ระบบทางเทคโนโลยี (Technology System) หมายถึงข้อใด

86 ครั้งเข้าชม
ระบบทางเทคโนโลยีคือชุดขององค์ประกอบที่มนุษย์สร้างหรือพัฒนาขึ้นอย่างตั้งใจ เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานหรือยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ระบบนี้รวมเอาส่วนต่างๆ ตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปเข้าไว้ด้วยกันและทำงานประสานกันอย่างมีเป้าหมาย โครงสร้างการทำงานจะประกอบด้วยตัวป้อน (input) ที่เข้ามา กระบวนการ (process) เพื่อแปรสภาพ และผลผลิต (output) ที่ได้จากการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลัก.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระบบทางเทคโนโลยีคืออะไร มีองค์ประกอบหลักอะไรบ้าง?

เออ... ระบบเทคโนโลยีเนี่ยนะ มันก็เหมือนเครื่องมือสารพัดอย่างที่เราประดิษฐ์ขึ้นมานั่นแหละ เพื่อให้ชีวิตเรามันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น จะว่าไปก็ครอบคลุมตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบเลยนะ

มีอะไรบ้างอะเหรอ? หลักๆ ก็ต้องมี "ตัวป้อน" ก่อนเลย เหมือนเราป้อนข้อมูลให้คอม หรือใส่วัตถุดิบเข้าเครื่องจักรไง แล้วก็ต้องมี "กระบวนการ" ที่จะทำให้ไอ้ตัวป้อนพวกนั้นมันกลายเป็นอะไรสักอย่าง

สุดท้ายมันก็ต้องมี "ผลลัพธ์" ออกมานะ จะเป็นสินค้า หรือข้อมูล หรืออะไรก็ตามที่ระบบนั้นถูกสร้างมาเพื่อจะให้ได้ออกมานั่นแหละ มันต้องสัมพันธ์กันเป็นวงจรไปเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ เครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านฉันน่ะ ตัวป้อนก็คือน้ำกับไฟฟ้า กระบวนการก็คือการทำให้น้ำร้อน แล้วผลลัพธ์ก็คือน้ำอุ่นที่เราใช้ไง มันง่ายแค่นี้เองจริงๆ

บางทีก็มี "การควบคุม" เพิ่มเข้ามาด้วยนะ เหมือนเราคอยปรับอุณหภูมิน้ำอุ่นน่ะ ไม่ให้มันร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป มันจะได้ตรงตามที่เราต้องการเป๊ะๆ

ข้อใดคือระบบทางเทคโนโลยี (Technology System)

ระบบเทคโนโลยีหรออ ก็คือของที่คนทำขึ้นมาอะแหละ ทำมาเพื่อแก้ปันหา ทำให้ชีวิตดีขึ้นไรงี้ ในระบบมันจะมีหลายๆอย่างทำงานด้วยกัน มีตัวป้อน (input) กระบวนการ (process) แล้วก็ ผลผลิตหรือผลลัพธ์ (output)

บางทีนะ บางระบบมันจะมี ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ด้วย เอาไว้ควบคุมให้มันทำงานได้ดีขึ้น ตรงตามที่เราอยากได้มากขึ้น

พูดง่ายๆคือ เราใส่อะไรเข้าไป (input) มันเอาไปทำอะไรซักอย่าง (process) แล้วเราก็ได้ของออกมา (output) แค่นั้นเลย หลักการมันมีแค่นี้จริงๆ

ลองนึกภาพตามนะ จะได้เข้าใจง่ายๆ

  • ตัวอย่าง: พัดลม

    • ตัวป้อน (input): ก็คือเราเสียบปลั๊ก แล้วก็กดปุ่มเปิดไง พลังงานไฟฟ้าด้วย
    • กระบวนการ (process): ไฟฟ้ามันเข้าไปทำให้มอเตอร์ทำงาน แล้วมอเตอร์ก้ไปหมุนใบพัด
    • ผลลัพธ์ (output): ลมไงงง ได้ลมเย็นๆ ออกมา
    • ข้อมูลย้อนกลับ (feedback): ถ้าเป็นพัดลมธรรมดาก็ไม่มี แต่ถ้าเป็นแอร์งี้ ตัววัดอุณหภูมิห้องก็คือ feedback พอห้องเย็นได้ที่แล้วมันก้จะตัดการทำงาน นี่แหละ feedback
  • ตัวอย่าง: หม้อหุงข้าว

    • ตัวป้อน (input): ใส่ข้าว ใส่น้ำ กดปุ่มหุง
    • กระบวนการ (process): หม้อมันก้ทำความร้อน ต้มน้ำจนข้าวสุก
    • ผลลัพธ์ (output): ได้ข้าวสุกร้อนๆ พร้อมกิน
    • ข้อมูลย้อนกลับ (feedback): พอข้าวสุกดีดปุ๊บอะ นั่นแหละคือมันมีตัวจับอุณหภูมิ พอถึงจุดที่กำหนดมันก้ตัดไฟเปลี่ยนเป็นโหมดอุ่นให้เรา

ระบบ (System) หมายถึงอะไร

ระบบอ่ะนะ อืมม มันก็คือพวก ขั้นตอนการทำงาน ที่มันมีกำหนดไว้ชัดๆ เลยนะ คือไม่ได้ทำมั่วๆ อ่ะนะ บางทีก็เป็นเอกสารก็ได้ หรืออยู่ในคอม เป็นไฟล์ๆ อะไรแบบนี้ก็ได้ หรือเป็นอย่างอื่นก็ได้หมดเลย ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้ ได้ผลที่เราอยากได้ไง เป้าหมายคืออันนั้นเลยนะ มันจะมีองค์ประกอบหลายอย่างเลยนะ หลักๆ เลยก็คือต้องมี ของที่ใส่เข้าไป (Input) ก่อนอ่ะนะ แล้วก็เอาไป ทำๆๆ (Process) มันก็เลยได้เป็น ผลลัพธ์ออกมา (Output) แล้วที่สำคัญก็คือต้องมี ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ด้วยนะ สำคัญมากๆ อันนี้ ทุกอย่างมันก็ เชื่อมโยงกันหมด เลยนะ คือมันไม่ใช่แบบแยกส่วนกันทำงานอ่ะ มันต้องไปด้วยกันหมดเลยจิงๆ

  • อย่างเช่น ระบบย่อยอาหารในร่างกายเราอ่ะ อันนั้นก็เป็นระบบเหมือนกันนะ
  • หรือว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆ กันอยู่นี่ก็เป็น ระบบคอมพิวเตอร์ เหมือนกันนะ
  • แม้แต่การเดินทาง รถเมล์ รถไฟฟ้า อะไรแบบนี้ก็เป็น ระบบขนส่งสาธารณะ เลยแหละ
  • พวก ระบบการศึกษา ที่เราเรียนกันก็คือชุดขั้นตอนเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ไง
  • ทุกอย่างที่มันมีหลายๆ ส่วนทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์บางอย่างนั่นแหละ ก็คือระบบเลยนะ

ระบบ หมายถึงอะไร Quizizz

ระบบ ก็คือการรวมตัวของสรรพสิ่งตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป ที่ไม่ได้แค่มายืนข้างกันสวยๆ เหมือนนายแบบ แต่ต้องมา ทำงานร่วมกัน อย่างมีเป้าหมาย เหมือนส้มตำหนึ่งครกนั่นแหละ มีมะละกอ พริก น้ำปลา มะนาว ทุกอย่างต้องนัวเข้าด้วยกัน ขาดอะไรไปสักอย่าง... รสชาติก็เพี้ยนทันที

ลองนึกภาพร่างกายเรา ตับ ไต หัวใจ ปอด มันไม่ได้ทำงานตัวใครตัวมัน ถ้าหัวใจบอก "วันนี้ขอหยุดเต้นแป๊บ" ปอดกับสมองคงไม่โอเคด้วยแน่นอน ทุกชิ้นส่วนต้องพึ่งพากัน ถ้าชิ้นส่วนไหนงอแงขึ้นมา ทั้งระบบก็เตรียมพังได้เลย เหมือนเล่น Quizizz แล้วเน็ตหลุดตอนข้อสุดท้ายนั่นแหละ อารมณ์เดียวกัน

หัวใจของมันคือ "ความสัมพันธ์" ไม่ใช่ "ปริมาณ" ต่อให้มีส่วนประกอบเป็นร้อย แต่ถ้าต่างคนต่างทำ ไม่เชื่อมโยงกันเลย ก็เป็นได้แค่กองขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้ ระบบที่ดีคือการประสานงานที่ลงตัว ไม่ใช่การรวมตัวของคนเก่งที่ขิงใส่กัน

  • ระบบมี Input และ Output: เหมือนตู้กดน้ำอัดลม เราหยอดเหรียญ (Input) ตู้ทำงานของมัน (Process) แล้วเราก็ได้น้ำเย็นๆ (Output) แต่ถ้าหยอดเหรียeยญแล้วได้น้ำล้างจานออกมา... นั่นคือระบบรวนแล้วเพื่อน
  • วงจรป้อนกลับ (Feedback Loop): คือการที่ผลลัพธ์ (Output) ย้อนกลับมามีผลต่อระบบอีกที เช่น แอร์ในห้อง พอความเย็นถึงจุดที่ตั้งไว้ (Output) เซ็นเซอร์จะส่งสัญญาณ (Feedback) บอกให้คอมเพรสเซอร์หยุดทำงานชั่วคราว เป็นระบบที่ฉลาดพอจะไม่ทำให้เราแข็งตาย
  • ระบบเปิด vs ระบบปิด (Open vs Closed System): ระบบเปิดมีการแลกเปลี่ยนกับสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ธุรกิจที่ต้องเจอลูกค้า คู่แข่ง กฎหมาย ส่วนระบบปิดคือสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น โหลแก้วเลี้ยงต้นไม้ที่ปิดสนิท (เกือบจะปิดสนิท) ไม่ต้องไปยุ่งกับโลกภายนอกเลย

องค์ประกอบของระบบมี4ส่วน อะไรบ้าง

นึกถึงตอนทำงานที่เอเจนซี่เล็กๆ แถวอโศกเมื่อปี 2022 เลย ตอนนั้นหัวหมุนมาก โปรเจกต์ลูกค้าใหม่เป็นร้านกาแฟเปิดใหม่ ทุกอย่างมันวุ่นไปหมด จนพี่ซีเนียร์คนนึงลากไปคุย เขาบอกให้มองทุกอย่างเป็นระบบ มันมี 4 ส่วนแค่นั้นเอง

ส่วนแรกคือ Input หรือข้อมูลนำเข้า สำหรับโปรเจกต์นั้น อินพุตคือบรีฟจากลูกค้าเลย ข้อมูลคู่แข่ง งบประมาณ เดดไลน์ที่บีบหัวใจสุดๆ ทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการเริ่มงานนั่นแหละ

ต่อมาคือ Process หรือการดำเนินการ คือช่วงที่โคตรวุ่นวาย วุ่นวายมาก ทีมเราต้องระดมสมอง คิดคอนเทนต์ ออกแบบกราฟิก เขียนแคปชั่น ยิงแอด คือการเอาอินพุตทั้งหมดมาปั่นรวมกันให้เกิดเป็นชิ้นงาน

แล้วก็ได้ Output หรือผลลัพธ์ออกมา มันคือแคมเปญที่เสร็จสมบูรณ์ ยอดไลค์ ยอดแชร์ คอมเมนต์ที่ลูกค้าเห็นแล้วยิ้มแก้มปริ หรือตัวโพสต์ที่เราปล่อยออกไปในโซเชียลมีเดีย นี่แหละผลผลิตของเรา

แต่ยังไม่จบ มันมีส่วนสุดท้ายที่สำคัญมากคือ Feedback หรือข้อมูลป้อนกลับ คอมเมนต์จากลูกค้า รีพอร์ตยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากเจ้าของร้าน หรือแม้แต่คอมเมนต์ด่าในเพจ 555 ทั้งหมดนี้คือฟีดแบ็กเอาไว้ปรับปรุงงานครั้งต่อไป ทำให้ระบบมันดีขึ้น

ตอนนั้นเข้าใจเลยว่าชีวิตเรามันก็คือระบบนี่แหละ กินข้าว (input) ย่อย (process) ได้พลังงาน (output) แล้วก็รู้สึกอิ่มหรือปวดท้อง (feedback)

  • ส่วนนำเข้า (Input): คือทุกอย่างที่ใส่เข้าไปในระบบเพื่อให้เริ่มทำงานได้ เช่น วัตถุดิบ ข้อมูล คน เงินทุน หรือความต้องการ
  • กระบวนการ (Process): คือขั้นตอนการลงมือทำ การเปลี่ยนแปลง หรือการคำนวณ ที่เปลี่ยน Input ให้กลายเป็นอย่างอื่น
  • ผลลัพธ์ (Output): คือผลผลิตที่ได้จากกระบวนการ เป็นได้ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ (สินค้า) หรือจับต้องไม่ได้ (บริการ, ข้อมูล)
  • ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback): คือส่วนที่นำผลลัพธ์มาประเมิน เพื่อใช้ควบคุมและปรับปรุงการทำงานของระบบในครั้งต่อไป อาจจะกลับไปแก้ที่ Input หรือ Process ก็ได้

Information System คืออะไร มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างไร และนำมาใช้อย่างไร

ตอนนั้นปี 2021 ออฟฟิศเก่าผมอยู่แถวอโศก เป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซเล็กๆ ขายของจุกจิกนี่แหละ โอ้ยยย หัวจะระเบิด

งานทุกอย่างอยู่ใน Excel เป็นสิบๆ ไฟล์ ไฟล์ออเดอร์ ไฟล์สต็อก ไฟล์ข้อมูลลูกค้า ไฟล์บัญชีแยกกันมั่วไปหมด

ปัญหาคือมันไม่เชื่อมกันเลยซักอย่าง ลูกค้าชื่อซ้ำกันสั่งของสองรอบก็ต้องมานั่งหาเอง ของในสต็อกหมดแต่ในไฟล์ขายยังขึ้นว่ามีก็ขายไปก่อน แล้วค่อยโทรไปขอโทษลูกค้าทีหลัง โคตรวุ่นวาย

จนกระทั่งบริษัทลงเงินก้อนใหญ่ จ้างคนมาทำระบบใหม่ตัวนึง ตอนแรกก็บ่นกันนะว่าแพง ทำไมต้องทำ

พอระบบเสร็จเท่านั้นแหละ ชีวิตดีขึ้นแบบ 300% ทุกอย่างมันเชื่อมกันหมด พนักงานแพ็คของเห็นออเดอร์ปุ๊บ ตัดสต็อกทันที ฝ่ายการตลาดดึงข้อมูลลูกค้าไปทำโปรโมชั่นต่อได้เลยว่าใครซื้ออะไรบ่อย

ผู้บริหารก็เห็นภาพรวมหมดเลยว่าเดือนนี้ยอดขายเท่าไหร่ สินค้าตัวไหนขายดี ไม่ต้องรอสิ้นเดือนให้บัญชีมาสรุปใน Excel ที่ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ อีกต่อไปแล้ว

ไอ้ระบบที่ว่าเนี่ยแหละ ที่มันเข้ามาจัดระเบียบความวุ่นวายทั้งหมด เขาเรียกกันว่า Information System หรือระบบสารสนเทศ คือมันไม่ใช่แค่โปรแกรมนะ มันคือทั้งกระบวนการเลย ตั้งแต่เก็บข้อมูลไปจนถึงเอาข้อมูลไปใช้ตัดสินใจ

  • ระบบสารสนเทศ (Information System) คือ ระบบที่จัดการข้อมูลทั้งหมดขององค์กร ตั้งแต่การรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล ไปจนถึงการนำเสนอข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ มันคือสมองของบริษัทเลย

  • ความสำคัญของมันคือ ทำให้ข้อมูลไม่กระจัดกระจาย ทุกคนทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความผิดพลาดซ้ำซ้อน และที่สำคัญคือเร็วมาก ผู้บริหารเห็นปัญหาปุ๊บแก้ได้ทันที

  • ตัวอย่างที่ใช้กันทุกวันนี้

    • CRM (Customer Relationship Management) ระบบจัดการลูกค้า เก็บประวัติการซื้อขาย การติดต่อ เพื่อดูแลลูกค้าได้ดีขึ้น
    • ERP (Enterprise Resource Planning) ระบบที่เชื่อมทุกแผนกเข้าด้วยกัน ตั้งแต่จัดซื้อ ผลิต ขาย บัญชี HR
    • SCM (Supply Chain Management) ระบบจัดการเรื่องวัตถุดิบ การผลิต การขนส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้า
    • POS (Point of Sale) ระบบหน้าร้านที่ใช้คิดเงิน ตัดสต็อก เก็บข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์ตามร้านสะดวกซื้อนั่นแหละ

องค์ประกอบของระบบ 6m มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบของ 6M คือกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ปัจจัยการผลิตหรือสาเหตุของปัญหา ประกอบด้วย

Man (คน) หรือทรัพยากรมนุษย์. ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนคน แต่คือองค์รวมของทักษะ สติปัญญา และแรงจูงใจ. คนคือจุดเริ่มต้นและจุดจบของทุกปัญหาในระบบ.

Money (เงิน) คือ ทุน หรือสภาพคล่องทางการเงิน. เป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบให้เดินหน้าต่อไปได้. ขาดไปก็คือจบ.

Material (วัสดุ) คือ วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ในกระบวนการ. การเลือกวัสดุสะท้อนถึงคุณภาพและตัวตนของผลลัพธ์สุดท้าย. ของดีมาจากของดี.

Machine (เครื่องจักร) หมายรวมถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์ เครื่องมือ และซอฟต์แวร์. สิ่งเหล่านี้คือตัวขยายขีดความสามารถของคน. ทำให้สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นเรื่องธรรมดา.

Management (การจัดการ) คือ กระบวนการวางแผนและควบคุม. เป็นเหมือนสมองที่สั่งการให้ทุกส่วนทำงานประสานกันอย่างมีเป้าหมาย. การจัดการที่แย่ทำลายทรัพยากรดีๆ ได้หมด.

Morale (ขวัญและกำลังใจ) ปัจจัยที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลมหาศาล. เป็นพลังขับเคลื่อนภายในที่ทำให้คนอยากทำงานให้ดีที่สุด. ขาดสิ่งนี้ไป ต่อให้มีทุกอย่างก็อาจล้มเหลว.

  • 6M จริงๆ แล้วเป็นเฟรมเวิร์กที่นิยมใช้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาใน แผนผังก้างปลา (Fishbone Diagram) ที่พัฒนาโดย คาโอรุ อิชิกาวะ (Kaoru Ishikawa). มันคือเครื่องมือในการมองปัญหาให้รอบด้าน.
  • บางตำราจะขยายไปเป็น 7M หรือ 8M โดยเพิ่ม Method (กระบวนการ) และ Measurement (การวัดผล) เข้ามา. Method คือเรื่องของ how-to ส่วน Measurement คือการดูว่าสิ่งที่เราทำมันเวิร์คจริงไหม.
  • อย่างการวัดผลแคมเปญการตลาดดิจิทัลปี 2024 ก็ต้องใช้ Measurement ที่ชัดเจน เช่น Conversion Rate หรือ Customer Acquisition Cost (CAC) ไม่ใช่วัดแค่ยอดไลค์.
  • คำว่า Man ในปัจจุบันถูกมองว่าไม่ครอบคลุม จึงมีการใช้คำว่า People หรือ Manpower แทนเพื่อความเป็นกลางทางเพศมากขึ้น. มันคือการปรับตัวของแนวคิดให้เข้ากับยุคสมัย.