รายได้จากแอพพลิเคชั่น มาจากไหน
รายได้จากแอพพลิเคชั่น มาจากไหน: เจาะลึกโฆษณาแบนเนอร์และคลิก 1%
การทำความเข้าใจว่า รายได้จากแอพพลิเคชั่น มาจากไหน ส่งผลดีต่อการวางแผนโมเดลธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การพึ่งพาระบบโฆษณาเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางการเงินของผู้สร้างแอปในปัจจุบัน การศึกษาช่องทางหาเงินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และสร้างโอกาสเติบโตในตลาด
รายได้จากแอพพลิเคชั่น มาจากไหน: ทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจของแอปฟรี
รายได้จากแอปพลิเคชันส่วนใหญ่มาจาก 7 ช่องทางหลัก ได้แก่ โฆษณาภายในแอป การขายไอเทมหรือฟีเจอร์พิเศษ ค่าสมาชิกรายเดือน การขายแอปแบบจ่ายเงินครั้งเดียว รายได้จากนายหน้า การขายสินค้าหรือบริการโดยตรง และการนำข้อมูลผู้ใช้ไปวิเคราะห์
หลายคนสงสัยว่าแอปฟรีที่เราโหลดมาใช้งานกันทุกวัน พวกเขาสร้างรายได้มหาศาลได้อย่างไรกันแน่ มีสิ่งหนึ่งที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง - และคนทำแอปหน้าใหม่กว่า 90% มักจะพลาดเรื่องนี้เสมอ - ผมจะเปิดเผยความลับนี้ในหัวข้อค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มด้านล่าง
โฆษณาภายในแอป (In-App Advertising): โมเดลคลาสสิกของแอปฟรี
การติดโฆษณาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นหารายได้จากโฆษณาในแอป คุณให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดฟรี แลกกับการแสดงพื้นที่โฆษณาในแอป รูปแบบที่นิยมมีตั้งแต่แบนเนอร์ด้านล่างจอ วิดีโอสั้นคั่นระหว่างเปลี่ยนหน้า หรือวิดีโอที่ดูจบแล้วได้รางวัลพิเศษในเกม
น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นแอปยุคใหม่ใช้แค่โฆษณาแบนเนอร์อย่างเดียว ทำไมน่ะหรือ? เพราะอัตราการคลิกโฆษณาประเภทนี้มักจะต่ำกว่า 1% เสมอ[1] มันแทบไม่พอยาไส้สำหรับนักพัฒนาอิสระ
บอกตามตรง ตอนผมทำแอปตัวแรกเมื่อหลายปีก่อน ผมคิดว่าแค่แปะโฆษณาแบนเนอร์ก็รวยแล้ว ความจริงน่ะหรือ? ผมได้เงินมาแค่ 150 บาทในเดือนแรกหลังจากมีคนโหลดไปพันกว่าคน ความหงุดหงิดตอนนั้นทำให้ผมเกือบเลิกทำแอปไปเลย จนกระทั่งผมได้เรียนรู้โมเดลการทำเงินแบบถัดไป
การซื้อภายในแอป (In-App Purchases): พลังของ Micro-transactions
โมเดลนี้หรือที่เรียกกันว่า Freemium คือวิธีสร้างรายได้จากแอปฟรีแต่ขายของข้างใน รูปแบบนี้ทรงพลังมาก - โดยเฉพาะในวงการเกมมือถือ - เพราะมันลดกำแพงการตัดสินใจดาวน์โหลดของผู้ใช้ลงเหลือศูนย์
ผู้ใช้เพียงแค่ 5% เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงินซื้อของในแอป [2]
ตัวเลขดูน้อยใช่ไหมครับ? แต่นั่นก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงแอปทั้งระบบได้แล้ว คุณอาจจะขายไอเทมที่ใช้แล้วหมดไป เช่น เหรียญในเกม หรือขายฟีเจอร์พิเศษแบบปลดล็อกถาวร เช่น การลบลายน้ำออกจากแอปแต่งรูป สิ่งสำคัญคือต้องให้คุณค่าพื้นฐานที่มากพอก่อน ไม่เช่นนั้นผู้ใช้จะลบแอปทิ้งทันที
ระบบสมาชิกรายเดือน (Subscription): ขุมทรัพย์รายได้ต่อเนื่อง
นี่คือโมเดลธุรกิจแอปพลิเคชันที่ทุกบริษัทเทคโนโลยีใฝ่ฝันถึง แทนที่จะเก็บเงินครั้งเดียว คุณเก็บเงินรายเดือนหรือรายปีเพื่อสิทธิ์การเข้าถึงเนื้อหา พรีเมียมฟีเจอร์ หรือพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ระบบสมาชิกนั้นมีข้อควรระวังสำคัญที่คุณไม่ควรรีบตัดสินใจโดยไม่ได้พิจารณาให้รอบคอม
การทำแอปแบบสมัครสมาชิกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องมีเนื้อหาอัปเดตสม่ำเสมอเพื่อรั้งผู้ใช้ไว้ โมเดลนี้สร้างรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งรายสูงกว่าการขายขาดถึง 3-4 เท่า [3] แต่ความกดดันในการรักษาคุณภาพของซอฟต์แวร์ก็สูงตามไปด้วยเช่นกัน
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: ส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องรู้
มาถึงเรื่องสำคัญที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น นี่คือข้อผิดพลาดที่คนทำแอปหน้าใหม่มักจะมองข้าม: แพลตฟอร์มไม่ได้ให้คุณใช้พื้นที่เพื่อหาเงินแบบฟรีๆ
ทั้ง Apple และ Google จะหักส่วนแบ่งรายได้ 30% จากทุกการซื้อภายในแอปและการสมัครสมาชิก[4] นั่นหมายความว่าถ้าคุณขายไอเทมราคา 100 บาท คุณจะได้เงินเข้ากระเป๋าจริงแค่ 70 บาท ตัวเลขส่วนต่างนี้ทำเอาแผนธุรกิจของสตาร์ทอัพหลายรายพังไม่เป็นท่ามาแล้วเมื่อถึงเวลาทำบัญชีจริงๆ
ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันมีโปรแกรมสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก หากแอปของคุณมีรายได้จากแอปพลิเคชันต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเป็นการต่ออายุสมาชิกในปีที่สองเป็นต้นไป ส่วนแบ่งนี้จะถูกปรับลดลงเหลือ 15%[5] ซึ่งช่วยต่อลมหายใจให้นักพัฒนาอิสระได้มากทีเดียว
เปรียบเทียบโมเดลรายได้สำหรับผู้เริ่มต้นทำแอป
การเลือกโมเดลรายได้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทแอปพลิเคชันและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายของคุณ นี่คือข้อเปรียบเทียบของ 3 โมเดลหลักโฆษณาภายในแอป (Ads)
• สูง หากวางโฆษณาไม่ดีอาจสร้างความรำคาญและทำให้คนลบแอป
• ผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับยอดคนเข้าใช้งานรายวัน (DAU)
• ง่ายที่สุด เพียงแค่ติดโค้ดโฆษณาจากผู้ให้บริการ
• แอปเครื่องมือทั่วไป แอปอ่านข่าว หรือเกมแนวแคชชวล
การซื้อภายในแอป (IAP) ⭐
• ต่ำ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานฟรีต่อไปได้โดยไม่มีโฆษณากวนใจ
• ปานกลาง อาศัยแคมเปญกระตุ้นยอดขายเป็นช่วงๆ
• ปานกลาง ต้องออกแบบโครงสร้างแรงจูงใจให้คนอยากจ่ายเงิน
• เกมมือถือ แอปแต่งรูป แอปหาคู่
ระบบสมาชิก (Subscription)
• ปานกลาง อาจทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มที่ไม่อยากผูกมัดปฏิเสธการใช้งาน
• ดีเยี่ยม คาดการณ์รายได้ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
• ยากที่สุด ต้องสร้างระบบจัดการสมาชิกและมีฟีเจอร์ที่แข็งแกร่ง
• แอปสตรีมมิ่ง แอปออกกำลังกาย แอปเพื่อการทำงานเฉพาะทาง
สำหรับนักพัฒนาหน้าใหม่ ผมมักจะแนะนำให้เริ่มต้นด้วยระบบ In-App Purchases (Freemium) เพราะเป็นการสร้างสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการหาฐานผู้ใช้ใหม่และการสร้างรายได้ โดยไม่ทำลายประสบการณ์การใช้งานเหมือนโฆษณาบทเรียนการสร้างรายได้ของแอปบันทึกนิสัย (Habit Tracker)
นนท์ โปรแกรมเมอร์วัย 28 ปีในกรุงเทพฯ สร้างแอปบันทึกนิสัยรายวัน เขาตั้งใจให้คนโหลดฟรีและติดโฆษณาแบบเต็มจอทุกครั้งที่ผู้ใช้กดบันทึกความสำเร็จลงในแอป
ผลลัพธ์กลับเลวร้าย ผู้ใช้บ่นว่าโฆษณาน่ารำคาญมาก ยอดถอนการติดตั้งพุ่งกระฉูด นนท์เครียดจนปวดหัวและเกือบจะทิ้งโปรเจกต์นี้ เพราะรายได้จากโฆษณาได้เพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือน แถมยังโดนรีวิว 1 ดาวเต็มไปหมด
เขาตัดสินใจเปลี่ยนแผนใหม่ ถอดโฆษณาน่ารำคาญออกทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบ Freemium แทน โดยให้ผู้ใช้บันทึกนิสัยได้ฟรี 3 อย่าง หากต้องการบันทึกไม่จำกัด ต้องจ่ายเงินปลดล็อก 99 บาทแบบครั้งเดียว
ภายในสองเดือน ยอดถอนการติดตั้งลดลง 60% และมีผู้ใช้ประมาณ 8% ตัดสินใจจ่ายเงินอัปเกรด ทำให้รายได้ของแอปพุ่งขึ้นเป็น 15,000 บาทต่อเดือน เขาได้เรียนรู้ว่าประสบการณ์ของผู้ใช้ต้องมาก่อนรายได้เสมอ
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาด
เลือกโมเดลรายได้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้แอปเล่นฆ่าเวลาเหมาะกับโฆษณา แต่แอปที่เน้นการทำงานจริงจังเหมาะกับระบบซื้อขาดหรือสมาชิกรายเดือนมากกว่า
อย่าลืมหักลบต้นทุนค่าธรรมเนียม 30%จำไว้เสมอว่ารายได้ที่เห็นบนหน้าจอ ต้องถูกหักให้ Apple หรือ Google เสมอ แผนธุรกิจของคุณต้องเผื่อตัวเลขส่วนต่างนี้ไว้ตั้งแต่แรก
ประสบการณ์ใช้งานต้องมาก่อนการทำเงินการอัดโฆษณาแน่นเกินไปอาจทำให้ได้เงินเร็วในระยะสั้น แต่จะทำลายฐานผู้ใช้ในระยะยาว การให้คุณค่าที่แท้จริงจะทำให้ผู้ใช้ยินดีจ่ายเงินสนับสนุนเอง
รวมคำถาม
สงสัยว่าแอปที่ให้ดาวน์โหลดฟรีได้เงินจากไหน?
แอปฟรีส่วนใหญ่ทำเงินจากการแสดงโฆษณา การขายไอเทมพิเศษภายในแอป (Freemium) หรือการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน บางแอปอาจใช้วิธีหาเงินจากการเป็นนายหน้าขายสินค้า หรือรับสปอนเซอร์โดยตรงจากแบรนด์ต่างๆ
กังวลเรื่องความปลอดภัยของการซื้อของภายในแอป (In-app purchase) ทำอย่างไรดี?
ค่อนข้างปลอดภัยครับ เพราะการชำระเงินทั้งหมดจะถูกประมวลผลผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของ Apple App Store หรือ Google Play Store โดยตรง นักพัฒนาแอปพลิเคชันจะไม่เห็นหรือเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของคุณไว้เลย
รำคาญโฆษณาที่ปรากฏบ่อยเกินไปในแอปฟรี มีวิธีแก้ไหม?
แอปฟรีส่วนใหญ่จะมีตัวเลือก นำโฆษณาออก (Remove Ads) ให้คุณจ่ายเงินซื้อในราคาไม่แพงเพื่อสนับสนุนนักพัฒนา แต่ถ้าแอปนั้นไม่มีตัวเลือกให้ซื้อและโฆษณาเยอะจนรบกวนการใช้งาน แนะนำให้ลบทิ้งแล้วหาแอปอื่นที่มีฟังก์ชันคล้ายกันแทนครับ
ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบ Subscription และการซื้อขาด?
การซื้อขาดคือคุณจ่ายเงินก้อนเดียวแล้วใช้งานแอปหรือฟีเจอร์นั้นได้ตลอดไป ส่วนระบบ Subscription คือการเช่าใช้ คุณต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี หากหยุดจ่ายเงิน คุณก็จะเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงฟีเจอร์พรีเมียมนั้นทันที
แหล่งอ้างอิง
- [1] Businessofapps - เพราะอัตราการคลิกโฆษณาประเภทนี้มักจะต่ำกว่า 1% เสมอ
- [2] Mindsea - ผู้ใช้เพียงแค่ 5% เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงินซื้อของในแอป
- [3] Dogtownmedia - โมเดลนี้สร้างรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งรายสูงกว่าการขายขาดถึง 3-4 เท่า
- [4] Developer - ทั้ง Apple และ Google จะหักส่วนแบ่งรายได้ 30% จากทุกการซื้อภายในแอปและการสมัครสมาชิก
- [5] Developer - หากแอปของคุณมีรายได้ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเป็นการต่ออายุสมาชิกในปีที่สองเป็นต้นไป ส่วนแบ่งนี้จะถูกปรับลดลงเหลือ 15%
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต