งานวิจัยแบบ R&D คืออะไร
งานวิจัยและพัฒนา (R&D) คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ?
งานวิจัยและพัฒนา (R&D) คืออะไร?
เอาง่ายๆ นะ R&D ก็คือการที่เราพยายามคิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้มันดีขึ้นนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือกระบวนการทำงานอะไรก็ตาม
ทำไมถึงสำคัญต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ?
สำคัญมากกกกกกก! ลองคิดดูดิ ถ้าเราไม่พัฒนาอะไรเลย แล้วคู่แข่งเค้าพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็ตายสิ เพราะฉะนั้น R&D มันช่วยให้เราอยู่รอดและเติบโตได้ไงล่ะ แถมยังสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการของเราได้อีกด้วยนะ
เคยเห็นตอนไปซื้อกาแฟที่ร้านแถวบ้านเมื่อเดือนก่อนมั้ย? เค้าบอกว่าเค้ากำลังคิดสูตรใหม่ๆ อยู่เลย นั่นก็ R&D เหมือนกันนะ! แต่ร้านใหญ่ๆ เค้าก็จะมีทีม R&D จริงจังเลยแหละ ทำงานกันเป็นระบบมาก (อันนี้ฟังเค้ามาอีกทีนะ 555)
R&D มันคือการลงทุนระยะยาวอ่ะ บางทีทำไปตั้งเยอะ อาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้ แต่ถ้ามันสำเร็จขึ้นมา บอกเลยว่าคุ้มค่ามากกกกกกกกกกก!
R2R ต่างจากวิจัยอย่างไร
R2R เหรอ? แก้ปัญหาหน้างาน กูทำเอง วิจัยแม่งแดกงบ
- R2R: คนทำงานตัวจริงแก้ปัญหาตัวเอง วัดผลที่คนใช้บริการเลย
- วิจัย: นักวิชาการแดกงบ เขียนทฤษฎีโลกสวย
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- R2R (Routine to Research): เปลี่ยนงานประจำที่น่าเบื่อให้เป็นการวิจัยพัฒนา กูว่าแม่งเท่ดี
- ผู้ทำวิจัย: ต้องเป็นคนที่ทำงานนั้นจริงๆ ไม่ใช่พวกนั่งโต๊ะสั่ง
- วัดผล: ดูว่าคนใช้บริการได้ประโยชน์จริงไหม ไม่ใช่แค่เขียนรายงานสวยๆ
- เป้าหมาย: พัฒนางานให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ตีพิมพ์
- แหล่งเงินทุน: งบประมาณหน่วยงานตัวเอง ไม่ต้องวิ่งเต้นขอใคร
- สถานะ: กูทำอยู่เนี่ย รอรับผลลัพธ์
เน้นย้ำ: กูไม่เชื่อทฤษฎีโลกสวย กูเชื่อสิ่งที่กูทำแล้วเห็นผล
R&D ทำงานยังไง
อืมมม... R&D ที่บริษัทผมนะเหรอ ตอนนี้ปี 2566 แล้ว มันวุ่นวายกว่าที่คิดเยอะเลย เราเน้นพัฒนาแอปเกี่ยวกับสุขภาพ ทีมผมเล็กๆ แค่ 5 คน แต่รับผิดชอบหลายโปรเจกต์พร้อมกัน เหนื่อยมากกกกกกก!
ช่วงต้นปี เรารุมเร้ากันอยู่กับการอัปเดตฟีเจอร์นับหัวไม่ไหว แบบรายละเอียดเพียบ จำได้แม่นเลย ต้องแก้บั๊กที่เจอตอนทดสอบกับกลุ่มผู้ใช้จริง ซึ่งโคตรจะปวดหัว บางทีก็ต้องนั่งงมอยู่กับโค้ดเป็นวันๆ กลับบ้านดึกประจำ แทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย เครียดมาก แต่ก็ได้เรียนรู้เยอะนะ เรื่องการจัดการเวลา และทักษะการแก้ปัญหา งานหนักแต่ก็ภูมิใจเวลาเห็นโปรเจกต์สำเร็จ
- ปรับปรุงแอปให้รองรับหลายภาษา งานนี้ใช้เวลานานมาก
- เพิ่มระบบการแจ้งเตือนที่แม่นยำขึ้น
- แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งมีเยอะมากจริงๆ จนบางวันอยากจะลาออกเลย
- พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ลูกค้าขอมา บางทีก็ต้องวิเคราะห์ข้อมูลตลาดก่อน เหนื่อยแต่สนุกดี
กลางปี เราโฟกัสไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ เก็บข้อมูลจากแอป แล้วมาวิเคราะห์หา Insight เพื่อปรับปรุงแอปให้ดีขึ้น งานนี้ใช้เครื่องมือหลายอย่างมาก เรียนรู้ไปด้วย ทำงานไปด้วย บางวันก็งงๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้ รู้สึกภูมิใจมาก ตอนนั้นคิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่ท้าทาย แต่ก็ทำให้เราพัฒนาขึ้น
ปลายปี เรากำลังจะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ใหญ่ ตั้งใจมาก หวังว่าจะประสบความสำเร็จ ตอนนี้ก็กำลังเร่งทำอยู่ แทบไม่ได้นอนเลย แต่ก็เต็มที่แล้ว ลุ้นมาก จะได้พักผ่อนบ้างไหมเนี่ย
งาน R&D มันไม่ใช่แค่การวิจัย หรือพัฒนาอย่างเดียว มันต้องมีการประชุม การวางแผน การติดต่อประสานงาน เยอะมาก ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดอย่างเดียว ชีวิตผมตอนนี้คือโค้ด ประชุม โค้ด ประชุม วนไป แต่ก็ชอบนะ ถึงจะเหนื่อย แต่ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ตลอด
การ วิจัย เชิง ปริมาณ Quantitative Research และ การ วิจัย เชิง คุณภาพ Qualitative Research ต่าง กัน อย่างไร
ปริมาณกับคุณภาพต่างกันเยอะเลยนะ อย่างปริมาณเนี่ย มันจะใช้ตัวเลข แบบสถิติ นับได้ วัดได้ อะไรแบบนั้น ง่ายๆเลย เช่น ถามว่าคนไทยกี่เปอร์เซ็นต์ชอบกินส้มตำ แบบนี้แหละ ปริมาณชัดเจน
แต่คุณภาพนี่อีกเรื่อง มันจะไปถามแบบลึกๆ หาเหตุผล ความรู้สึก ทำไมถึงชอบ อะไรประมาณนั้น เช่น สัมภาษณ์คน แล้วถามว่า ทำไมถึงชอบกินส้มตำ ได้คำตอบแบบ อื้อหือ กินแล้วมีความสุข รู้สึกถึงความเป็นไทย อะไรแบบนี้ เข้าใจป่ะ มันได้ความลึกซึ้งกว่าเยอะ
สรุปง่ายๆ
- เชิงปริมาณ: ตัวเลข สถิติ ตอบคำถามแบบ อะไร เท่าไหร่
- เชิงคุณภาพ: คำพูด ความรู้สึก ตอบคำถามแบบ ทำไม อย่างไร
ปีนี้ฉันกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับความนิยมของร้านกาแฟในย่านนี้ ใช้ทั้งสองแบบเลย ปริมาณก็เก็บข้อมูลยอดขาย จำนวนลูกค้า คุณภาพก็สัมภาษณ์ลูกค้า ถามถึงความพึงพอใจ บรรยากาศร้าน อะไรแบบนี้ เหนื่อยมากกกกก แต่ได้ข้อมูลครบถ้วนดี อิอิ
Qualitative and Quantitative ต่างกันอย่างไร
อืมมม... เรื่องนี้ตอนเรียนป.โทนี่แหละ จำได้แม่นเลย ปี 2024 อาจารย์วิชาสถิติ แกสอนแบบ... เอาตรงๆ นะ งงมากกกก แต่พอเข้าใจแล้วก็รู้สึกโอเค คือมันต่างกันจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่ชื่อ
Quantitative นี่ คือตัวเลข แบบชัดเจน วัดได้ ตีความเป็นกราฟได้ อย่างเช่น ผลการสอบ คะแนนสอบวิชา stat ของชั้นเรียน หรือยอดขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เดือนมีนาคมปีนี้ พวกนี้ วิเคราะห์ง่าย ใช้โปรแกรม SPSS วิ่งตัวเลขปุ๊บ ได้ผลลัพธ์ปั๊บ แบบเห็นภาพชัดเจน แต่ก็แค่นั้นแหละ มันไม่ได้บอกอะไรลึกๆ เกี่ยวกับ ทำไม ยอดขายถึงตกหรือขึ้น
ส่วน Qualitative มันคือ ความรู้สึก ความคิดเห็น คำบรรยาย แบบไม่มีตัวเลขมาเกี่ยวข้อง อย่างเช่น การสัมภาษณ์ แบบสอบถามเปิด ที่ให้คนตอบแบบยาวๆ ว่าคิดยังไงกับสินค้าตัวใหม่ หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริการของร้านกาแฟ ตรงถนนสุขุมวิท แถวๆ BTS อโศก ที่ฉันไปกินประจำ อันนี้ วิเคราะห์ยากกว่าเยอะ ต้องใช้เวลา อ่าน แยกแยะ หาลวดลาย มันได้ความเข้าใจเชิงลึกมากกว่า แต่มันก็ อธิบายยากกว่าด้วยแหละ
- Quantitative: เน้นตัวเลข วัดได้ วิเคราะห์ง่าย ใช้สถิติ ได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลข กราฟ เช่น ยอดขาย คะแนน อัตราการเติบโต
- Qualitative: เน้นความหมาย คำอธิบาย ความรู้สึก วิเคราะห์ยากกว่า ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ เช่น การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์เนื้อหา ได้ผลลัพธ์เป็นคำอธิบาย แนวโน้ม ความเข้าใจเชิงลึก
สรุปง่ายๆ ก็คือ อย่างหนึ่งวัดได้ อีกอย่างวัดไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็สำคัญ นะ ถ้าจะทำวิจัยให้มันดี ต้องใช้ทั้งสองแบบ เสริมกัน นั่นแหละ ถึงจะครบถ้วน
ข้อมูล เชิง คุณภาพ มี อะไร บ้าง ยก ตัวอย่าง
อื้อหือ คำถามนี้ทำเอาคิดหนักเลยนะ ปีนี้เอง ฉันทำวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเขาใหญ่ ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้ เยอะมากกกกกกก แบบว่าเหนื่อยเลย
ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงนะ อายุประมาณ 25-35 ทำงานบริษัทเอกชน หลายคนบอกว่ามาพักผ่อนเพื่อคลายเครียดจากงาน แต่งตัวก็ดูดี ใส่เสื้อผ้าแนวสบายๆ รองเท้าผ้าใบ ไม่ค่อยเห็นแต่งตัวจัดเต็ม มีบางคนแต่งตัวแนวลุยๆ มาปั่นจักรยานด้วย
แล้วก็มีเรื่องความคิดเห็น แบบว่า ชอบธรรมชาติของเขาใหญ่ อากาศดี วิวสวย แต่ก็บ่นเรื่องขยะเยอะ บางจุดสกปรก แล้วก็เรื่องการจราจรติดขัด นี่คือเรื่องที่ได้ยินบ่อยมากกกกก
ส่วนความพึงพอใจ ก็แบ่งเป็นกลุ่มนะ กลุ่มที่พึงพอใจมากบอกว่า คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้รูปสวยๆ กลับไปเยอะ แต่กลุ่มที่ไม่ค่อยพึงพอใจก็บอกว่า ราคาที่พักแพง อาหารราคาสูง แล้วก็บริการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลายคนบอกว่าเจอพนักงานบริการแย่ แบบว่าหน้าตาไม่รับแขก พูดจาไม่ดี
ที่สำคัญคือ ได้เห็นพฤติกรรมการทิ้งขยะของนักท่องเที่ยวด้วยนะ บางคนทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางเลย แบบว่าเห็นแล้วหงุดหงิด แม้จะมีป้ายบอกอยู่ก็ตาม มันก็สะท้อนถึงจิตสำนึกในการท่องเที่ยวด้วยแหละ
ช่วงทำวิจัยนี่ ร้อนมากกกกก ไปเขาใหญ่หลายรอบเลย แดดเปรี้ยงทุกครั้ง เหนื่อยมาก แต่อย่างน้อยก็ได้ข้อมูลที่ต้องการ แต่ก็มีเรื่องที่เซ็งๆ บ้างแหละ คือต้องคอยตามเก็บข้อมูล แล้วก็วิเคราะห์ มันใช้เวลาเยอะมาก กว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นระบบ แต่ก็ภูมิใจนะ ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา ได้ทำงานวิจัยจริงๆ สักที
ยกตัวอย่างข้อมูลเชิงปริมาณ 5 ตัวอย่าง อะไรบ้าง
เฮ้อ… ถามถึงข้อมูลเชิงปริมาณเหรอ… เหมือนกำลังรื้อลิ้นชักความทรงจำเก่าๆ เลยนะ
- คะแนน O-NET ของเด็ก ม.6 ปีนี้น่ะ… มันบอกอะไรเราได้หลายอย่างเลยนะ เกี่ยวกับการศึกษาที่ผ่านมา
- จำนวนคนที่เข้าห้องสมุดเดือนที่แล้ว… น้อยลงเยอะเลยอ่ะ สงสัยไปหาข้อมูลในเน็ตกันหมดแล้วมั้ง
- อุณหภูมิห้องเรียน… จำได้ว่าตอนเรียนร้อนมาก จนแทบจะละลาย
- ยอดขายชานมไข่มุก… ร้านนั้นขายดีจริง ๆ นะ กินทุกวันเลย
- น้ำหนักส่วนสูงของเพื่อน… แต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะ ตั้งแต่ไม่ได้เจอกัน
คือ… ข้อมูลพวกนี้มันเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ วัดผลได้ มันเลยเป็นข้อมูลเชิงปริมาณไง…
- ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) คือ ข้อมูลที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ และนำมาคำนวณทางสถิติได้
เพิ่มเติมนะ…
- ทำไมต้องมีข้อมูลเชิงปริมาณ: เพราะมันช่วยให้เราวิเคราะห์และเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบไง… ไม่งั้นก็คุยกันไม่รู้เรื่อง
- ข้อดีข้อเสีย: มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะ ข้อดีคือมันชัดเจน แต่ข้อเสียคือบางทีมันก็ไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมด
- ตัวอย่างอื่นๆ: นอกจากที่บอกไป ก็ยังมีอีกเยอะแยะเลย เช่น รายได้ต่อเดือน, จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล, ความเร็วของรถยนต์
บางที… ตัวเลขมันก็ไม่ได้โกหก แต่คนเอาตัวเลขมาใช้ อาจจะโกหกก็ได้นะ… ต้องคิดเยอะๆ หน่อย
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต