แสงหน้าจอปรับยังไง

100 ครั้งเข้าชม
ปรับแสงหน้าจอยังไง มีขั้นตอนตั้งค่าความสว่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังนี้ 1. คลิกเลือกปุ่ม Start และเข้าไปที่เมนู Settings 2. เลือกหมวดหมู่ System แล้วเลือกหัวข้อ Display 3. เลื่อนแถบเลื่อนใต้หัวข้อ Brightness เพื่อปรับระดับแสงตามความต้องการ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ปรับแสงหน้าจอยังไง: วิธีตั้งค่าความสว่างเพื่อถนอมสายตา

ปรับแสงหน้าจอยังไง ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาและถนอมสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ. การตั้งค่าความสว่างที่พอเหมาะส่งผลต่อความสบายในการมองเห็นและช่วยประหยัดแบตเตอรี่ของอุปกรณ์. ผู้ใช้งานทำความเข้าใจขั้นตอนเพื่อปรับระดับแสงให้สอดคล้องกับพื้นที่ใช้งานจริง. การเรียนรู้วิธีนี้ป้องกันปัญหาทางสายตา.

ปรับแสงหน้าจอยังไง? เริ่มต้นแก้ปัญหาแสบตาง่ายๆ

การปรับแสงหน้าจอทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่คุณใช้งาน สำหรับคอมพิวเตอร์ Windows ให้ไปที่ Setting > System > Display > Brightness หรือกดปุ่ม Fn+Key บนคีย์บอร์ด ส่วนโทรศัพท์มือถือเพียงแค่เลื่อนแถบแจ้งเตือนลงมาแล้วปรับแถบความสว่างได้เลย

คนทำงานออฟฟิศกว่า 71% มักมีอาการตาล้าจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน[1] การตั้งค่าความสว่างที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสายตาของคุณในระยะยาว

แสบตาจนต้องหยีตา.

นี่คือสิ่งที่หลายคนเจอทุกเช้าเวลาเปิดคอมพิวเตอร์ทำงาน คู่มือออนไลน์ส่วนใหญ่สอนแค่ว่าปุ่มกดอยู่ตรงไหน แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งที่คนกว่า 90% มองข้ามเวลาตั้งค่าหน้าจอ - ผมจะอธิบายความลับนี้ในหัวข้อความเข้าใจผิดด้านล่าง

วิธีปรับความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Windows 10 และ 11)

พูดตรงๆ นะ เมนูตั้งค่าของ Windows บางทีก็ซ่อนซะลึกจนน่าหงุดหงิด ผมเคยใช้เวลาหาปุ่มปรับแสงเกือบสิบนาทีตอนเปลี่ยนแล็ปท็อปเครื่องใหม่เมื่อหลายปีก่อน มาดูกันว่าวิธีไหนเร็วที่สุดและเหมาะกับคุณที่สุด

วิธีที่ 1: ปรับผ่าน Taskbar (ง่ายและเร็วที่สุด)

นี่คือวิธีที่ผมแนะนำให้ใช้เป็นประจำ เพราะมันง่ายและไม่ต้องเข้าเมนูให้วุ่นวาย

แค่คลิกเดียว.

วิธีทำคือให้คุณมองไปที่มุมขวาล่างของหน้าจอ คลิกที่ไอคอนแบตเตอรี่หรือไอคอนเครือข่าย (Wi-Fi) แถบเมนูเล็กๆ จะเด้งขึ้นมา คุณจะเห็นแถบเลื่อนที่มีรูปดวงอาทิตย์ แค่คลิกค้างแล้วเลื่อนซ้ายขวาเพื่อเพิ่มหรือลดความสว่างหน้าจอได้อย่างรวดเร็ว

วิธีที่ 2: ใช้ปุ่มลัด (Fn Key) บนคีย์บอร์ด

ถ้าคุณใช้แล็ปท็อป ปุ่ม Fn (ซึ่งมักจะอยู่แถวซ้ายล่างของคีย์บอร์ด) คือพระเอกของงานนี้ ลองกวาดสายตาดูที่ปุ่ม F1 ถึง F12 ด้านบนสุดของแป้นพิมพ์ คุณจะเจอไอคอนรูปดวงอาทิตย์สองอัน อันหนึ่งสว่างน้อย อันหนึ่งสว่างมาก

การใช้งานก็แค่กดปุ่ม Fn ค้างไว้แล้วกดปุ่มรูปดวงอาทิตย์ แล็ปท็อปบางรุ่น - และนี่คือสิ่งที่ทำหลายคนสับสน - สามารถกดปุ่มดวงอาทิตย์ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งปุ่ม Fn ด้วยซ้ำ ลองทดสอบกับเครื่องของคุณดูว่าต้องกดปุ่มไหนแน่

วิธีที่ 3: ตั้งค่าความสว่างหน้าจอ Windows ผ่าน Settings

สำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop) บางครั้งวิธีข้างต้นอาจใช้ไม่ได้ผล คุณต้องเข้าไปที่ระบบโดยตรง หรืออาจจะต้องปรับที่ปุ่มกดบนจอมอนิเตอร์แทน

ให้คลิกขวาที่พื้นที่ว่างบนหน้าจอ Desktop แล้วเลือก Display settings ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าต่างการตั้งค่า คุณจะเจอแถบ Brightness อยู่ด้านบนสุด เลื่อนปรับได้ตามต้องการเลย

ปรับแสงหน้าจอมือถือทำยังไงให้ประหยัดแบตเตอรี่

การลดความสว่างหน้าจอมือถือจาก 100% ลงมาเหลือประมาณ 50% สามารถช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง[2] นี่คือตัวเลขที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญสำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทั้งวัน

สำหรับ iPhone และ Android ส่วนใหญ่ การเลื่อนแถบแจ้งเตือน (Notification Panel) ลงมาจากมุมบนของจอ แล้วเลื่อนแถบความสว่างขึ้นลงคือวิธีที่เร็วที่สุด แต่มีอีกระบบหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือ Auto-Brightness หรือระบบปรับแสงอัตโนมัติ

มันคือดาบสองคม.

การปรับแสงอัตโนมัติช่วยให้คุณมองเห็นจอชัดขึ้นเมื่อออกแดดจ้า แต่ในบางครั้งมันก็หรี่แสงลงจนมืดเกินไปเมื่ออยู่ในห้องร่ม ผมเคยหงุดหงิดกับระบบนี้จนต้องเข้าไปปิดทิ้งในเมนู Settings > Accessibility > Display (สำหรับ iOS) ไปพักใหญ่ ก่อนจะพบว่าเอาเข้าจริงมันจำเป็นมากตอนขับรถแล้วต้องดูแผนที่

ข้อผิดพลาดและสิ่งที่คน 90% มองข้ามเวลาตั้งค่าหน้าจอ

นี่คือข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น หลายคนคิดว่าถ้าปวดตา ให้หรี่แสงหน้าจอลงให้มืดที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อถนอมสายตา

ผิดถนัด.

การปรับจอให้มืดเกินไปในขณะที่ห้องสว่างจ้า จะบังคับให้รูม่านตาต้องทำงานหนักขึ้นและกล้ามเนื้อตาต้องเพ่งหนักกว่าเดิมหลายเท่า กฎพื้นฐานคือรักษาระดับความสว่างจอให้อยู่ที่ระดับปานกลาง ในสภาพแวดล้อมออฟฟิศทั่วไป

หาได้ยากมากที่ปัญหาปวดตาจะแก้ไม่ได้ด้วยการตั้งค่าจอที่ถูกต้อง พูดง่ายๆ คือ อย่าปรับจอให้เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่สว่างที่สุดหรือมืดที่สุดในห้อง ลองเอาแผ่นกระดาษสีขาวมาวางข้างๆ จอคอมพิวเตอร์ของคุณ ความสว่างของหน้าจอควรจะใกล้เคียงกับความสว่างของกระดาษแผ่นนั้น หากจอของคุณสว่างจ้าเหมือนไฟฉาย แสดงว่าคุณตั้งค่าสว่างเกินไปแล้ว

เปรียบเทียบ: ปรับแสงหน้าจอด้วยตัวเอง vs ปรับแสงอัตโนมัติ

หลายคนลังเลว่าจะเปิดโหมดปรับแสงอัตโนมัติทิ้งไว้ดีไหม หรือจะคอยเลื่อนปรับความสว่างหน้าจอด้วยตัวเองตามสถานการณ์ดีกว่ากัน นี่คือข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ

โหมดปรับแสงหน้าจอด้วยตัวเอง (Manual Brightness)

ประหยัดพลังงานได้มากที่สุดหากคุณมีวินัยในการหรี่แสงจอลงเมื่อไม่จำเป็น

คุณได้ระดับความสว่างที่ตรงใจ 100% ไม่มีการสว่างขึ้นหรือมืดลงเองให้รำคาญใจ

ต่ำ - ต้องคอยเอื้อมมือไปกดปุ่มหรือเลื่อนแถบแจ้งเตือนทุกครั้งที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อม

การทำงานกราฟิกที่ต้องการความแม่นยำของสี หรือการนั่งทำงานในออฟฟิศที่มีแสงสว่างคงที่

โหมดปรับแสงอัตโนมัติ (Auto-Brightness) ⭐

ค่อนข้างดี แต่บางครั้งระบบอาจเร่งแสงจ้าเกินจำเป็นเมื่อเจอแดดจัด

ระบบประมวลผลผ่านเซ็นเซอร์รับแสง อาจไม่ตรงใจคุณเสมอไปในบางสภาพแสง

สูงมาก - เปิดจอมาก็พร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องมานั่งปรับแต่งเอง

การใช้งานมือถือทั่วไป หรือแล็ปท็อปที่ต้องพกพาไปตามสถานที่ต่างๆ ที่มีสภาพแสงหลากหลาย

สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การปรับแสงด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปที่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อยๆ แนะนำให้เปิดโหมดอัตโนมัติไว้จะช่วยลดความหงุดหงิดจากการมองไม่เห็นหน้าจอเมื่อออกแดดได้มาก

บทเรียนจากอาการตาล้าเรื้อรังของเอก

เอก เป็นกราฟิกดีไซเนอร์วัย 32 ปีในกรุงเทพฯ ที่ต้องทำงานดึกเป็นประจำ เขามีอาการปวดกระบอกตาและตาพร่ามัวจนเริ่มส่งผลกระทบต่องาน เอกพยายามแก้ปัญหาด้วยการหรี่แสงหน้าจอลงจนเกือบมืดสนิท เพราะคิดว่าแสงที่จ้าคือตัวการทำร้ายสายตา

แต่ผลลัพธ์กลับแย่ลง เอกต้องเพ่งจอหนักกว่าเดิมเพื่อแยกแยะเฉดสีในงานออกแบบ อาการปวดหัวลามไปถึงท้ายทอย เขาหมดเงินไปกับการซื้อแว่นกรองแสงราคาแพงแต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย จนกระทั่งเขาเกือบจะตัดสินใจลางานพักยาว

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนที่เป็นช่างภาพทักว่าห้องทำงานของเขามืดเกินไป เอกลองเปลี่ยนวิธีใหม่ เขาเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้น และตั้งค่าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ที่ระดับ 50% แทนที่จะเป็น 10% พร้อมกับเปิดโหมด Night Light เพื่อลดแสงสีฟ้าในช่วงหลังสองทุ่ม

ภายใน 2 สัปดาห์ อาการปวดตาของเอกลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ต้องหยีตาเพ่งหน้าจออีกต่อไป เอกได้เรียนรู้ว่าความลับไม่ได้อยู่ที่การทำหน้าจอให้มืดที่สุด แต่อยู่ที่การสร้างความสมดุลระหว่างแสงหน้าจอกับแสงสว่างในห้องต่างหาก

หากคุณต้องการถนอมสายตาเพิ่มเติม ลองไปดูว่า ลดแสงหน้าจอทำยังไง ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่สุดครับ

รวบรวมความรู้

ปุ่ม fn ปรับแสงหน้าจออยู่ตรงไหน?

ปุ่ม Fn (Function) มักจะอยู่มุมซ้ายล่างของคีย์บอร์ดแล็ปท็อป (ข้างๆ ปุ่ม Ctrl) ให้กดปุ่ม Fn ค้างไว้ แล้วมองหาปุ่ม F1-F12 ด้านบนที่มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ จากนั้นกดปุ่มดวงอาทิตย์เพื่อเพิ่มหรือลดแสงหน้าจอ

กังวลว่าปรับผิดแล้วหน้าจอมืดเกินไป ต้องทำยังไง?

ไม่ต้องตกใจ หากจอมืดจนมองไม่เห็น ให้พยายามใช้ปุ่มคีย์ลัดบนคีย์บอร์ด (ปุ่มรูปดวงอาทิตย์อันใหญ่) กดย้ำๆ เพื่อเร่งความสว่างขึ้นมา หรือถ้านำมือถือออกไปกลางแดดจัดๆ ระบบเซ็นเซอร์จะช่วยเร่งแสงให้คุณมองเห็นหน้าจอได้เอง

จะเพิ่มหรือลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้อย่างไร?

คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) มักจะไม่มีปุ่มลัดบนคีย์บอร์ด คุณต้องกดปุ่มเมนูที่อยู่ตรงขอบด้านล่างหรือด้านข้างของตัวจอมอนิเตอร์โดยตรง จากนั้นหาเมนูคำว่า Brightness แล้วกดปุ่มบวกหรือลบเพื่อปรับระดับ

สรุปแบบรายการ

ความสว่างจอต้องสัมพันธ์กับแสงในห้อง

อย่าปรับจอมืดในห้องสว่าง หรือปรับจอจ้าในห้องมืด ให้เทียบความสว่างหน้าจอกับกระดาษสีขาวบนโต๊ะทำงานของคุณ

ใช้ปุ่มลัดเพื่อความรวดเร็ว

จำตำแหน่งปุ่ม Fn และปุ่มรูปดวงอาทิตย์บนแล็ปท็อปของคุณไว้ มันจะช่วยให้คุณปรับแสงหน้าจอได้ภายใน 2 วินาที

ลดความสว่างช่วยยืดแบตเตอรี่

หากแบตเตอรี่มือถือหรือแล็ปท็อปใกล้หมด การลดความสว่างลงเหลือ 40-50% คือวิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุดในการต่อเวลาใช้งาน

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [1] Vspvision - คนทำงานออฟฟิศกว่า 71% มักมีอาการตาล้าจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
  • [2] Support - การลดความสว่างหน้าจอมือถือจาก 100% ลงมาเหลือประมาณ 50% สามารถช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง