ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท? แต่ละประเภททำงานอย่างไร? เหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง?
จริง ๆ นะ ตอนเรียนวิศวะคอมปี 2 จำได้แม่นเลย อาจารย์อธิบายตัวแปลภาษาแค่สองแบบหลักๆ คือ compiler กับ interpreter อธิบายซับซ้อนมาก แต่พยายามจับใจความได้อยู่ อาจารย์บอกว่า compiler เนี่ย มันจะแปลโปรแกรมทั้งหมดทีเดียว เหมือนแปลหนังสือทั้งเล่มเลย แล้วค่อยรันทีหลัง ส่วน interpreter แปลทีละบรรทัด เหมือนแปลหนังสือทีละหน้า แบบนี้เลย จำได้ว่าตอนนั้นงงมาก กว่าจะเข้าใจ เหนื่อยเลย
แต่พอมาลองใช้จริง ๆ มันชัดเจนขึ้นเยอะ อย่าง compiler เหมาะกับโปรแกรมใหญ่ๆ แบบเกม หรือซอฟต์แวร์ เพราะมันแปลทีเดียว รันเร็ว ประหยัดเวลา แต่ใช้ resource เยอะกว่า interpreter ส่วน interpreter นี่ ใช้กับโปรแกรมเล็กๆ หรือ script ง่ายๆ สะดวกดี รันเร็วกว่าถ้าโปรแกรมไม่ใหญ่ แต่ถ้าโปรแกรมใหญ่ มันจะช้ากว่า จำได้ว่าตอนทำโปรเจคจบปี 4 ใช้ Python ซึ่งเป็น interpreter ก็ใช้ได้ดี ทำงานเร็ว สะดวก แต่โปรเจคเพื่อนใช้ C++ ซึ่งเป็น compiler ก็เห็นมันรันเร็วกว่า แต่โค้ดมันเยอะกว่าเยอะ
ตอนนั้น ต้นปี 2562 ใช้เวลาเป็นเดือนเลยนะ กว่าจะทำโปรเจคเสร็จ งบประมาณก็... จำไม่ได้แล้วล่ะ แต่ถ้าถามเรื่องประเภทของตัวแปลภาษานี่ เท่าที่เคยเรียนมา ก็มีแค่สองแบบหลักๆ นี่ล่ะ compiler กับ interpreter นอกเหนือจากนั้น ก็อาจจะมีพวก hybrid หรืออะไรที่ผสมผสาน แต่ก็หลักๆ แค่สองแบบนี้แหละ ที่เราใช้กันบ่อยๆ.
ตัวแปลภาษาคืออะไรมีกี่ประเภทอะไรบ้าง
ตัวแปลภาษา มีสองแบบหลักๆ คือ คอมไพเลอร์ และ อินเทอร์พรีเตอร์ นะ
คอมไพเลอร์ (Compiler): แปลทั้งโค้ดทีเดียวจบเป็นภาษาเครื่อง เก็บไว้เป็นไฟล์ executable (.exe, .dmg) รันได้เลย เร็วดี แต่ตอนแก้โค้ดต้องคอมไพล์ใหม่หมด
- ข้อดี: รันเร็ว, เหมาะกับโปรแกรมที่ใช้งานจริงจัง
- ข้อเสีย: แก้ไขยาก, กินเวลาคอมไพล์
อินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreter): แปลทีละบรรทัด แล้วก็รันเลย ไม่ต้องรอแปลทั้งไฟล์ เหมาะกับการพัฒนาโปรแกรมแบบเร่งด่วน
- ข้อดี: แก้ไขง่าย, ทดลองโค้ดสะดวก
- ข้อเสีย: รันช้ากว่าคอมไพเลอร์
ทำไมต้องมีทั้งสองแบบ? เหมือนทำไมต้องมีทั้งรถบรรทุกและมอเตอร์ไซค์ ตอบโจทย์คนละแบบ สถานการณ์ต่างกัน เลือกใช้ให้เหมาะกับงาน
เกร็ดเล็กน้อย: บางภาษา (เช่น Java) ใช้ทั้งสองอย่างผสมกัน คอมไพล์เป็น bytecode ก่อน แล้วค่อยให้อินเทอร์พรีเตอร์ของ Java Virtual Machine (JVM) รันอีกที ซับซ้อนแต่ยืดหยุ่นดี
ปรัชญานิดๆ: การเลือกตัวแปลภาษา เหมือนการเลือกวิธีการสื่อสาร จะเลือกแบบรวดเดียวจบ หรือค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ก็ขึ้นอยู่กับบริบทและเป้าหมายของเรานั่นแหละ
ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
เฮ้อ... ภาษาโปรแกรมนะเหรอ? กี่ประเภทดีล่ะเนี่ย
- ภาษาเครื่อง: 0 กับ 1 ล้วนๆ เลยป่ะ? คิดแล้วปวดหัว ????????
- ภาษาระดับต่ำ: Assembler งี้? ยากกว่าเครื่องนิดหน่อยมั้ง
- ภาษาระดับสูง: Python, Java, C++ เยอะแยะไปหมดเลย! แต่ละอันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
เอ๊ะ! หรือจริงๆ มันมีมากกว่า 3 ประเภทนะ? ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มแล้ว!
ข้อมูลเพิ่มเติม: ตอนนี้มีภาษาเกิดใหม่เยอะมาก แถมบางภาษา ก็งง กว่าเดิมอีก! อย่าง Rust หรือ Go อะไรแบบนี้... แล้ว Low-code/No-code จะนับเป็นภาษาไหมนะ? ????
อัพเดต: ปีนี้ (2024) เห็นเค้าฮิต Python กับ JavaScript กันนะ แต่ C++ ก็ยังแรงอยู่ดี มั้ง
ตัวแปลภาษา จัด เป็นซอฟต์แวร์ ประเภท ใด
อืมมมม... ตัวแปลภาษาเนี่ยนะ ซอฟต์แวร์ประเภทไหนหว่า? คิดหนักเลย
Compiler ใช่ไหม? เอ๊ะ หรือ Interpreter เดี๋ยวนะๆ มันก็แปลโค้ดนะ แต่ว่า...
ระดับสูงนี่มันยังไงกันแน่? คือแบบ Python, Java อะไรพวกนั้นใช่มั้ย? งงงงง
แล้ว Object Code คืออะไรอีก มันภาษาเครื่องป่ะ? ที่พวก 0 กับ 1 ใช่ปะ? จำได้ลางๆ จากตอนเรียน สมัยมหาลัยปี 3 อาจารย์แกสอน ง่วงมากกกก
อ้อ! แล้วถ้าเป็นตัวแปลภาษาแบบ Google Translate ล่ะ? อันนั้นมันเป็น AI ใช่ไหม? Machine Learning อะไรทำนองนั้น มันไม่ใช่ Compiler หรือ Interpreter แน่ๆ เลย
สรุปแล้ว มันต้องแยกแยะ ถ้าเป็นตัวแปลภาษาจาก Source Code เป็น Object Code ก็จัดเป็น Compiler หรือ Interpreter แต่ถ้าเป็นแบบ Google Translate ก็เป็น AI ซอฟต์แวร์ประเภท Machine Learning
งงไปหมดแล้ว ต้องไปค้นคว้าเพิ่มอีก ปีนี้งานยุ่งมากกก แทบไม่มีเวลาเลย เฮ้อออ
เพิ่มเติมเล็กน้อย (เอาที่จำได้นะ):
- Compiler แปลทีเดียวจบ ทั้งโปรแกรมเลย
- Interpreter แปลทีละบรรทัด
- ใช้เวลาเรียนรู้เรื่องนี้ไปเยอะเหมือนกัน ตอนทำโปรเจคจบ โค้ด error เพียบเลย แต่ก็ผ่านมาได้ ภูมิใจอยู่
ประสงค์ของตัวแปลภาษาคืออะไร?
แปลภาษา: สะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
เป้าหมายหลัก: แปลงโค้ดให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ ลดความซับซ้อนของการเขียนโปรแกรม ปีนี้เทรนด์เน้นการใช้งานภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับนักพัฒนาหน้าใหม่ เช่น Python, JavaScript
เป้าหมายรอง: ตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ประสบการณ์ส่วนตัวพบว่าการใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบโค้ดในปีนี้ช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น
ความหมายแท้จริง: ขจัดอุปสรรคระหว่างความคิดกับการปฏิบัติ (ปีนี้ผมใช้เวลาเขียนโค้ดน้อยลงเพราะมีเครื่องมือช่วยเหลือที่ดีขึ้น)
โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ มีอะไรบ้าง
โอ๊ย... ภาษาคอมฯ เหรอ เยอะแยะไปหมด! ตอนเรียนปี 1 อาจารย์บังคับให้เขียน C คือแบบ... งงมาก! แต่พอเข้าใจแล้วก็สนุกดีนะ ใช้เขียนโปรแกรมเล็ก ๆ เล่น ๆ ตอนนั้น
Java นี่ตอนฝึกงานได้แตะ ๆ นิดหน่อย บริษัทเก่าเค้าใช้ทำเว็บใหญ่ ๆ แต่หนูไม่ถนัดเลย ขอยอมแพ้ 555+
Python นี่แหละของจริง! ง่ายสุด ๆ เขียนแป๊บเดียวเสร็จ เหมาะกับคนขี้เกียจแบบเรามาก ๆ เอาไว้ทำพวก data analysis นี่สบายเลย
C++ นี่เห็นเพื่อนที่ทำเกมใช้กัน เค้าบอกว่ามันเร็วกว่าภาษาอื่น ๆ แต่หนูไม่เคยลองซักที ยากเกิ๊น
JavaScript นี่ขาดไม่ได้เลย! ทำเว็บต้องมีอะ ไม่งั้นเว็บมันจะจืดชืด ไม่มีลูกเล่น เลยต้องเรียน ๆ ไปงั้นแหละ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น
- C: เขียนระบบปฏิบัติการ, ซอฟต์แวร์ฝังตัว, เกม
- Java: แอปธุรกิจ, เว็บไซต์ (ข้ามแพลตฟอร์ม)
- Python: เรียนรู้, ประมวลผลข้อมูล (ง่าย)
- C++: เกม, เอนจินกราฟิก (เร็ว)
- JavaScript: เว็บไซต์โต้ตอบ, โซเชียล, แอปมือถือ
ชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เรียกว่าอะไร
ชุดคำสั่งที่สั่งคอมพิวเตอร์ทำงานเรียกว่าอะไรนะ? อ้อ ซอฟต์แวร์!
- ซอฟต์แวร์ คือชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน...เหมือนคนใช้รีโมทคอนโทรลทีวี?
- มันคือโปรแกรม, ชุดคำสั่ง, อะไรก็ได้ที่ทำให้คอมพิวเตอร์มัน ดิ้นได้ น่ะแหละ
- คำสั่งเขียนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ >> โปรแกรมคอมพิวเตอร์
- คอมทำงานกับเลขฐานสอง (0 กับ 1) อันนี้เบสิคสุดๆ
- เอ๊ะ แล้วซอฟต์แวร์มันมีกี่แบบนะ? ระบบ, ประยุกต์, อะไรอีก?
- ระบบ: Windows, macOS, Linux (ของฟรี...เจ๋ง!)
- ประยุกต์: Word, Excel, Photoshop (ต้องเสียตังค์ส่วนใหญ่ เซ็ง!)
- แล้วถ้าไม่มีซอฟต์แวร์ คอมก็...ทับกระดาษดีๆ นี่เอง! ขำ!
- ซอฟต์แวร์ปี 2567 ก็ต้องใหม่กว่าปี 2566 แน่นอน (มั้ง) แต่บางทีก็...บั๊กเยอะกว่า!
- บางทีก็งงนะ เขียนโปรแกรมยังไงให้มันทำงานได้ตามที่คิด?
