ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software มีทั้งหมดกี่ชนิด
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีทั้งหมดกี่ชนิด: แบ่งตาม 2 ประเภทหลัก
การเลือกใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทุกคน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีทั้งหมดกี่ชนิด ช่วยลดความสับสนในการจัดเตรียมระบบงาน การศึกษาความแตกต่างของระบบปฏิบัติการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันความผิดพลาดในการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กรได้อย่างดีเยี่ยม
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีทั้งหมดกี่ชนิด และคุณจะจำแนกมันอย่างไรให้ถูกต้อง
การทำความเข้าใจว่าซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีทั้งหมดกี่ชนิด อาจเป็นเรื่องที่น่าสับสนสำหรับหลายคนเนื่องจากมีเกณฑ์จำแนกหลายรูปแบบ โดยทั่วไปแล้วซอฟต์แวร์ประยุกต์ คืออะไร สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 ชนิดหลักตามลักษณะการพัฒนาและการใช้งาน แต่หากจำแนกตามวัตถุประสงค์การใช้งานเฉพาะด้านในปัจจุบันจะแบ่งได้อย่างชัดเจนเป็น 5 กลุ่มหลัก
คำตอบสำหรับเรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุมมองขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่คุณหยิบยกมาพิจารณาเป็นหลัก - เรื่องนี้ทำเอาผมจำสับสนอยู่หลายสัปดาห์ตอนที่เริ่มศึกษาบทเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ ๆ เพราะตำราแต่ละเล่มมักเขียนอธิบายไม่เหมือนกันเลย
แต่จากประสบการณ์และหลักการสากลแล้ว วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือกรรมวิธีการสร้างและหน้าที่ของมันนั่นเอง
เจาะลึก 2 ชนิดหลักของซอฟต์แวร์ประยุกต์ จำแนกตามลักษณะการพัฒนา
เมื่อพิจารณาจากกระบวนการผลิตและกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน ซอฟต์แวร์ประยุกต์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน
ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Packaged หรือ General Purpose Software) คือโปรแกรมที่บริษัทผู้พัฒนาสร้างขึ้นมาเพื่อวางจำหน่ายและให้บริการแก่ผู้ใช้งานทั่วไปในตลาดอย่างแพร่หลาย ผู้ใช้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการแก้ไขหรือเขียนโค้ดเพิ่มเติม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Microsoft Office, Adobe Photoshop, Google Chrome และแอปพลิเคชันตระกูล LINE
ในทางกลับกัน ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน (Tailor-made หรือ Custom Software) คือซอฟต์แวร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อตอบโจทย์กระบวนการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น มักมีราคาค่าพัฒนาที่สูงมากและต้องอาศัยทีมโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาวิเคราะห์และออกแบบระบบ เช่น ระบบคิดเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบธนาคารออนไลน์ หรือระบบจัดการคลังสินค้าเฉพาะขององค์กร
การเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ทั้งสองประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของธุรกิจ - แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ แนวโน้มตลาดเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการให้บริการบนคลาวด์มากขึ้น
จากข้อมูลสถิติล่าสุดพบว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจมากกว่า 99% ทั่วโลกมีการใช้งานซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในรูปแบบออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งระบบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์แบบติดตั้งภายในองค์กรแบบเดิมลงไปถึงเกือบ 60% ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สับสนระหว่างซอฟต์แวร์ระบบและซอฟต์แวร์ประยุกต์? นี่คือความต่างที่ต้องรู้ก่อนเตรียมสอบ
นักเรียนและผู้เริ่มต้นศึกษาจำนวนมากมักจะ สับสนระหว่างซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) จนทำให้ตอบข้อสอบสลับกันอยู่บ่อยครั้ง วิธีแยกแยะที่ง่ายและชัดเจนที่สุดคือกรรมสิทธิ์ในหน้าที่ของพวกมัน
ซอฟต์แวร์ระบบคือตัวกลางที่คอยบริหารจัดการฮาร์ดแวร์และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Android หรือ iOS ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะกลายเป็นเพียงกล่องเหล็กเปล่า ๆ ที่เปิดใช้งานไม่ได้
ในขณะที่ซอฟต์แวร์ประยุกต์คือโปรแกรมที่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง โดยสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
คิดตามง่าย ๆ ครับ ระบบปฏิบัติการเปรียบเสมือนตัวบ้าน ส่วนซอฟต์แวร์ประยุกต์ก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่คุณเลือกซื้อเข้ามาใส่นั่นเอง
คอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยระบบปฏิบัติการ แต่คุณพิมพ์งานด้วย Word และดูหนังด้วย YouTube
ความเข้าใจผิดจุดนี้เองที่ทำเอาผมสอบตกในแบบทดสอบเก็บคะแนนรอบแรกสมัยเรียน - พิมพ์ตอบสลับกันมั่วไปหมดจนอาจารย์ต้องเรียกไปอธิบายซ้ำ
5 กลุ่มยอดนิยมของซอฟต์แวร์ประยุกต์ จำแนกตามวัตถุประสงค์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
หากเราเปลี่ยนเกณฑ์การจำแนกมามองในมุมของฟังก์ชันการทำงานและการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันหรือการทำธุรกิจ เราจะสามารถแบ่ง ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ พร้อมตัวอย่าง ออกได้เป็น 5 กลุ่มหลักที่คุ้นเคยกันดี ดังนี้
1. ซอฟต์แวร์เพื่องานจัดการและเอกสาร (Productivity Software): ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานออฟฟิศ การจัดการเอกสาร การคำนวณ หรืองานนำเสนอผลงานต่างๆ ตัวอย่างเช่น Microsoft Word, Excel, PowerPoint รวมถึงเครื่องมือทำงานร่วมกันออนไลน์อย่าง Google Docs 2. ซอฟต์แวร์เพื่อความบันเทิงและมัลติมีเดีย (Entertainment and Multimedia Software): กลุ่มโปรแกรมเพื่อการผ่อนคลาย ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือใช้ในการตัดต่อภาพ สื่อ และวิดีโอ เช่น YouTube, Spotify, VLC Player, Adobe Premiere Pro ตลอดจนเกมประเภทต่างๆ 3. ซอฟต์แวร์เพื่อการสื่อสารและเครือข่าย (Communication Software): เครื่องมือที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสาร รับส่งข้อมูล ท่องอินเทอร์เน็ต และประชุมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่ Google Chrome, Zoom, LINE, Microsoft Teams และ Gmail 4. ซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการฐานข้อมูล (Database Management Software): ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีความสามารถสูงในการเก็บรวบรวม จัดระเบียบ และเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในองค์กร เช่น MySQL, Microsoft Access และ Oracle 5. ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะทาง (Specialized Software): ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปใช้งานในวิชาชีพหรืออุตสาหกรรมเฉพาะด้านที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น โปรแกรมเขียนแบบทางวิศวกรรม (AutoCAD) หรือโปรแกรมสำหรับการคำนวณวิเคราะห์ทางสถิติ (SPSS)
ในยุคปัจจุบันนี้ พรมแดนระหว่างกลุ่มซอฟต์แวร์เหล่านี้เริ่มมีความคาบเกี่ยวกันมากขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีโมเดิร์นแอปพลิเคชันที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานในปัจจุบันพบว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่เลือกที่จะพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกว่า 80% ของซอฟต์แวร์ที่ปล่อยสู่ตลาดในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมแบบคลาวด์และใช้งานผ่านเบราว์เซอร์เกือบทั้งหมดแล้ว
ก้าวสู่ยุคใหม่: การปฏิวัติของ SaaS และ Cloud-based Application
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คืออะไร ในศตวรรษนี้ คำตอบไม่ใช่แค่ไฟล์.exe ที่ต้องดาวน์โหลดมาติดตั้งลงในฮาร์ดไดรฟ์อีกต่อไป แต่โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ SaaS (Software as a Service) และแอปพลิเคชันบนคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ
การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กรขนาดใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้ - แต่มันก็มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ที่คุณต้องระวัง
หลายคนหันมาใช้ระบบคลาวด์เพราะเชื่อว่าสะดวกที่สุด แต่ในความเป็นจริง การย้ายระบบทั้งหมดขึ้นสู่ระบบคลาวด์แบบไม่มีการวางแผนอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ง่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเสถียรของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ
สถิติในกลุ่มบริษัทไอทีพบว่า รูปแบบสัญญาสมาชิกรายเดือนของ SaaS ช่วยให้ธุรกิจสามารถประหยัดต้นทุนค่าบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ระบบได้ประมาณ 15% ถึง 25% เมื่อเทียบกับการจัดซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ขาดแบบเดิม
ทว่าข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ เกือบ 30% ของค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกบริการเหล่านี้กลับสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดายเนื่องจากปัญหาสิทธิ์การใช้งานที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการเปิดใช้งานจริงในระบบ
เปรียบเทียบความแตกต่าง: ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป กับ ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน
การเลือกซอฟต์แวร์ประยุกต์มาใช้งานในองค์กรหรือธุรกิจ จำเป็นต้องคำนึงถึงงบประมาณ ระยะเวลา และรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม ตารางสรุปต่อไปนี้เปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างสองชนิดหลักซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Packaged Software) ⭐
- สามารถซื้อ ดาวน์โหลด และเปิดใช้งานระบบเพื่อเริ่มต้นทำงานได้ทันทีภายในวันเดียว
- สะดวกและฟรี บริษัทผู้พัฒนาหลักเป็นผู้รับผิดชอบการปล่อยเวอร์ชันแก้ไขบั๊กอย่างสม่ำเสมอ
- ต่ำมากเนื่องจากตัวหารผู้ใช้งานในตลาดสูง มีการคิดเงินแบบรายเดือนหรือซื้อขาดราคาคงที่
- ต่ำ ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขโครงสร้างซอร์สโค้ดของโปรแกรมให้เข้ากับกระบวนการธุรกิจได้
ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน (Custom Software)
- ต้องใช้เวลาพัฒนายาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี ผ่านกระบวนการออกแบบ ทดสอบ และติดตั้ง
- ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการจ้างโปรแกรมเมอร์ดูแลต่อ หรือจัดตั้งทีมไอทีภายในขึ้นมาบำรุงรักษา
- สูงมาก ต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ในการจ้างทีมนักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้ามาเขียนระบบใหม่
- สูงสุด ออกแบบตามใจชอบและสั่งปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้ตรงกับความต้องการได้ 100%
การเปลี่ยนแปลงระบบจัดการของร้านเบเกอรี่คุณบอย: จากความโกลาหลสู่ความคล่องตัว
คุณบอย เจ้าของร้านเบเกอรี่ชื่อดังที่มีสาขาในกรุงเทพฯ กำลังปวดหัวอย่างหนักกับปัญหาสินค้าคงคลังไม่ตรงกับยอดขายจริงในแต่ละวัน เขาเริ่มสังเกตเห็นความเสี่ยงที่รายได้ลดลงเนื่องจากระบบจดบันทึกเดิมทำงานล่าช้าและส่งผลกระทบต่อลูกค้ารอคิวนาน
ตอนแรกเขาพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยจ้างนักศึกษาฝึกงานมาเขียนโปรแกรมจัดการร้านขึ้นมาใช้เองเฉพาะด้าน แต่ผลลัพธ์กลับแย่ลงกว่าเดิมเนื่องจากโปรแกรมมีข้อผิดพลาดระบบล่มบ่อยครั้งและไม่มีคนคอยดูแลแก้บั๊กให้ต่อเนื่อง
หลังจากเสียเวลาลองผิดลองถูกและสูญเงินไปจำนวนหนึ่ง คุณบอยตระหนักว่าเขาไม่จำเป็นต้องสร้างวงล้อขึ้นมาใหม่ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางหันมาปรับใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประเภท POS ระบบคลาวด์ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดแทน
หลังจากปรับมาใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่เสถียร ร้านของคุณบอยสามารถลดความผิดพลาดด้านยอดสต็อกลงได้มากและช่วยลดเวลาการรอคิวของลูกค้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขามีเวลาโฟกัสกับการขยายสาขาใหม่ได้สำเร็จ
จดจำอย่างรวดเร็ว
เลือกซอฟต์แวร์ตามโครงสร้างและเกณฑ์ความจำเป็นการเข้าใจว่าซอฟต์แวร์ประยุกต์จำแนกอย่างไรช่วยให้คุณเลือกใช้งานและบริหารงบประมาณไอทีในองค์กรได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์
ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปครองตลาดธุรกิจยุคใหม่องค์กรธุรกิจมากกว่า 99% ทั่วโลกหันมาใช้โมเดลซอฟต์แวร์สำเร็จรูปบนคลาวด์เพื่อช่วยตัดลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมลงถึงครึ่งหนึ่ง
แยกแยะความต่างเพื่อประสิทธิภาพการเรียนรู้จดจำไว้เสมอว่าซอฟต์แวร์ระบบทำหน้าที่คุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์ประยุกต์ทำหน้าที่บริการฟังก์ชันตามที่มนุษย์สั่งการ
ถาม & ตอบด่วน
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีทั้งหมดกี่ชนิด กันแน่ หากต้องการสรุปเพื่อไปเขียนคำตอบในข้อสอบ
คุณสามารถตอบได้ 2 เกณฑ์หลักครับ เกณฑ์แรกคือจำแนกตามลักษณะการพัฒนาจะแบ่งได้ 2 ชนิดหลัก (ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน) และเกณฑ์ที่สองคือจำแนกตามวัตถุประสงค์การใช้งานยอดนิยมในปัจจุบันซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อยหลักครับ
application software มีกี่ประเภท และเว็บแอปพลิเคชันหรือแอปบนมือถือจัดอยู่ในกลุ่มไหน
จัดเป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั้งหมดครับ โดยประเภทจะขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการทำงานของแอปนั้น เช่น แฟลชฟอร์ม TikTok จัดอยู่ในกลุ่มมัลติมีเดียและความบันเทิง ส่วนแอปพลิเคชันสแกนเอกสารบนมือถือจะจัดอยู่ในกลุ่มเพื่องานจัดการและเอกสารครับ
ตัวอย่าง ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ที่ทุกคนต้องมีติดเครื่องคอมพิวเตอร์คือโปรแกรมอะไรบ้าง
โปรแกรมพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันยุคนี้ ได้แก่ เว็บเบราว์เซอร์สำหรับท่องอินเทอร์เน็ต เช่น Google Chrome โปรแกรมจัดการงานเอกสารและรายงาน เช่น Microsoft Word หรือ Google Docs และแอปพลิเคชันเพื่อการสื่อสารคุยงานอย่าง LINE หรือ Zoom ครับ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต