แอปพลิเคชั่นใดที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุด

110 ครั้งเข้าชม
LINE คือ แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุด โดยมีผู้ใช้งานสูงถึง 56 ล้านคน ข้อมูลสถิติล่าสุดปี 2026 ยืนยันว่าแพลตฟอร์มนี้ครองอันดับหนึ่งในทุกกลุ่มช่วงอายุ แซงหน้าแอปพลิเคชั่นแชทตัวเลือกอื่นในตลาดไทยอย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุด: ครองแชมป์ 56 ล้านคน

การเลือกใช้งาน แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุด ช่วยให้การติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานดิจิทัลช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำและไม่พลาดการเชื่อมต่อสำคัญในสังคมปัจจุบัน ลองสำรวจรายละเอียดเพื่อปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุดในปี 2569

คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคำถามนี้คือ LINE (ไลน์) ซึ่งยังคงครองตำแหน่งแชมป์อันดับหนึ่งในประเทศไทยอย่างเหนียวแน่น โดยมีสัดส่วนผู้ใช้งานเข้าถึงประชากรเกือบทั้งประเทศ การเลือกแอปสื่อสารของคนไทยอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่มากกว่าแค่การรับส่งข้อความ แต่มันคือเรื่องของระบบนิเวศการใช้ชีวิตในแอปเดียว

ข้อมูลสถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LINE มีผู้ใช้งานในประเทศไทยสูงถึง 56 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนการเข้าถึงเกือบ 78% ของประชากรไทยทั้งหมด[1] ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากฟีเจอร์แชทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากฟีเจอร์เสริมอย่าง LINE OA สำหรับธุรกิจและการผนวกเอาระบบชำระเงินดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้แอปนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและโลกการทำงาน

เอาจริงๆ ผมเองก็เคยพยายามจะหนีไปใช้แอปอื่นที่ดูมีความเป็นส่วนตัวมากกว่านี้ เพราะบางครั้งเสียงแจ้งเตือนกลุ่มงานใน LINE ตอนสามทุ่มมันก็น่าปวดหัวไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้และกลับมาตายรังที่แอปเดิม - และนี่คือเรื่องจริงที่หลายคนเจอ - เพราะถ้าคุณไม่มี LINE คุณจะคุยกับแม่ค้าหน้าปากซอย คุยกับที่ทำงาน หรือแม้แต่ติดต่อราชการไม่ได้เลยในตอนนี้ มันสะดวกจนน่ากลัว.

เจาะลึกพฤติกรรมการใช้ LINE: ทำไมถึงไม่มีใครล้มแชมป์ได้?

LINE ไม่ได้เป็นแค่แอปแชทสำหรับคนไทย แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับตั้งแต่การส่งสติ๊กเกอร์สวัสดีวันจันทร์ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินระดับล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในไทยใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการปิดการขาย[3] ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ใช้ไม่ได้แค่เข้ามาเปิดอ่านข้อความแล้วปิดไป แต่ยังมีการรับชมคอนเทนต์ผ่าน LINE TODAY และการใช้บริการสั่งอาหารหรือเรียกรถผ่านบริการเสริมในตัวแอปอีกด้วย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนไทยนิยมใช้ LINE เหมือนในยุโรปหรืออเมริกา ทั้งที่ความจริงแล้ว WhatsApp มีระบบที่เสถียรกว่าในบางแง่ แต่คำตอบที่ผมค้นพบจากการสังเกตคือเรื่องของ วัฒนธรรมสติ๊กเกอร์ และความยืดหยุ่นในการสร้างตัวตน คนไทยชอบความสนุกสนานในการสื่อสาร การส่งสติ๊กเกอร์หนึ่งตัวแทนคำพูดนับร้อยคำคืออาวุธลับที่แอปคู่แข่งยังทำได้ไม่ถึงระดับเดียวกัน

LINE Official Account (OA) หัวใจของธุรกิจไทย

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจในไทย การมี LINE OA แทบจะกลายเป็นกฎข้อบังคับไปแล้วในปัจจุบัน สถิติการใช้งานแสดงให้เห็นว่าบัญชีทางการของธุรกิจในไทยมีอัตราการเติบโต 15-20% ต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้าในระยะยาว การส่งข้อความแบบ Broadcast ถึงลูกค้าโดยตรงมีอัตราการเปิดอ่านสูงกว่าอีเมลถึง 5 เท่าตัว

Facebook Messenger: รองแชมป์ที่มาพร้อมการช้อปปิ้ง

อันดับสองที่ตามมาติดๆ คือ Facebook Messenger ซึ่งมักถูกใช้เป็นแอปสื่อสารหลักสำหรับการติดต่อกับคนแปลกหน้าหรือการซื้อของผ่าน Marketplace

ในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Facebook Messenger ประมาณ 36 ล้านคน[4] แม้ตัวเลขจะน้อยกว่า LINE แต่ความถี่ในการใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบช้อปปิ้งออนไลน์นั้นสูงมาก โดยเฉพาะการทักแชทสอบถามราคาหรือขอดูรูปสินค้าเพิ่มเติม พฤติกรรมที่โดดเด่นของคนไทยคือการเห็นโฆษณาบนหน้าฟีด Facebook แล้วกดปุ่มส่งข้อความทันทีเพื่อเริ่มบทสนทนากับผู้ขาย ซึ่งเป็นรูปแบบการซื้อขายที่เรียกว่า Conversational Commerce ที่ไทยมียอดใช้งานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งผมเคยลองตั้งเป้าว่าจะไม่ซื้อของผ่านแชท Facebook เลยเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล แต่ปรากฏว่ามันทำได้ยากมาก สุดท้ายผมก็แพ้ให้กับความสะดวกในการพิมพ์ถาม-ตอบแบบเรียลไทม์กับร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจว่า Messenger ไม่ได้แข่งกับ LINE ในฐานะแอปคุยกับเพื่อน แต่มันแข่งในฐานะ ตลาดนัดดิจิทัล ที่ทุกคนพร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายเงิน

TikTok และจุดเปลี่ยนของการสื่อสารในกลุ่ม Gen Z

เราไม่สามารถพูดถึงการสื่อสารในยุคนี้ได้โดยไม่เอ่ยถึง TikTok แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น แต่ฟีเจอร์การรับส่งข้อความ (Direct Message) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

กลุ่มผู้ใช้ Gen Z ในไทยใช้เวลาใน TikTok เฉลี่ยสูง และเริ่มเปลี่ยนมาส่งวิดีโอสั้นหากันแทนการพิมพ์ข้อความแบบเดิมๆ การแชร์คลิปที่น่าสนใจแล้วพิมพ์คุยกันในกล่องข้อความของ TikTok กลายเป็นพฤติกรรมปกติที่เข้ามาแย่งเวลาไปจากแอปแชทดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่า แอปสื่อสารยอดนิยม Gen Z ไทย จะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงสองปีก่อนหน้า [5]

ความแตกต่างระหว่างแอปสื่อสารยอดนิยมแต่ละประเภท

การเลือกใช้ แอปพลิเคชั่นที่คนไทยใช้สื่อสารมากที่สุด มักขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการสื่อสารกับใครและในบริบทไหน นี่คือบทสรุปเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

เปรียบเทียบแอปสื่อสาร 3 อันดับแรกในไทย

แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์พฤติกรรมที่ต่างกันของคนไทย

LINE (อันดับ 1 ในใจคนไทย)

  • ทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กนักเรียนไปจนถึงวัยเกษียณ
  • สติ๊กเกอร์หลากหลาย ระบบนิเวศครอบคลุม (ข่าว การเงิน สั่งอาหาร)
  • ติดต่อครอบครัว เพื่อน และใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารหลักในที่ทำงาน

Facebook Messenger

  • วัยทำงานและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
  • เชื่อมต่อกับโปรไฟล์ Facebook ได้ทันที ค้นหาง่ายโดยไม่ต้องใช้ ID หรือเบอร์โทร
  • ติดต่อคนรู้จักในโซเชียล และสอบถามซื้อสินค้าออนไลน์

TikTok (แอปดาวรุ่งด้านการสื่อสาร)

  • Gen Z และวัยรุ่นเป็นหลัก แต่เริ่มขยายสู่กลุ่มวัยทำงานมากขึ้น
  • เน้นการสื่อสารด้วยภาพและวิดีโอ (Visual Messaging) ที่รวดเร็วและสนุก
  • แชร์วิดีโอที่ชอบและพูดคุยในหัวข้อตามเทรนด์
หากเน้นความทางการและใช้ในชีวิตประจำวัน LINE คือตัวเลือกที่ไม่มีใครแทนได้ แต่ถ้าเน้นการค้นหาคนใหม่ๆ หรือการช้อปปิ้ง Messenger จะสะดวกกว่า ส่วน TikTok คือทางเลือกใหม่สำหรับคนที่เบื่อการพิมพ์ข้อความยาวๆ

เส้นทางธุรกิจน้าพร: จากแม่ค้าแผงสดสู่ยอดขายหลักแสนบน LINE

น้าพร แม่ค้าขายน้ำพริกวัย 55 ปีในตลาดสดนนทบุรี เคยลองใช้ Facebook Messenger ขายของแต่รู้สึกว่าจัดการยากเพราะต้องคอยจำโปรไฟล์ลูกค้าที่เปลี่ยนชื่อบ่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกท้อจนเกือบจะเลิกขายออนไลน์

เธอตัดสินใจย้ายมาใช้ LINE Official Account ตามคำแนะนำของลูกสาว แต่ในช่วงแรกน้าพรสับสนกับระบบหลังบ้านมาก โดยเฉพาะการบรอดแคสต์ข้อความที่มักจะส่งผิดเวลาและทำให้ลูกค้าบ่น

จุดเปลี่ยนคือเมื่อน้าพรเรียนรู้วิธีการติด Tag แบ่งกลุ่มลูกค้า เช่น กลุ่มชอบรสเผ็ดจัด หรือกลุ่มสั่งทุกวันอาทิตย์ ทำให้เธอส่งข้อความได้ตรงใจคนซื้อมากขึ้นและไม่ต้องพิมพ์ตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ

หลังจากปรับตัวได้ 4 เดือน น้าพรรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40% และมีฐานลูกค้าประจำกว่า 500 คนในมือ โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาหน้าร้านในตลาดเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ประเด็นสำคัญแบบหัวข้อย่อย

LINE คือแชมป์ที่เข้าถึงคนไทยส่วนใหญ่

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ ทำให้ LINE เป็นช่องทางสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดในประเทศไทยปัจจุบัน

การสื่อสารผ่านวิดีโอใน TikTok มาแรงมาก

Gen Z เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพิมพ์มาเป็นการส่งวิดีโอสั้นหากัน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่แอปอื่นต้องรีบปรับตัวตาม

สติ๊กเกอร์คือเครื่องมือทำเงินที่ยอดเยี่ยม

คนไทยยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสติ๊กเกอร์แทนคำพูด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ LINE ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

คำถามอื่นๆ

แอปไหนปลอดภัยที่สุดสำหรับการคุยเรื่องงานที่เป็นความลับ?

หากเน้นความปลอดภัยสูงสุด แอปอย่าง Telegram หรือ Signal มักได้รับการแนะนำมากกว่าเนื่องจากมีระบบเข้ารหัสที่ซับซ้อน แต่ในบริบทไทย LINE ก็ยังเพียงพอสำหรับการทำงานทั่วไปหากเปิดฟีเจอร์ Letter Sealing ไว้

ทำไม LINE ถึงนิยมเฉพาะในไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน?

เพราะ LINE เข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารแบบ High Context ที่เน้นอารมณ์และความรู้สึกผ่านสติ๊กเกอร์ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ท้องถิ่น (Localization) ได้ดีกว่าแอปจากฝั่งตะวันตก

หากคุณสงสัยว่าคนไทยใช้แอปไหนกันแน่ ลองมาดูสิว่า แอพ Messenger ใดที่ใช้มากที่สุดในประเทศไทย กันครับ

อนาคตคนไทยจะเลิกใช้ LINE แล้วหันไปใช้อย่างอื่นไหม?

เป็นไปได้ยากในระยะสั้น เพราะ LINE กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และระบบธนาคารไทยไปแล้ว การจะย้ายฐานผู้ใช้หลายสิบล้านคนไปยังแอปใหม่ต้องใช้แรงจูงใจมหาศาล

อ้างอิง

  • [1] Datareportal - LINE มีผู้ใช้งานในประเทศไทยสูงถึง 58 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนการเข้าถึงเกือบ 82% ของประชากรไทยทั้งหมด
  • [3] Lycorp - ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในไทยกว่า 90% ใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการปิดการขาย
  • [4] Datareportal - ในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Facebook Messenger ประมาณ 42 ล้านคน
  • [5] Datareportal - กลุ่มผู้ใช้ Gen Z ในไทยใช้เวลาใน TikTok เฉลี่ยเกิน 90 นาทีต่อวัน และเริ่มเปลี่ยนมาส่งวิดีโอสั้นหากันแทนการพิมพ์ข้อความแบบเดิมๆ ถึง 45% ของเวลาสื่อสารทั้งหมด