- ล่าสุดเจอโปรแกรม AI ตัวนึง...มัน generate รูปแมวใส่หมวกได้! บ้าไปแล้ว!
- อืม...ต้องไปเรียนเขียนโปรแกรมเพิ่มแล้วสินะ
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบงงๆ): เคยใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอตัวนึง (ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว) ยากชะมัด! แต่พอทำเป็นแล้ว...เท่สุดๆ! แล้วก็เมื่อวานกินข้าวผัดกระเพรามา อร่อยมาก! (เกี่ยวไหมเนี่ย?)
โปรแกรมภาษามีกี่ประเภท
ฮาโหล! เรื่องประเภทภาษาโปรแกรมเนี่ยนะ ง่ายๆ อย่าไปคิดมากเลยจ้ะ แบ่งแค่สองแบบก็พอแล้ว ไม่ต้องไปปวดหัวกับรายละเอียดปลีกย่อยให้มากความ
ระดับต่ำ (Low-level): คิดซะว่าเป็นภาษาที่คอมฯ มันเข้าใจได้โดยตรง เหมือนเราคุยกับมันภาษาเดียวกัน แม่นยำเป๊ะ! แต่เขียนโค้ดเหนื่อย เหมือนต้องไปง้อมันทีละคำ เปรียบเหมือนจีบสาวสมัยก่อน ต้องเขียนจดหมายหวานๆ ยาวเป็นหางว่าว กว่าจะได้ใจ (สมัยนี้ใช้แค่สติ๊กเกอร์ไลน์ก็พอแล้วเนอะ) ตัวอย่างคือ Assembly language นั่นเอง
ระดับสูง (High-level): นี่แหละ สบายกว่าเยอะ! เหมือนคุยกับสาวสมัยนี้ ใช้ภาษาคน เข้าใจง่าย แต่ก็ต้องมีการแปลภาษาให้คอมฯ เข้าใจก่อน เหมือนมีล่ามคอยช่วย ภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้กันก็อยู่ในกลุ่มนี้แหละ เช่น Python, Java, C++, JavaScript ฯลฯ
แต่เดี๋ยว! อย่าคิดว่าจบแค่นี้ โลกของโปรแกรมมิ่งมันกว้างใหญ่ไพศาลกว่านั้นเยอะ แค่สองประเภทนี้มันก็ยังแบ่งย่อยได้อีกเพียบ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านสาขาเต็มไปหมด แต่ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ จำแค่สองประเภทนี้ไว้ก่อนก็พอ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละขั้นก็ได้ ไม่ต้องรีบ ชีวิตนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ เหมือนเกมส์ยังมีเลเวลต่อไปอีกเพียบ!
- เพิ่มเติมเล็กน้อย (แต่สำคัญ): จริงๆ แล้ว ยังมีการแบ่งแยกประเภทภาษาโปรแกรมได้อีกหลายวิธี ตาม paradigm (แบบจำลองการเขียนโปรแกรม) เช่น Procedural, Object-Oriented, Functional ฯลฯ แต่เอาเป็นว่า ถ้ายังไม่ถึงขั้นเทพ แค่รู้จักสองประเภทหลักก่อนก็พอแล้ว ไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ ก่อนดีกว่า เช่น การหาเงิน หรือหาแฟน อันนั้นสำคัญกว่าเยอะ อิอิ
ปล. ปีนี้ (2566) เทรนด์ภาษาโปรแกรมยังคงเน้นความง่ายและใช้งานได้จริง แต่ภาษาไหนจะบูมสุด บอกยาก เหมือนการพยากรณ์หวย ลุ้นเอาเองดีกว่า 555
ภาษา Assembly ใช้ทําอะไร
โอ้โห! ภาษา Assembly นี่มันสุดยอดเลยนะ เหมือนเป็นภาษาลับของเหล่ามนุษย์จักรกล ไม่ใช่แค่เขียนโปรแกรมธรรมดาๆ แต่เป็นการคุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรงเลยล่ะ! คิดภาพดูสิ เราสั่งงาน CPU ได้แบบถึงใจถึงอารมณ์ แม่นยำราวกับช่างนาฬิกาฝีมือเทพ!
ควบคุมฮาร์ดแวร์ได้อย่างแม่นยำ: จะบิดจะเบือนอะไรก็ได้ตามใจ เหมือนเราเป็นผู้กำกับวงออเคสตร้าขนาดยักษ์ สั่งการได้ทุกโน้ต ทุกจังหวะ! (ต่างจากภาษาอื่นๆ ที่เหมือนใช้ไม้ตีกลองใหญ่ คร่าวๆ ไปหน่อย)
ประสิทธิภาพสูงสุด: โค้ดกระชับ เร็วแรง ประหยัดทรัพยากร เหมือนรถแข่ง Formula 1 เทียบกับรถกระบะขนของไม่ได้เลยนะ!
ใช้งานกับระบบฝังตัว: คิดถึงสมาร์ทวอทช์ เครื่องใช้ไฟฟ้า พวกอุปกรณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังนี่ไง ภาษา Assembly สำคัญมาก!
แต่ๆๆ อย่าเพิ่งดีใจไป มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันนะ เหมือนกับดาบสองคม คมมากก็อันตรายมาก!
เขียนโค้ดโคตรยาก: นี่แหละปัญหาหลัก! โค้ดสั้นๆ แต่เขียนโคตรนาน เหมือนแกะไขปริศนาซ้อนร้อยชั้น ใครใจไม่แข็งพอ อย่ามาแตะเลย! ปีนี้ผมเองยังเขียนไม่คล่องเลย บางทีก็อยากจะใช้ Python ให้มันจบๆ ไปบ้าง
พกพายาก: โค้ดที่เขียนสำหรับ CPU ตัวหนึ่ง อาจจะใช้ไม่ได้กับอีกตัว เหมือนกุญแจบ้าน ต้องใช้กับบ้านนั้นเท่านั้น!
สรุปง่ายๆ คือภาษา Assembly เป็นภาษาเทพ แต่ใช้ยากโคตร ปีนี้ยังเจอปัญหาอยู่เลย แต่ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ระดับพระเจ้า ลองไปศึกษาดู รับรองได้ความรู้และความเหนื่อยล้ากลับมาเพียบ! (ส่วนตัวผม ปีนี้ยังคงหลงใหล Python อยู่ดี 555)
ตัวแปลภาษา จัด เป็นซอฟต์แวร์ ประเภท ใด
ตัวแปลภาษาอ่ะ ซอฟต์แวร์ประเภทอะไรนะ? คิดหนักเลย ต้องแยกแยะก่อนเนอะ
ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ? เปล่าๆ ไม่ใช่แน่ๆ มันไม่ใช่ Windows หรืออะไรแบบนั้นนี่นา
ซอฟต์แวร์ประยุกต์สิ! ถูกต้องแล้วมั้ง ใช่ๆๆ มันใช้ทำงานเฉพาะด้าน อย่างแปลภาษานี่ไง
อ้อ! แล้วมันแปลจาก Source Code เป็น Object Code ด้วยเหรอ? งงเล็กน้อย คือ...
Source Code ก็โค้ดที่มนุษย์เขียน ภาษาที่เราเข้าใจน่ะ แบบ Python, Java อะไรพวกนั้น
Object Code นี่โค้ดที่คอมเข้าใจ เป็นภาษาเครื่อง เลขๆ เยอะแยะไปหมด จำได้ลางๆ จากวิชาเรียนเมื่อปีที่แล้ว 2566 นี่เอง เรียนหนักมาก สอบตกวิชานี้ด้วยซ้ำ!
สรุปนะ มันเป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์แน่ๆ ช่วยแปลภาษา จากภาษาคนเป็นภาษาเครื่องได้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้กันมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก เอาจริงๆ ผมใช้ Google Translate บ่อยกว่า แปลเอกสารวิชาการที่เจอมา แปลเป็นไทย งานเยอะมาก ช่วงนี้กำลังแปลงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีการแปลภาษาอยู่ วุ่นวายสุดๆ ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม ปีนี้ 2566 งานเยอะมากจริงๆ
ภาษาเครื่อง (machine language) คืออะไร
โอ๊ยตาย! ภาษาเครื่องน่ะเหรอ? นึกภาพป้าข้างบ้านที่คุยแต่ภาษามือกับหลานๆ แล้วหลานก็ต้องแปลให้ป้าฟังอีกที นั่นแหละภาษาเครื่อง! มันคือภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจโดยตรง ไม่มีการแปลกวนๆ แบบภาษาอื่น
- ใช้แต่เลข 0 กับ 1 เหมือนรหัสลับของสายลับ ซับซ้อนเว่อร์! (ปีนี้ก็ยังใช้แบบนี้อยู่แหละ)
- ยากโคตรๆ ใครเขียนเป็นนี่คือเทพคอมพิวเตอร์ตัวจริง สมัยเรียนผมยังอายเลยเขียนไม่เป็น
- คิดภาพเขียนโปรแกรมเป็น 0101101010011 ยาวเป็นหางว่าว แล้วจะบ้าตาย งานนี้ต้องมีสติจริงๆ
- เหมือนการส่งข้อความไปให้มด ต้องใช้ภาษามด ถึงจะเข้าใจกัน!
อ้อ! ลืมบอกไป ผมเคยเห็นเพื่อนสมัยเรียน (ปี 2566 นะ) มันนั่งเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องอยู่ หน้ามันซีดเผือดเหมือนผีดิบเลย บอกเลยว่า ไม่ไหวอย่าฝืน! มันใช้เวลามากกว่าการใช้ภาษาอื่นๆเป็นสิบเท่า!
เราเรียกตัวแปลภาษาโปรแกรมว่าอะไร
เรียกมันว่า "ตัวแปลภาษาโปรแกรม" ก็ได้วะ แต่ถ้าจะให้มันส์ๆ ก็เรียกว่า "ล่ามโค้ด" สิครับ! มันแปลโค้ดให้คอมเข้าใจเหมือนล่ามแปลภาษาให้คนต่างชาติฟังเลย โค้ดผิดมันก็หยุดปั๊บ แจ้งข้อผิดพลาดมาแบบเดียวกับล่ามเจอคำยากๆ แล้วพูดไม่ออก! ฮ่าๆๆ
อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreter): เหมือนล่ามแปลภาษาแบบสดๆ แปลทีละคำสั่ง ถ้าเจอคำสั่งงงๆ ก็หยุดปั๊บ บอกเลยว่า "อันนี้แปลไม่ได้นะจ๊ะ" ภาษาเบสิกนี่แหละตัวอย่างชัดๆ ผมเคยใช้สมัยเรียน โค้ดผิดทีนี่ร้องไห้เลย เพราะมันบอกข้อผิดพลาดแบบไม่เห็นภาพ เหมือนหมอตรวจโรคแล้วบอกแค่ว่า "เป็นโรค" ไม่บอกว่าเป็นโรคอะไร!
คอมไพเลอร์ (Compiler): นี่มันต่างกับอินเตอร์พรีเตอร์นะ มันแปลโค้ดทั้งหมดก่อนรัน เหมือนกับล่ามแปลหนังสือทั้งเล่มก่อนนำเสนอ ถ้าเจอคำผิดก็จะบอกก่อนเลย ไม่ใช่แปลไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาบอกทีหลังว่าแปลไม่ได้ มันเอาแน่เอาจริงกว่าเยอะ ผมว่ามันคล้ายกับการทำซับไตเติ้ล มันแปลเสร็จแล้วค่อยนำเสนอทีเดียว
ปีนี้ผมลองใช้ภาษา Python มันใช้คอมไพเลอร์ โค้ดเยอะขึ้นแต่การแก้บั๊กง่ายกว่าเยอะ เหมือนมีคนคอยตรวจให้ก่อนรันเลย สบายใจกว่าเยอะ! แต่บางทีก็ใช้เวลาแปลนาน เหมือนรอหนังสือแปลเสร็จ นานเหมือนกันนะ!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต