุ้นให้เกิดประกายไฟเผาไหม้ทุกอย่างรอบตัวได้ทันที โดยเฉพาะคำถามที่ว่า พาวเวอร์แบงค์บวม อันตรายไหม บอกได้เลยว่ามีโอกาสเกิดเพลิงไหม้ได้ตลอดเวลา

วิธีจัดการพาวเวอร์แบงค์แบตบวมอย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน

เมื่อตรวจพบอาการผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตัดวงจรความเสี่ยงทันทีและห้ามนำไปเสียบชาร์จไฟซ้ำอย่างเด็ดขาด

การจัดการที่ถูกต้องคือการนำตัวเครื่องไปวางไว้ในภาชนะที่ไม่ติดไฟ เช่น กล่องโลหะหรือถังที่บรรจุทรายแห้งเพื่อป้องกันการลุกลามหากเกิดประกายไฟขึ้น จากนั้นให้ระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายโดยห้ามส่งไปรษณีย์หรือทิ้งลงถังขยะทั่วไปเนื่องจากรถเก็บขยะมีเครื่องบดอัดขยะที่สามารถบดขยี้จนแบตเตอรี่แตกกระจายและเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ได้ ควรศึกษา วิธีจัดการพาวเวอร์แบงค์แบตบวม และนำไปส่งยังจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่มีถังแยกเฉพาะเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างแบตเตอรี่สภาพปกติและแบตเตอรี่บวม

เพื่อให้เห็นภาพความอันตรายเด่นชัดขึ้น นี่คือข้อแตกต่างเชิงกายภาพและพฤติกรรมความเสี่ยงระหว่างอุปกรณ์ที่สมบูรณ์กับอุปกรณ์ที่ชำรุด

พาวเวอร์แบงค์สภาพปกติ

- ต่ำ ระบบจัดการพลังงานทำงานควบคุมอุณหภูมิได้ตามปกติ

- ไม่มีการสะสมของแก๊ส โครงสร้างปิดสนิทตามมาตรฐานโรงงาน

- ปานกลางถึงสูง เปลือกนอกออกแบบมาเพื่อซับแรงกระแทกจากการตกหล่น

พาวเวอร์แบงค์แบตบวม ⭐ (เสี่ยงอันตรายสูง)

- วิกฤต การป้อนกระแสไฟจะเพิ่มความร้อนและเร่งให้เกิดระเบิดได้ง่าย

- สูงมาก มีแก๊สไวไฟสะสมอยู่เต็มความจุจนโครงสร้างขยายตัว

- ต่ำมาก แรงกดหรือรอยเจาะเพียงเล็กน้อยจะทำให้ระบบลัดวงจรและระเบิดทันที

ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนี้ชี้ให้เห็นว่า แบตเตอรี่ที่บวมได้สูญเสียกลไกความปลอดภัยภายในไปจนหมดสิ้น การเก็บรักษาหรือฝืนนำมาประจุไฟเข้าจะเปลี่ยนสถานะจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กลายเป็นวัตถุไวไฟที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา

บทเรียนความประมาทของเอก: เมื่อพาวเวอร์แบงค์นูนเปลี่ยนเป็นประกายไฟ

เอก พนักงานบริษัทเอกชนวัย 27 ปีในกรุงเทพฯ สังเกตเห็นพาวเวอร์แบงค์ขนาด 20,000 มิลลิแอมป์ที่ใช้งานมานานกว่าสองปีเริ่มมีอาการบวมนูนจนเคสพลาสติกเผยอออกเล็กน้อย แต่เขายังนิ่งนอนใจและพกพาไปทำงานในกระเป๋าเป้ตามปกติเนื่องจากเสียดายและตัวเครื่องยังสามารถจ่ายไฟได้

ในวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัด เอกจอดรถทิ้งไว้กลางแดดแถววิภาวดีและลืมกระเป๋าเป้ที่มีพาวเวอร์แบงค์บวมอันนั้นไว้ในห้องโดยสาร ความร้อนสะสมพุ่งสูงเกินขีดจำกัดจนสารเคมีข้างในเริ่มเดือดและปล่อยควันที่มีกลิ่นฉุนเคมีรุนแรงออกมาฟุ้งกระจายไปทั่วรถ

เมื่อเอกกลับมาเปิดประตูรถ ควันพวยพุ่งทำเอาเขาทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่เขามีสติรีบคว้าถุงมือผ้าหนาหนีบกระเป๋าเป้ออกมาวางบนพื้นปูนซีเมนต์โล่ง ๆ นอกตัวรถ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นตัวพาวเวอร์แบงค์ก็ปะทุเสียงดังและมีประกายไฟพุ่งพรวดออกมาแผดเผากระเป๋าจนหมดสิ้น

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เบาะรถยนต์ของเขาไหม้เกรียมไปบางส่วน เอกรายงานว่าเขาต้องเสียค่าซ่อมแซมรถไปหลายหมื่นบาทและเจอกับความขวัญเสียครั้งใหญ่ มันเปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดกาลว่าความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือประหยัดเงินได้เลย

คำตอบด่วน

แบตสำรองบวม ใช้ต่อได้ไหมถ้ายังชาร์จไฟเข้าอยู่

ไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าตัวเครื่องจะยังสามารถจ่ายไฟหรือรับกระแสไฟได้ตามปกติ แต่อาการบวมคือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างเคมีภายในพังทลายลงแล้ว การฝืนกระตุ้นด้วยกระแสไฟจะยิ่งเพิ่มความร้อนและเร่งแรงดันแก๊สให้เกิดการระเบิดได้ง่ายขึ้น

ถ้าเผลอทำพาวเวอร์แบงค์บวมตกพื้น ต้องทำอย่างไร

ให้รีบย้ายตัวเองและคนรอบข้างออกจากบริเวณนั้นทันที สังเกตดูจากระยะห่างว่ามีควัน กลิ่นเหม็นไหม้ หรือเสียงฟู่หรือไม่ หากไม่มีอาการให้ใช้คีมยาวหรืออุปกรณ์คีบย้ายไปวางในที่โล่งแจ้งที่เป็นพื้นปูน ห่างจากวัตถุไวไฟ และห้ามนำกลับมาใสกระเป๋าหรือใช้งานอีก

เราสามารถเจาะรูเพื่อระบายแก๊สที่บวมออกได้ไหม

ห้ามทำเป็นอันขาด การใช้ของแหลมเจาะแผ่นซีลของแบตเตอรี่จะทำให้ออกซิเจนภายนอกเข้าไปสัมผัสกับสารลิเธียมด้านในโดยตรง ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาสันดาปทางเคมีอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟพุ่งสวนออกมาลุกไหม้ใส่มือและใบหน้าทันที

ขั้นตอนถัดไป

หยุดใช้งานทันทีเมื่อพบสภาวะบวมเต่ง

ไม่มีระดับความนูนที่ปลอดภัย อาการบวมเพียงเล็กน้อยคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่บอกให้คุณเลิกใช้งานและแยกอุปกรณ์ออกไปเก็บในที่ปลอดภัยทันที

หากคุณพบว่าอุปกรณ์เริ่มมีอาการผิดรูปและอยากรู้ขั้นตอนแก้ไขเพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่ พาวเวอร์แบงค์บวมทำไง เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง
ห้ามทิ้งลงถังขยะทั่วไปหรือถังขยะรีไซเคิลปกติ

แรงบดอัดจากรถเก็บขยะสามารถทำให้เซลล์แบตเตอรี่ที่เปราะบางแตกออกและก่อเพลิงไหม้ได้ ต้องส่งให้จุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์บริการเครือข่ายมือถือเท่านั้น

หลีกเลี่ยงความร้อนและการชาร์จแช่ทิ้งไว้

การชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ข้ามคืนและการวางอุปกรณ์ไว้ในรถยนต์ที่จอดกลางแดดจัด เป็นปัจจัยเร่งอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดการแตกตัวของแก๊สไวไฟภายในตัวเครื่อง

เอกสารต้นฉบับ

  • [1] Icao - ในระบบนิเวศการบินพบว่าพาวเวอร์แบงค์และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ความร้อนสูงเกินจนควบคุมไม่ได้ (Thermal Runaway) เฉลี่ยถึงสองครั้งต่อสัปดาห์
  • [3] Mdpi - การศึกษาโครงสร้างเซลล์พบว่าการจัดเก็บหรือใช้งานในที่ร้อนจัดจะส่งผลให้ชั้นขั้วลบขยายตัวและหนาขึ้น
  • [4] Mdpi - การทดสอบความเสี่ยงทางอัคคีภัยระบุว่า แบตเตอรี่ลิเธียมที่อยู่ในสถานะชาร์จไฟเต็ม 75% ถึง 100% จะเกิดการลุกไหม้และระเบิดได้อย่างรุนแรงและเกิดการกระจายตัวของเปลวไฟได้น่ากลัวที่สุดเมื่อเทียบกับสภาวะแบตเตอรี่ต่ำ