สมัคร iCloud iPhone ยังไง

81 ครั้งเข้าชม
วิธีสร้างอีเมล @icloud.com บน iPhoneคุณสามารถสมัครและสร้างอีเมล @icloud.com ใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อีเมลหลักสำหรับ Apple ID ได้โดยตรงจาก iPhone ของคุณ ทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ไปที่ การตั้งค่า > แตะที่ [ชื่อของคุณ] > เลือก iCloud เลื่อนลงมาแล้วแตะที่ เมล iCloud แตะ "สร้าง" เมื่อปรากฏขึ้นมา และทำตามคำแนะนำบนหน้าจอเพื่อตั้งชื่ออีเมลใหม่ที่คุณต้องการใช้งาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิธีสมัคร iCloud บน iPhone แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองอย่างไร?

เพิ่งตั้งค่า iPhone 15 ให้แม่ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ตอนแรกเขาก็งงๆ ว่า iCloud คืออะไร สมัครยังไง จริงๆ มันคือขั้นตอนเดียวกับการสร้าง Apple ID เลย

ตอนเปิดเครื่อง iPhone ใหม่ครั้งแรก มันจะบังคับให้เราตั้งค่าอยู่แล้ว ถึงช่วงนึงมันจะถามหา Apple ID เราก็แค่เลือก "ไม่มี Apple ID หรือลืม" แล้วก็กด "สร้าง Apple ID ฟรี" ไปตามขั้นตอนเลย พอเราสร้างบัญชี Apple ID เสร็จปุ๊บ ตัวเครื่องมันก็คือสมัคร iCloud ให้เราอัตโนมัติทันที ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

ถ้าใครมีเครื่องอยู่แล้วแต่ยังไม่มี iCloud ก็เข้าไปที่ "การตั้งค่า" แล้วกดตรง "ลงชื่อเข้าใช้ iPhone" ที่อยู่บนสุดได้เลย ขั้นตอนมันก็จะเหมือนตอนเปิดเครื่องใหม่เป๊ะๆ คือสร้าง Apple ID พอสร้างเสร็จก็คือได้ iCloud มาใช้ทันที มันผูกกันอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องอีเมล @icloud.com เนี่ย เป็นคนละส่วนกันนะ ตอนแรกที่สมัคร Apple ID เราอาจจะใช้ Gmail หรืออีเมลอื่นไปก่อน แต่ถ้าอยากได้อีเมลของ Apple เอง ก็ต้องไปเปิดเพิ่มทีหลัง เข้าไปที่ การตั้งค่า > กดที่ชื่อเรา > iCloud > แล้วหาคำว่า "เมล iCloud" แล้วกดเปิด จากนั้นระบบจะให้เราตั้งชื่ออีเมลใหม่ที่เป็น @icloud.com ได้เลย อันนี้ทำทีหลังได้ตลอด

ของแม่ตอนแรกก็ใช้ hotmail สมัครไปก่อน พอใช้ไปซักพักถึงมาทำให้เขาสร้าง @icloud.com เพิ่ม ง่ายๆ แค่นั้นเลย ไม่ซับซ้อน แต่พื้นที่ฟรีให้มา 5GB นี่สิ แป๊บเดียวก็เต็มแล้ว โดยเฉพาะถ้าเปิดสำรองรูปภาพไว้ด้วยนะ เดือนนึงก็ไม่น่ารอด

สมัครไอคราวต้องมีซิมไหม

สมัครไอคราวต้องมีซิมไหม... เอาจริงๆ คำถามมันต้องเป็นเรื่อง Apple ID มากกว่า ไอคราวเป็นแค่บริการที่ผูกกับไอดี

งั้นคำถามที่ถูกคือ สมัคร Apple ID ไม่ใช้เบอร์ ได้ไหม?

ทำได้ ทำได้เลย แต่... มันจะมีปัญหาตามมา คือถ้าไม่มีเบอร์โทรศัพท์หรือใช้เบอร์มั่วๆ ไปก่อน ผลคือเราจะใช้ฟังก์ชันบางอย่างไม่ได้เลย

แล้วถ้าใช้เบอร์คนอื่นสมัครล่ะ? อย่าหาทำเด็ดขาด รหัส OTP ทุกอย่างจะส่งไปที่เบอร์นั้น เขาก็เข้าถึงบัญชีเราได้เลยนะ อันตรายมาก

สรุปคือมันสมัครได้ แต่ชีวิตจะลำบากขึ้นเยอะ Apple เค้าพยายามผลักดันเรื่องความปลอดภัยมากๆ การใช้เบอร์มันคือการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) ที่ง่ายที่สุด

  • iMessage หรือ FaceTime จะใช้งานไม่ได้เต็มที่ เพราะสองบริการนี้มันผูกกับเบอร์โทรศัพท์เป็นหลักเลย ถึงจะใช้ผ่านอีเมลได้ แต่มันก็ไม่สมบูรณ์
  • กู้คืนรหัสผ่าน Apple ID ไม่ได้ อันนี้เรื่องใหญ่สุด ถ้าลืมรหัสผ่านแล้วไม่มีเบอร์โทรที่เชื่อถือได้ให้รับรหัสยืนยัน ก็คือจบเลย บัญชีนั้นอาจจะถูกล็อคถาวร เข้าถึงข้อมูลใน iCloud ไม่ได้อีกเลยนะ รูปเริปหายหมด
  • การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication) จะเปิดใช้งานไม่ได้ ซึ่งสำคัญมากๆ ในปี 2024 นี้ บัญชีที่ไม่มี 2FA ถือว่าความปลอดภัยต่ำมาก
  • การตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่จะยุ่งยากกว่าเดิม เพราะมันจะถามหารหัสยืนยันตลอดเวลา

iPhone โฟน 1 เครื่อง ใช้ได้กี่ ID

iPhone หนึ่งเครื่องเนี่ย ใช้ Apple ID ได้พร้อมกัน ๒ ตัว แบบไม่เกรงใจใครเลยนะจ๊ะ

เหมือนมีสองร่างในโทรศัพท์เครื่องเดียว ตัวนึงก็คือ "เจ้าของบ้าน" หรือผู้ดูแลระบบที่ควบคุมทุกอย่าง เป็น Apple ID หลักสำหรับ iCloud นั่นแหละ ไว้ล็อกเครื่อง, หาเครื่องหาย, เก็บรูป เก็บข้อมูลส่วนตัวที่โคตรจะไพรเวท

ส่วนอีกตัว ก็คือ "ขาช้อป" ผู้รักความบันเทิง เป็น Apple ID สำหรับ App Store ที่เอาไว้ดาวน์โหลดแอปฟรี แอปเสียเงิน หรือซื้อเพลง หนังต่างๆ แบบจัดเต็ม ไม่มีกั๊ก เหมือนเป็นกระเป๋าเงินอีกใบที่ใช้จ่ายได้อิสระ

บางคนก็ชอบความง่าย ใช้ ID เดียวไปเลยทั้งสองส่วน ชีวิตไม่ต้องซับซ้อนดี แต่บางคนก็ชอบแยกนะ เหมือนมีบัญชีลับไว้ช้อปปิ้งออนไลน์อะไรแบบนั้นแหละ มันเป็นเรื่องของ ความสะดวก กับ ความสบายใจ ส่วนตัวล้วน ๆ ไม่มีถูกผิดจ้า

มาดูข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบที่อาจจะเจอกันนะ:

  • Apple ID สำหรับ iCloud (เจ้าของเครื่อง):

    • เน้นความปลอดภัย: ล็อกเครื่อง, Find My iPhone (สำคัญมากกกก ถ้าหาย!), เก็บข้อมูลสำรอง, ซิงค์รูปภาพและรายชื่อติดต่อ
    • เปรียบเหมือน: กุญแจบ้านที่สำคัญที่สุด ห้ามลืม ห้ามหายเด็ดขาด
    • ฟังก์ชันหลักคือ: ผูกติดกับตัวเครื่องและข้อมูลส่วนตัวของคุณ
  • Apple ID สำหรับ App Store (ขาช้อป):

    • เน้นการดาวน์โหลดและซื้อ: โหลดแอป, ซื้อเพลง, หนัง, หนังสือ ใน App Store และ iTunes Store
    • เปรียบเหมือน: บัตรเครดิตที่ใช้ซื้อของในห้างสรรพสินค้า จะใช้บัตรตัวเองหรือบัตรลูก บัตรเมียก็ได้ (แต่ต้องจำรหัสผ่านได้นะ!)
    • ฟังก์ชันหลักคือ: เข้าถึงและจัดการเนื้อหาดิจิทัล
  • ทำไมถึงแยก ID กัน?:

    • Family Sharing: เพื่อแชร์การซื้อแอปหรือเพลงกับสมาชิกในครอบครัว โดยที่ iCloud ของแต่ละคนยังเป็นส่วนตัว
    • งานกับส่วนตัว: บางคนอยากแยกบัญชีทำงานออกจากบัญชีส่วนตัวชัดเจน
    • ความเป็นส่วนตัว: บางทีก็แค่อยากให้คนอื่นดาวน์โหลดแอปได้โดยไม่เข้าถึงข้อมูล iCloud ส่วนตัวของเรา
  • ทำไมถึงใช้ ID เดียวกัน?:

    • ความง่าย: ไม่ต้องจำหลายรหัสผ่าน ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
    • การจัดการ: ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว จัดการง่าย ไม่สับสน
    • เหมาะกับ: คนที่ไม่ได้แชร์เครื่องกับใคร หรือไม่ได้มีเหตุผลพิเศษที่ต้องแยก

Iphone 1 เครื่องใช้ Apple ID ได้กี่อัน

คืนนี้... แสงจันทร์ส่องลอดม่านบางๆ... หน้าต่างบานนั้น... ไอโฟนเครื่องเก่าในมือ มันเย็นชืด... แต่ความคิดมันฟุ้งซ่านไปไกล... กี่ปีกี่หนแล้วนะที่เราอยู่ด้วยกัน... ในโลกดิจิทัล โลกใบเล็กๆ ในกำมือ... ความเชื่อมโยงมันมากมายเหลือเกิน... ความผูกพัน... แปลกดีนะ อืมมม

หนึ่ง Apple ID... หนึ่งตัวตน... หรือหลายตัวตนกันแน่... มันไหลไปสู่เครื่องไหนได้บ้าง... ความลับเล็กๆ ของโลกใบนี้... กี่เครื่องนะ... หัวใจมันเต้นช้าๆ... เหมือนหาคำตอบที่ยากเย็น... ในความเงียบงัน... อู้ววว มันลึกซึ้ง... จริงๆ นะ จริงๆ

ฉันเองก็เพิ่งรู้... หรือว่าฉันลืมไปแล้ว... มันเชื่อมโยงไปได้หมด... จากไอโฟนสู่ไอแพด... จากไอแพดสู่คอมพิวเตอร์... แล้วก็... อีกหลายอย่างเลย... โลกมันหมุนวน... เหมือนความทรงจำที่พร่าเลือน... แต่ตัวเลขนั้นมันชัดเจน ชัดเจนมากๆ เลยนะ... สุดยอดไปเลย!

Apple ID หนึ่งอันสามารถล็อกอินใช้งานได้ สูงสุด 10 เครื่อง โดยรวมคอมพิวเตอร์สูงสุด 5 เครื่อง

  • อุปกรณ์ที่รองรับรวมถึง iPhone, iPad, iPod touch, Mac, Apple Watch และ Apple TV
  • สำหรับคอมพิวเตอร์ จำกัด 5 เครื่อง ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเนื้อหาที่ซื้อ
  • สามารถจัดการอุปกรณ์ที่ล็อกอินอยู่ได้ผ่านการตั้งค่า Apple ID
  • การใช้ Family Sharing ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเข้าถึงการซื้อของคุณได้โดยไม่ต้องใช้ Apple ID เดียวกัน
  • ควรออกจากระบบอุปกรณ์ที่ไม่ใช้งานหรือไม่ปลอดภัยเสมอเพื่อ รักษาความปลอดภัย ของข้อมูล
  • ปลดการเชื่อมโยงอุปกรณ์เก่าออกบ้างถ้ามันไม่จำเป็นแล้ว