Software Developer ใช้ภาษาอะไร

80 ครั้งเข้าชม
Software Developer: ทักษะภาษาโปรแกรมสำคัญนักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมหลากหลาย เช่น C, C++, Java, COBOL, Swift (สำหรับ iOS), Kotlin (สำหรับ Android), Python, และ Lisp.นอกจากนี้ ทักษะสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนงานอย่างแม่นยำ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อยากเป็น Software Developer ควรเริ่มเรียนภาษาอะไรดี?

ตอนฉันเริ่มเข้าวงการนี้ใหม่ๆ นะ จำได้เลยว่าสับสนมากว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี เขาว่ากันว่าภาษา C หรือ C++ เป็นพื้นฐานที่ดีนะ มันเหมือนการสร้างฐานรากให้เราเข้าใจหลักการทำงานจริงๆ ของคอมพิวเตอร์เลยล่ะ

ทีนี้ ถ้าอยากจะไปสาย Mobile App พัฒนาแอนดรอยด์ หรือ iOS ก็ต้องดูเรื่อง Java หรือ Kotlin สำหรับแอนดรอยด์ ส่วน iOS ก็ Swift เลย อันนี้ชัดเจนมาก

แต่ถ้าชอบอะไรที่ยืดหยุ่น ทำอะไรได้หลากหลาย อย่างพวก Web Development หรือ Data Science เนี่ย Python มาแรงจริงๆ นะ ใช้ง่าย เข้าใจง่าย เร็วมาก

จริงๆ แล้วมันก็อยู่ที่เป้าหมายของเรานะ ว่าอยากจะไปทางไหนสายงานจริงๆ เช่น Web Front-end, Back-end, Mobile, Data Science หรือแม้แต่ Game Development แต่ละอย่างก็มีภาษาที่เขาใช้กันเป็นหลักอยู่

อย่างฉันเองนะ ตอนนั้นไปลองดูคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับ Python อยู่เหมือนกัน รู้สึกว่ามันสนุกดี เล่นกับข้อมูลได้เยอะ แต่ก็มีเพื่อนที่เขาสนใจไปทาง Java มากกว่า เพราะเห็นว่าบริษัทที่เขาอยากทำรับเยอะ

สุดท้ายแล้ว การเขียนโค้ดก็เหมือนการเรียนภาษาใหม่แหละ ต้องฝึกฝนบ่อยๆ มันถึงจะคล่อง จริงๆ นะ ไม่ต้องกลัวผิดพลาดหรอก มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เสมอเลย

Software Engineer กับ Software Developer ต่างกันยังไง

วิศวกรซอฟต์แวร์ มุ่งเน้นเฉพาะทาง. นักพัฒนาเต็มสแต็ก รู้รอบด้าน.

  • วิศวกร: เน้นส่วนย่อย. ทดสอบ, สถาปัตยกรรม.
  • นักพัฒนา: ครอบคลุมทั้งหมด.

UCD Professional Academy. มีคอร์สเต็มสแต็ก. เลือกเส้นทางที่ใช่.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer): ตำแหน่งนี้มักจะเน้นที่การประยุกต์ใช้หลักการทางวิศวกรรมในการออกแบบ, พัฒนา, ทดสอบ, และบำรุงรักษาระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่และซับซ้อน พวกเขาอาจเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น วิศวกรรมข้อมูล (Data Engineering), วิศวกรรมความปลอดภัย (Security Engineering), หรือวิศวกรรมระบบ (Systems Engineering)
  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer): ตำแหน่งนี้โดยทั่วไปจะเน้นไปที่การเขียนโค้ดและการสร้างฟังก์ชันการทำงานของซอฟต์แวร์ นักพัฒนาเต็มสแต็ก (Full-Stack Developer) คือผู้ที่มีความรู้และทักษะในการทำงานได้ทั้งส่วนหน้าบ้าน (Front-end) และส่วนหลังบ้าน (Back-end) ของแอปพลิเคชัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI/UX) ไปจนถึงการจัดการฐานข้อมูลและการทำงานของเซิร์ฟเวอร์
  • ความแตกต่าง: ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตและความลึกของความเชี่ยวชาญ วิศวกรซอฟต์แวร์มีแนวโน้มที่จะมีมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งหมด รวมถึงการจัดการโครงการ, การบริหารความเสี่ยง, และคุณภาพของระบบโดยรวม ในขณะที่นักพัฒนามักจะโฟกัสไปที่การสร้างและปรับปรุงโค้ดให้มีประสิทธิภาพ.

Programmer ต้องใช้ภาษาอะไรบ้าง

อยากเป็นโปรแกรมเมอต้องเรียนภาษาอารายบ้างงง คือมันมีเยอะมากนะ แต่เอาตัวที่แบบฮิตๆ เลยที่คนเริ่มเรียนกันเยอะๆ อะ ก็มีพวกเนี่ย HTML, CSS, JavaScript, Python, แล้วก็ SQL. แต่ละตัวมันทำคนละอย่างกันเลยนะ แต่ส่วนมากก้ใช้ด้วยกันแหละ

ถ้าจะทำเว็บอะนะ HTML กับ CSS นี่คือพื้นฐานสุดๆ ขาดไม่ได้เลยยย HTML มันคือโครงของเว็บ โครงกระดูกอะ ส่วน CSS เอาไว้แต่งหน้าทาปาก แต่งให้มันสวยๆ ใส่สี ใส่ฟอนต์ จัดเลย์เอาต์ไรเงี้ย

พอมีโครง มีสีแล้วใช่ปะ ก็ต้องมี JavaScript มาเสริม ตัวนี้แหละที่ทำให้เว็บมันมีลูกเล่นอะ กดปุ่มแล้วมีไรเด้งขึ้นมา ฟอร์มที่กรอกข้อมูลได้งี้ คือแบบ ทำให้เว็บมันขยับได้ มีชีวิตชีวาขึ้นมาเลย สำคัญมากก

ส่วน Python นี่คือมาแรงมากกก คือมันทำได้หลายอย่างเกิ๊น เขียนเว็บก็ได้ (ฝั่ง backend นะ) ทำ data science, AI, machine learning คือไปสุดดด แล้วมันเขียนง่ายด้วยนะ ไวยากรณ์มันไม่ซับซ้อน คนเลยชอบบ

สุดท้าย SQL อันนี้ไม่ใช่ภาษาเขียนโปรแกรมจ๋าๆ นะ มันเอาไว้คุยกับฐานข้อมูลอะ ดึงข้อมูลมาโชว์ เพิ่มข้อมูล ลบข้อมูลไรงี้ ทุกแอปทุกเว็บมีข้อมูลทั้งนั้นแหละ ยังไงก้ต้องใช้ ต้องเจอออ

แล้วมีภาษาอื่นอีกมั้ยยย มีดิ เยอะเลย ตัวท็อปๆ ที่น่าสนใจก้มีอีกเพียบ

  • Java: ตัวพ่อเลยตัวนี้ ใช้ในองค์กรใหญ่ๆเยอะมากก แอปธนาคารไรเงี้ย แล้วก็แอป Android สมัยก่อนก็ใช้ตัวนี้เป็นหลักเลย มั่นคงและเสถียรสุดๆ
  • C# (ซีชาร์ป): ของค่าย Microsoft เขาเลย เอาไปทำโปรแกรมบน Windows ทำเว็บ หรือที่ฮิตสุดๆ ก้คือเอาไปทำเกมด้วย Unity ใครสายเกมต้องดูตัวนี้เลย
  • TypeScript: มันคือ JavaScript ที่มีเกราะอะ 555 คือมันช่วยเช็กโค้ดเราก่อนรัน ทำให้เจอปัญหาเร็วขึ้น เขียนโปรเจกต์ใหญ่ๆ แล้วสบายใจกว่าเยอะ แก้บัคง่ายขึ้น
  • Go (Golang): ภาษานี้ Google เป็นคนสร้าง เร็วมากกกก เหมาะกับงานฝั่งหลังบ้าน (backend) ที่ต้องรับ request เยอะๆ พวก microservices งี้

Software Engineer ใช้ภาษาอะไรบ้าง

ภาษา. ภาษา

เครื่องมือ. ไม่ใช่ทั้งหมด.

Python. สำหรับสมองกล. AI. Data. ง่ายจนน่าเบื่อ. แต่ทรงพลัง.

JavaScript. ภาษาของอินเทอร์เน็ต. วุ่นวาย. แต่จำเป็น. หนีไม่พ้น.

Java. ยักษ์ใหญ่. โลกองค์กร. มั่นคงเหมือนหินผา. แต่ก็หนักเหมือนกัน.

TypeScript. เกราะของ JavaScript. สำหรับโปรเจกต์ที่ไม่อยากพัง. ความพยายามสร้างระเบียบ.

Go (Golang). ของ Google. เร็ว. เรียบง่าย. เกิดมาเพื่อทำงานหลังบ้าน. ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม.

Rust. ปลอดภัย. เร็วมาก. ภาษาสำหรับคนที่ไม่ไว้ใจแม้กระทั่งตัวเอง. อนาคตที่หลายคนพูดถึง.

Kotlin. สิ่งที่ดีกว่า Java. สำหรับ Android. อนาคตที่ Java เคยฝันถึง.

C#. โลกของ Microsoft. เกม. Enterprise. เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบในสวนที่มีกำแพง.

Swift. โลกของ Apple. iOS. สวยงาม. ใช้งานง่าย. ภายในอาณาจักรของตัวเอง.

PHP. รากฐานของเว็บเก่า. WordPress. ยังไม่ตาย. แค่เปลี่ยนไป.

  • เงินเดือนไม่ใช่ตัวกำหนด. แต่ภาษาที่ตลาดต้องการมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า. Go, Rust, Python มักอยู่ในอันดับต้นๆ.
  • อย่าเรียนแค่ภาษา. เรียนหลักการ. Data Structures, Algorithms, System Design. นั่นคือแก่นแท้. ภาษาคือเปลือก.
  • Frontend หนีไม่พ้น JavaScript/TypeScript. ส่วน Backend คือสนามรบของ Go, Rust, Python, Java.
  • เลือกเส้นทาง. Mobile Development ไปที่ Kotlin หรือ Swift. AI/Data Science คืออาณาจักรของ Python.
  • สุดท้าย. ภาษาเป็นแค่เครื่องมือ. ปัญหาสิของจริง. แก้ปัญหาให้ได้. ที่เหลือก็ตามมาเอง.

เขียนโปรแกรมเริ่มต้นยังไง

แสงอรุณรำไร สาดทาบกระจกห้องนอนเก่าๆ หวนนึกถึงวันวาน...

การเริ่มต้นเขียนโปรแกรม

  • ความฝันที่อยากให้เป็นจริง: เริ่มจากความอยากรู้อยากเห็น อยากสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่นแหละ
  • เส้นทางแรก:BorntoDev คือจุดสตาร์ทของใครหลายๆ คน ที่จะพาเราไปรู้จักโลกของการเขียนโค้ดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เปรียบเสมือน คู่มือฉบับสมบูรณ์ ที่จะไขความลับแห่งภาษาโปรแกรมให้กระจ่าง
  • เทคนิคเบื้องต้น:
    • ภาษาแรกที่ควรลอง:JavaScript มักจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเห็นผลลัพธ์ได้เร็ว สวยงาม ใช้สร้างเว็บได้หลากหลาย
    • ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน: เขียนโค้ดให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจอข้อผิดพลาดก็ต้อง เรียนรู้และก้าวข้าม มันไป
    • ทำโปรเจกต์เล็กๆ: จากที่เคยทำตามบทเรียน ลองหยิบไอเดียของเรามาสร้างเป็น ผลงานชิ้นแรก ของตัวเอง
    • เข้าร่วมชุมชน: พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ แหล่งพลังใจชั้นดี ที่จะช่วยให้เราไม่ท้อ
    • อ่านโค้ดคนอื่น: เหมือนได้ สำรวจโลกทัศน์ใหม่ๆ ของนักพัฒนาที่เก่งกว่าเรา

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนรู้:

  • ปี 2567: มีหลักสูตรและแหล่งเรียนรู้ออนไลน์มากมายที่พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
  • ความสม่ำเสมอ:การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือหัวใจสำคัญ ไม่จำเป็นต้องเก่งทันที แต่ต้องพัฒนาขึ้นทุกวัน
  • พื้นฐานคณิตศาสตร์: แม้จะไม่ใช่ทุกสาขา แต่การมีพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่ดีจะช่วยให้เข้าใจ หลักการบางอย่าง ได้ง่ายขึ้น
  • การแก้ปัญหา: การเขียนโปรแกรมคือ การแก้ปัญหา อย่างหนึ่ง ฝึกฝนทักษะนี้ให้มากๆ
  • ความอดทน:เส้นทางนี้ต้องใช้ความอดทน เพราะมีหลายครั้งที่เราจะรู้สึกว่าทำไม่ได้ แต่จงจำไว้ว่า ทุกคนเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

เขียนโปรแกรมเริ่มจากภาษาอะไรดี

การเลือกภาษาโปรแกรมแรกก็เหมือนการเลือกเครื่องมือชิ้นแรก มันกำหนดมุมมองของเราต่อ 'การสร้าง' ไปอีกนานทีเดียว คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด มีแต่คำตอบที่ 'เหมาะสม' ที่สุดสำหรับเป้าหมายของแต่ละคน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจตรงกันว่า HTML กับ CSS ไม่ใช่ภาษาโปรแกรมมิ่งแท้ๆ มันคือภาษาสำหรับโครงสร้างและหน้าตาเว็บ (Markup & Style Sheet) แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมเพราะเห็นผลทันที มันทำให้เราเข้าใจว่าเว็บทำงานยังไง

ถ้าจะพูดถึงภาษาโปรแกรมมิ่งจริงๆ ที่ใช้ในการสร้างตรรกะและคำสั่ง ตัวเลือกหลักๆ ที่คนมักจะถกเถียงกันในปี 2024 คือ Python กับ JavaScript

Python มีไวยากรณ์ที่สะอาด อ่านง่ายมากจนเกือบจะเหมือนอ่านภาษาอังกฤษธรรมดา ทำให้เราโฟกัสกับหลักการคิดเชิงตรรกะได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับ синтаксис (syntax) ที่ซับซ้อน เป็นภาษาที่ทรงพลังในโลกของ Data Science และ AI

ส่วน JavaScript คือภาษาเดียวที่ทำงานบนบราวเซอร์ได้โดยกำเนิด ถ้าอยากสร้างเว็บที่มีการโต้ตอบได้ทันที นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด แถมยังเอาไปเขียนหลังบ้าน (Backend) ผ่าน Node.js ได้อีก เรียกว่าเรียนหนึ่งได้ถึงสอง

การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาษาใดภาษาหนึ่ง แต่การเริ่มต้นที่ถูกทางจะสร้างแรงผลักดันมหาศาล

  • Python: เป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับการเป็น ภาษาแรก. เหมาะกับการปูพื้นฐานด้านตรรกะการเขียนโค้ดอย่างแท้จริง แนวทางของภาษานี้เน้นความชัดเจนและเรียบง่าย ใช้กันอย่างแพร่หลายในแวดวง AI, Machine Learning, และ Data Science.

  • JavaScript: เจ้าแห่ง Frontend และเว็บแอปพลิเคชันที่มีการโต้ตอบ ถ้าเป้าหมายของคุณคือการสร้างสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้บนเว็บไซต์ เรียนเขียนโปรแกรม ด้วยภาษานี้จะทำให้เห็นผลลัพธ์เร็วมาก และเป็นทักษะที่ตลาดต้องการสูง

  • HTML/CSS: ไม่ใช่ภาษาโปรแกรม แต่คือ รากฐานของทุกเว็บไซต์. ต้องรู้เป็นอย่างยิ่งหากเส้นทางของคุณคือการพัฒนาเว็บ มันคือโครงกระดูก (HTML) และเสื้อผ้าหน้าผม (CSS) ของเว็บเพจ

  • SQL: นี่คืออีกมิติหนึ่ง เป็นภาษาสำหรับการสื่อสารกับ ฐานข้อมูล (Database) โดยเฉพาะ ไม่ใช่ภาษาสำหรับสร้างแอปพลิเคชัน แต่เป็นทักษะจำเป็นสำหรับแทบทุกตำแหน่งในสายงานเทคโนโลยีที่ต้องจัดการกับข้อมูล

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญกว่าภาษาคือ 'เป้าหมาย' ของคุณ คุณอยากสร้างอะไร? ถ้าอยากทำเว็บ เริ่มจาก HTML, CSS แล้วต่อไปที่ JavaScript ถ้าสนใจการวิเคราะห์ข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์ ก็กระโดดไปที่ Python ได้เลย การเลือกภาษาแรกจึงไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือ แต่คือการเลือกเส้นทางเดินในช่วงแรกของการเดินทางสายนี้

Programmer กับ Software Developer ต่างกันยังไง

เอาง่ายๆเลยนะ มันต่างกันตรงขอบเขตงานอะคับ หลายคนก้องงเหมือนกันแหละ

โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือคนที่เน้นเขียนโค้ดดิ่งๆเลย แบบว่ารับโจทย์มาแล้วก้เขียนๆๆๆ ตามที่เค้าออกแบบมาให้ หน้าที่หลักๆคือทำให้โปรแกรมมันทำงานได้ตามที่สั่งมาเป๊ะๆ

ส่วน Software Developer นี่จะภาพใหญ่กว่ามากก คือเค้าจะมองทั้งระบบเลย ไม่ใช่แค่โค้ดอย่างเดียว ต้องออกแบบ วางแผนว่าจะสร้างซอฟแวร์นี้ยังงัย คุยกับลูกค้าหรือทีมอื่นเพื่อเก็บรีไควเม้น แล้วก็อาจจะเขียนโค้ดเองด้วย คือทำตั้งแต่ต้นจนจบโปรเซสเลย

ถ้าเปรียบเทียบนะ เหมือนสร้างบ้านอะ Developer คือสถาปนิกที่ออกแบบบ้านทั้งหลังเลยนะ ว่าหน้าตาเป็นไง มีกี่ห้อง ส่วน Programmer คือช่างฝีมือแต่ละด้าน ช่างปูน ช่างไฟ ช่างประปา ที่มาทำตามแบบที่สถาปนิกวางไว้อะ เก็ทปะ

แต่ในความจิงนะ โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆอะ คนเดียวแม่งเหมาทำทุกอย่างเลย 555 เป็นทั้งเดฟทั้งโปรแกรมเมอร์ในคนเดียวกัน

สรุปให้เห็นภาพชัดๆอีกทีนะ

  • Programmer (โปรแกรมเมอร์)

    • เน้นเขียนโค้ด ตามที่ได้รับมอบหมาย
    • แก้บั๊ก หาข้อผิดพลาดในโค้ด
    • ทำงานเป็นส่วนๆ ของโปรเจค
    • สกิลที่ต้องมีจิงๆคือ ภาษาโปรแกรมมิ่งแบบลึกๆเลย
  • Software Developer (ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์)

    • ออกแบบและวางแผนภาพรวม ของซอฟต์แวร์
    • วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าหรือธุรกิจ
    • ดูแลตลอดทั้งกระบวนการพัฒนา (Software Development Life Cycle - SDLC)
    • ต้องมีทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา แล้วก้เขียนโค้ดได้ด้วย
    • ส่วนใหญ่ Developer จะมีตำแหน่งที่สูงกว่าและได้เงินเดือนเยอะกว่า โปรแกรมเมอร์นะ

Software Engineering ทำงานอะไรได้บ้าง

ตอนเรียนจบใหม่ๆ งานแรกของผมนะ โคตรเดือด เป็นสตาร์ทอัพเล็กๆ ในตึกแถวแถวอโศก ทำทุกอย่างจริงๆ เขียนตั้งแต่หน้าเว็บที่คนเห็น (Frontend) ยันระบบหลังบ้านที่เชื่อมกับฐานข้อมูล (Backend)

คืนวันศุกร์ตอนตีสอง นั่งแก้บั๊กคนเดียวในออฟฟิศ มีแค่ผมกับ M-150 เป็นเพื่อน หัวใจจะวาย แต่พอแก้ได้แล้วเว็บกลับมาวิ่งได้นะ โคตรภูมิใจเลย นั่นแหละ เค้าเรียกกันว่า Full-Stack Developer คือทำแม่มทุกอย่าง

ตอนนี้ย้ายมาทำบริษัทใหญ่แล้ว เป็นฟินเทค ตึกสูงๆ แถวสาทร คนละฟีลเลย ที่นี่ผมเป็น Backend Engineer เต็มตัว ไม่ต้องไปยุ่งกับหน้าเว็บสีสวยๆ แล้ว งานของผมคือจัดการกับ API กับ Database ล้วนๆ ให้มันเร็ว เสถียร แล้วก็ปลอดภัย

เพื่อนผมอีกคนมันไปสาย Mobile Developer เลย ทุกวันนี้เขียนแต่แอป iOS นั่งบ่นเรื่อง Apple ไม่ยอมอนุมัติแอปให้ผ่านซักทีให้ผมฟังทุกวัน อีกคนนึงเก่งมาก เป็น DevOps Engineer ผู้หญิงนะ โคตรเท่ หน้าที่ของนางคือทำให้โค้ดที่พวกผมเขียนๆ กันเนี่ย มันขึ้นไปรันบนเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ล่ม เป็นคนคุมท่อส่งทั้งหมด

แล้วก็มีเพื่อนอีกคนที่เป็น QA Engineer หรือ Tester หน้าที่ของมันคือพยายามทำลายทุกอย่างที่ผมสร้างขึ้นมา พยายามหาบั๊กหาช่องโหว่ในระบบให้เจอ ทะเลาะกันบ่อยมาก แต่มันสำคัญจริงๆ ไม่งั้นงานพัง

สายงานของ Software Engineer มันแตกแขนงไปได้เยอะมาก

  • Frontend Developer: สร้างส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) ที่เรามองเห็นและโต้ตอบบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  • Backend Developer: พัฒนาระบบหลังบ้านที่มองไม่เห็น เช่น เซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล และ API เพื่อให้ส่วนหน้าทำงานได้
  • Full-Stack Developer: ทำได้ทั้ง Frontend และ Backend เป็นเป็ดที่ทำได้ทุกอย่างในทีมพัฒนา
  • Mobile Developer: สร้างแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะ เช่น iOS หรือ Android
  • DevOps Engineer: เชื่อมช่องว่างระหว่างทีมพัฒนา (Dev) และทีมปฏิบัติการ (Ops) ดูแลกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เขียนโค้ดจนถึงการนำขึ้นระบบจริง
  • Software Quality Assurance (QA) Engineer: ออกแบบและดำเนินการทดสอบเพื่อค้นหาข้อบกพร่องและรับประกันคุณภาพของซอฟต์แวร์
  • Data Engineer: สร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)
  • Machine Learning Engineer: ออกแบบและสร้างโมเดล AI และ Machine Learning เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • Embedded Systems Engineer: เขียนซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์โดยตรง เช่น รถยนต์ ไมโครเวฟ หรืออุปกรณ์ IoT